ในอดีต หากภาพจำของการทำงานคือการลงมือทำทุกขั้นตอน แต่รายงาน SCBX AI Outlook: The Age of Abundant Intelligence | พฤษภาคม 2569 ในหัวข้อ ACT IV: Reshaping Software, Redefining Work กำลังบอกเราว่า กฎเกณฑ์เหล่านั้นกำลังถูกฉีกทิ้ง เมื่อ AIไม่ได้เป็นแค่แชทบอทตอบคำถามอีกต่อไป แต่มันสามารถวิเคราะห์และเขียนโค้ดเพื่อสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมาได้เองตามความต้องการของเราในชั่วพริบตา (Vibe Coding)
เมื่อ AI สามารถทำงานที่เคยต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ คำถามสำคัญที่ท้าทายมนุษยชาติคือ เราจะปรับตัวอย่างไรเพื่อหาที่ยืนในโลกใบใหม่นี้ ?
1. วิกฤตแรงงาน หรือ วิวัฒนาการของการทำงาน ?
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความฉลาดที่เพิ่มขึ้นของ AI ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความมั่นคงในอาชีพ สถิติในปี 2025 ชี้ให้เห็นว่า AI เป็นสาเหตุของการเลิกจ้างงานถึง 4.5% ในสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม หากเรามองความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยสายตาของการปรับตัว นี่ไม่ใช่จุดจบ แต่คือ “วิวัฒนาการ” ประวัติศาสตร์ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมสอนเราว่า เมื่องานที่ใช้แรงงานถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร งานรูปแบบใหม่ก็จะถือกำเนิดขึ้น
สถาบัน World Economic Forum (WEF) ได้คาดการณ์ว่า แม้เทคโนโลยีจะพรากงานเดิมไปถึง 92 ล้านตำแหน่ง แต่มันจะเป็นตัวเร่งให้เกิดตำแหน่งงานใหม่มากถึง 170 ล้านตำแหน่ง ซึ่งหมายความว่าโลกจะมีตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นสุทธิถึง 78 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030

2. การขยับบทบาท: ก้าวสู่การเป็น “ผู้วางระบบ”
การปรับตัวที่สำคัญที่สุดของคนทำงานยุคนี้ คือการเปลี่ยนชุดความคิด (Mindset) จากการเป็น “ผู้รับคำสั่งและลงมือทำ” ไปสู่การเป็น “ผู้วางระบบ”
– หากเปรียบการทำงานเป็นการสร้างบ้าน มนุษย์จะไม่ได้มีหน้าที่ผสมปูนหรือตอกตะปูทีละตัวอีกต่อไป แต่จะก้าวขึ้นไปเป็น “สถาปนิก” ที่คอยอธิบายความต้องการและวิสัยทัศน์
– การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อพนักงานระดับเริ่มต้น (Junior) ที่ต้องเลิกพฤติกรรมการรอรับคำสั่งแบบทีละขั้นตอน (Step-by-step)
– พวกเขาต้องยกระดับตนเองขึ้นเป็นผู้ควบคุม กำหนดทิศทาง และบริหารจัดการเหล่า AI ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
3. ทักษะเอาตัวรอด ที่ AI ยังไม่สามารถเลียนแบบได้
เมื่อ AI แบกรับภาระงานที่น่าเบื่อหน่ายและงานที่ต้องทำซ้ำๆ ไปแล้ว มูลค่าของมนุษย์จะถูกประเมินจากทักษะที่ลึกซึ้งและมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น การปรับตัวเพื่อเป็นขุมทรัพย์ในตลาดแรงงานจึงต้องอาศัย 3 เสาหลัก ดังนี้
(1) การคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
ความเก่งกาจของ AI คือการสร้าง “คำตอบ” ออกมาได้นับพันข้อ แต่มนุษย์คือผู้ผูกขาดความสามารถในการตั้ง “คำถาม” ที่ถูกต้อง และจัดการกับความคลุมเครือที่ซับซ้อนในโลกธุรกิจ
(2) ทักษะการใช้และการทำงานร่วมกับ AI
เราไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเป็น แต่เราต้องรู้วิธีสั่งการและดึงศักยภาพสูงสุดของ AI ออกมาใช้ในฐานะนักยุทธศาสตร์
(3) ความฉลาดทางอารมณ์
ทักษะความเห็นอกเห็นใจ ความเป็นผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสาร จะกลายเป็นจุดแข็งที่ AI ยังลอกเลียนแบบไม่ได้

4. บทสรุปให้ขบคิด
ตลาดแรงงานในยุค AI ไม่ได้กำลังมองหา “นักดนตรี” ที่ก้มหน้าก้มตาเล่นเครื่องดนตรีตามโน้ตที่ถูกเขียนไว้ตายตัวอีกต่อไป แต่องค์กรกำลังกระหายหา “วาทยากร” ที่มีวิสัยทัศน์ สามารถควบคุมและสอดประสานเครื่องดนตรีอัจฉริยะเหล่านี้ให้บรรเลงออกมาเป็นผลงานชิ้นเอก
ท้ายที่สุดแล้ว คุณค่าที่แท้จริงของการทำงานในอนาคต อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเราทำงานได้หนักแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเราฉลาดพอที่จะให้ AI ทำงานแทนเราได้อย่างไรต่างหาก
อ้างอิง : SCBX AI Outlook: The Age of Abundant Intelligence | พฤษภาคม 2569
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ประเทศไทยในวันที่พวกเราจะกลายเป็นแค่ "ผู้เช่า" ในแผ่นดินเกิด!...
ไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองที่ลึกซึ้ง โดยทุนใหญ่ย้ายฐาน SME ตกงาน และระบบราชการล้าหลัง ตามสัญญาณเตือนจาก IMF และธนาคารโลก
หมากในเกมศึกซักฟอก..เมื่อ 'มารยาท' มันค้ำคอ
บทความวิเคราะห์การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา โดยเน้นท่าทีและจุดยืนของพรรคการเมืองต่อประเด็นคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. และความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย
“ศิริโชค” จี้สอบลึกบ่อน Shuffle สั่งบล็อกคนไทยหนีการตรวจสอบ ! เปิดปมหุ้นบุริมสิทธิ 1 % เชื่อมโยงการเมืองหรือไม่ ?
เว็บพนันออนไลน์ Shuffle ประกาศปิดกั้นผู้เล่นจากไทย ท่ามกลางการตรวจสอบเส้นทางเงินและสัดส่วนหุ้นบุริมสิทธิ 1% ที่เชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดนักการเมือง
“ศิริโชค” เปิดปม “ไอเดียร์” บริจาคเงินให้ภูมิใจไทย โยงข้อสงสัยที่มาของทรัพย์สิน
ศิริโชค โสภา ตั้งคำถามเงินบริจาค 150,000 บาทให้พรรคภูมิใจไทยจากสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ท่ามกลางทรัพย์สินรวมเกือบ 2,000 ล้านบาท และข้อสงสัยเรื่องที่มาของความมั่งคั่ง




