ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
ระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?“สามารถ” ผ่าเบื้องลึก รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน กลายเป็นฝันค้างรู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”TH-AI Passport ระเบิดเวลาภูมิใจไทย ! หาก “ไชยชนก” ดันทุรัง“สุรพล นิติไกรพจน์” อดีต สนช. สู่กุนซือทีมผู้ว่าฯ พรรคประชาชนไทยกำลังเสียอธิปไตยในการสื่อสาร จากสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?“สามารถ” ผ่าเบื้องลึก รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน กลายเป็นฝันค้างรู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”TH-AI Passport ระเบิดเวลาภูมิใจไทย ! หาก “ไชยชนก” ดันทุรัง“สุรพล นิติไกรพจน์” อดีต สนช. สู่กุนซือทีมผู้ว่าฯ พรรคประชาชนไทยกำลังเสียอธิปไตยในการสื่อสาร จากสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ
The Insight News
6 ตุลาคม 2519 : ‘บาดแผล’ ที่ยังเจ็บ จาก ‘การลอยนวลพ้นผิด’ ของรัฐไทย

6 ตุลาคม 2519 : ‘บาดแผล’ ที่ยังเจ็บ จาก ‘การลอยนวลพ้นผิด’ ของรัฐไทย

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
2 min read

เมื่อพูดถึงเดือนตุลาคม ผู้ติดตามการเมืองไทยหลายคนคงจะนึกถึงเหตุการณ์สำคัญอยู่ 2 เหตุการณ์คือ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 และเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของกระแสประชาธิปไตยในไทยที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น (พ.ศ. 2516 – พ.ศ. 2519) แต่เมื่อลองสืบค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมกลับพบว่า สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในสองเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นคือ มีการนิรโทษกรรมเพื่อลอยนวลพ้นผิดของรัฐไทย

โดยเฉพาะเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ที่ปรากฏวัฒนธรรมของการลอยนวลพ้นผิดอย่างชัดเจน จากการออก พรบ. นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งสาระของ พรบ. ดังกล่าว คือการยกเว้นโทษทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงกลุ่มฝ่ายขวาทั้งหมด ซึ่งนี่อาจจะเป็นสาเหตุหลักที่ไม่มีการสืบสวนเพื่อนำผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ดังกล่าวมาลงโทษจวบจนปัจจุบัน

วัฒนธรรมของการลอยนวลพ้นผิดของรัฐไทย

การลอยนวลพ้นผิด (impunity) หรือ อภิสิทธิ์ปลอดความผิด ถูกอธิบายในฐานะของความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องและซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการหยิบยื่นความรับผิดชอบให้แก่ผู้กระทำความรุนแรง ซึ่งได้กระทำในนามของอำนาจรัฐต่อประชาชน หากนับตั้งแต่การอภิวัฒน์สยามหรือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สังคมไทยต้องเผชิญกับการใช้ความรุนแรงในหลายๆ ลักษณะ  อิทธิพล โคตะมี ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับการลอยนวลพ้นผิดและความรุนแรง กล่าวไว้ว่า

“งานศึกษาความรุนแรงบางชิ้นเสนอว่า คนไทยที่เกิดหลัง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา จะต้องมีชีวิตผ่านปรากฏการณ์ความรุนแรงทางการเมืองอย่างน้อยถึง 14 รูปแบบ ในแง่นี้จึงไม่น่าแปลกใจ หากคนไทยจะคุ้นชินกับความรุนแรงและเห็นมันตั้งแต่ยามค่ำจนยันกลางวันแสกๆ”

ตัวอย่างของความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยรัฐ (และเครือข่ายของรัฐ) ที่ชัดเจนก็คือ การใช้กำลังปราบปรามนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 หรือการสังหารหมู่กลางเมืองในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นอกจากเหตุการณ์ทั้งสองแล้ว ความรุนแรงดังกล่าวยังเกิดขึ้นในทุกๆ ครั้งที่เกิดการรัฐประหาร และมีการใช้กำลังกับผู้เห็นต่างทางการเมือง การอุ้มฆ่า การซ้อมทรมาน การดำเนินคดี และการสังหารผู้มีความเห็นต่างทางศาสนา โดยปฏิบัติการเหล่านี้เกิดขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภายใต้คำสั่งของรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กล่าวโดยสรุป การลอยนวลพ้นผิด คือ การใช้ความรุนแรงโดยรัฐกับประชาชนโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ โดยหลักการทั่วไปแล้ว รัฐที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยประชาชนเป็นใหญ่ มีสิทธิและเสรีภาพเต็มที่แบบในสังคมไทย กลับเป็นที่น่าประหลาดใจ เพราะมีสิ่งที่เรียกว่า ความรุนแรง และการลอยนวลพ้นผิด เกิดขึ้นและดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับกันได้ในบางกลุ่มคน ซึ่งมักจะมีมายาคติและคำพูดที่ใช้กันจนชินว่า “มันก็เป็นแบบนี้นั่นล่ะ”

6 ตุลาคม 2519 : ‘ประวัติศาสตร์บาดแผล’ จากการลอยนวลพ้นผิด

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา หนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ได้พยายามทำให้สังคมระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวพร้อมทั้งตั้งคำถามด้วยว่า เหตุใดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จึงเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่เงียบงันต่อการรับรู้ในสังคม งานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้ถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของเหตุการณ์ดังกล่าว และงานก็ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่ง ผู้คนวงกว้างได้ยินเสียงของเหยื่ออย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่งผลให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ได้รับการจดจำอย่างถูกต้องเป็นครั้งแรก ในฐานะอาชญากรรมที่รัฐไทยกระทำต่อประชาชนของตนเอง

แต่ปัญหาใหญ่ที่ทำให้การรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ไม่มีความคืบหน้ามากนักนั่นคือ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อาจจะไปกระทบกระเทือนต่อการรับรู้ของสังคมไทย โดยเฉพาะสถาบันทางการเมืองหลายสถาบัน ซึ่งทรงอำนาจและได้รับความเคารพเทิดทูน รวมถึงการครอบงำอย่างน้อยที่สุด 3 รูปแบบ ที่ยังทำหน้าที่ปิดปากประวัติศาสตร์อยู่ กล่าวคือ 1. คำขู่เรื่องผลกระทบทางการเมือง 2. ความรู้สึกผิด ไม่ว่าจะเป็นของผู้ก่อกรรมทำเข็ญหรือผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ และ 3. อุดมการณ์ของประวัติศาสตร์แห่งชาติหรือประวัติศาสตร์กระแสหลักที่คอยกดปราบ “สิ่งที่ผิดจากปกติ” หรือผลักไสไปสู่ความเงียบงัน ไม่มีเรื่องราวเหล่านั้นปรากฎอยู่ประวัติศาสตร์กระแสหลักแต่อย่างใด

6 ตุลาคม 2519 : ไม่มีการรับผิดชอบ ไม่มีการลงทัณฑ์ใดๆ

“เราไม่ได้หวังเพียงแค่จะให้มีการรื้อฟื้นคดี แต่เราหวังว่าจะมีการรื้อฟื้นเรื่องราวเหล่านี้ให้คนรุ่นหลังเห็นด้วยว่า สังคมไทยเต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่ปล่อยให้คนมีอำนาจลอยนวลพ้นผิด และมีกระบวนการทางกฎหมายที่ช่วยกันปกป้องคนในกลุ่มเดียวกันให้ไม่ต้องรับผิด ถ้าคนรุ่นใหม่รู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ 6 ตุลา จะรู้ว่าสังคมไทยไม่ได้สวยงามอย่างที่ถูกพร่ำสอนกันมา เหตุการณ์ 6 ตุลา ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากรัฐ แต่เกิดจากมวลชนธรรมดาที่ร่วมมือกัน กลายเป็นมือสังหารให้กับรัฐในการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนด้วยกันเอง” 

คำพูดของพวงทอง ภวัครพันธุ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในทีมโครงการบันทึก 6 ตุลา เคยอธิบายไว้ถึงที่มาของแนวคิดการจัดนิทรรศการวัตถุพยานของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และในระยะยาวจะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลาฯ

ผ่านมากว่า 47 ปีที่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ยังคงถูกจารึกไว้เป็นบาดแผลที่ “เจ็บปวด” มากกว่าบาดแผลที่ต้อง “จำจด” เพราะเนื่องจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ยังไม่มีใครได้รับการลงโทษหรือออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการมีส่วนร่วมที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น การสืบเรื่องราวของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นไปอย่างยากลำบาก จนทำให้ทุกวันนี้ ผู้ที่มีส่วนร่วมที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ โดยเฉพาะกลุ่มฝ่ายขวาในเหตุการณ์ต่างก็ใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบสุข บางคนก็จากโลกนี้ไปด้วยรอยยิ้ม ทำเสมือนว่าตนไม่เคยมีส่วนร่วมต่อการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แต่อย่างใด

6 ตุลาคม 2519 : หนึ่งในผลพวงของ ‘การลอยนวลพ้นผิด’

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่ใกล้ที่สุดคงหนีไม่พ้นเหตุการณ์การสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ที่แม้ในปัจจุบันนี้ ผู้ที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการลงโทษหรือออกมารับผิดชอบแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น ย้อนจากเหตุการณ์นี้ไป 15 ปี คือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ก็ได้มีการออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมแก่ผู้ชุมนุมรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยเช่นกัน แม้ต่อมาในรัฐบาลชวน หลีกภัย 1 (พ.ศ. 2535 – พ.ศ. 2538) จะมีความพยายามยกเลิก พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ทว่าก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด

จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมของการลอยนวลพ้นผิดในการเมืองไทย ถือเป็นวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ยังเป็นวัฒนธรรมที่เอื้อให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะของการอาชญากรรมโดยรัฐอีกด้วย ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมดังกล่าวนี้คงหนีไม่พ้นการเมืองแบบเผด็จการ โดยเฉพาะเผด็จการทหารที่มักจะมีการออกกฎหมายที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมนี้หลังการรัฐประหาร หรือแม้กระทั่งการสังหารหมู่ประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 , 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 , พฤษภาคม พ.ศ. 2535 หรือแม้กระทั่งพฤษภาคม พ.ศ. 2553

หรือ ‘ประชาธิปไตย’ คือวิธีเดียวที่จะปิดผนึก ‘การลอยนวลพ้นผิด’

ชัยชนะของพรรคก้าวไกลที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 นั้นหลายฝ่ายมองว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่จากฝั่งที่เรียกตนเองว่า ‘ฝั่งประชาธิปไตย’ จึงทำให้มีการคาดหวังว่า ปัญหาหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคของ คสช. จะได้รับแก้ไข นอกจากนี้พรรคก้าวไกลยังมีนโยบายลงนามและให้สัตยาบันกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างแรงกดดันให้เกิดการแก้กฎหมายในประเทศ ให้สอดคล้องและเกิดการบังคับใช้ ซึ่งวิธีดังกล่าวจะเป็นการทำลายวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของรัฐไทยไม่ให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งอีกต่อไป

แต่ทว่าการผนึกขั้วรัฐบาลที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 ทำให้ความฝันที่จะมีการลงนามและให้สัตยาบันกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไม่ได้เกิดขึ้นจริง แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม แต่ทว่าก็ไม่มีการแถลงนโยบายในเรื่องของสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน กลับกลายเป็นว่าการตั้งรัฐบาลข้ามขั้วครั้งนี้ดูเหมือนจะทำให้วัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดของการเมืองไทยนั้นยังคงดำรงอยู่ต่อไป

ไม่แน่ว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงของประเทศไทยอาจจะต้องรอให้ถึงการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2570 เลยก็ได้

ผู้เขียน : ณัฐชนน จงห่วงกลาง

อ้างอิง : prachatai 1 / pridi

ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด POLITICS

หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?

ทักษิณ ชินวัตร เผชิญหนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท และต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ ยืดเวลา หรือเสี่ยงต่อการล้มละลาย

Srawut··1 min read

รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”

บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย

Srawut··1 min read

รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”

บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือผู้ว่าฯ กทม. และวาทกรรมการเมือง “ระบอบอากง” ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2569

Srawut··1 min read