ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
Drive My Car หนังต่างประเทศยอดเยี่ยมออสการ์ครั้งที่ 94 และละครเวทีของผู้สูญเสีย

Drive My Car หนังต่างประเทศยอดเยี่ยมออสการ์ครั้งที่ 94 และละครเวทีของผู้สูญเสีย

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
1 min read

บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในภาพยนตร์

เมื่อการดับสิ้นของชีวิตไม่มีสิ่งใดท่วมท้นมากไปกว่าความรู้สึกของผู้สูญเสีย

Drive My Car ของ ริวสุเกะ ฮามากุจิ ได้พาผู้ชมไปสัมผัสกับความร้าวรานที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจของผู้สูญเสีย ก้นบึ้งความรู้สึกที่แตกสลาย ผ่านดวงวิญญาณสีแดงที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าและเทปซ้อมบทของชีวิต

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่การชมภาพยนตร์ในโรงสามารถสร้างบรรยากาศแบบนี้ให้เกิดขึ้นได้ ไม่แน่ใจนักว่าจะเรียกบรรยากาศนั้นว่าอะไร มันคือบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยรสแปลกใหม่ แต่รู้สึกคุ้นเคย เหมือนเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจ เพียงเฝ้ามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาและก็ผ่านไป ตัวภาพยนตร์เองก็ไม่ได้ประเคนสิ่งใดให้ผู้ชม เป็นเพียงพาหนะสำหรับการมองออกไปนอกหน้าต่างรถ และรับภูมิทัศน์ที่เคลื่อนตัวไปเรื่อย ๆ ด้วยตนเอง

ถ้าความสูญเสียและความตายเป็นของคู่กัน เป็นสองสิ่งที่วางขนานกัน หรืออาจไม่เชื่อมโยงกันเลย นั่นคงแล้วแต่บริบทของชีวิต แต่ใน Drive My Car ทั้งสองสิ่งนั้นขัดง้างกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในตัวละครหลักอย่าง ยูสึเกะ คาฟุกุ (แสดงโดย Hidetoshi Nishijima) การทำภาพยนตร์หรือละครเวที ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างชีวิตขึ้นมาจากกระดาษ เพราะฉะนั้นความตายที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์จึงเป็นทั้งความสูญเสีย และเป็นคำถามที่หนักหน่วงต่อ คาฟุกุ ที่เป็นทั้งคนทำละครและผู้สูญเสีย

เป็นคำถามที่ตั้งข้อสงสัยต่อชีวิต ในเวลาเกือบทั้งชีวิตของคาฟุกุ เขาอาจสร้างตัวละครมาแล้วมากมาย ชีวิตหลายร้อยชีวิตเกิดขึ้นด้วยมือของเขา และชีวิตเหล่านั้นล้วนมีชีวิต อย่างในภาษาของการสร้างคาแรคเตอร์ก็จะเรียกมันว่า Round Character แต่ทำไมตัวคนสร้างอย่างคาฟุกุ กลับปฏิเสธทุกอารมณ์สามัญที่พึงเกิดขึ้นได้ในตัวมนุษย์ทุกคน มีเพียงสีหน้าเรียบเฉยให้กับการจากไปคนภรรยา จริงอยู่ที่มนุษย์มีลักษณะของความเสียใจเป็นปัจเจก แต่ Drive My Car ได้แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ภายในจิตใจที่โหยหา เอาแต่ใจ และมองอารมณ์เหล่านั้นอย่างเห็นอกเห็นใจ 

ความปรารถนาของผู้สูญเสียจึงเป็นสิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ในโลกที่ดับสูญ แม้ความปรารถนาอาจถูกความเป็นไปของโลกกดทับจนแทบมองไม่เห็น แต่มันก็เป็นเพียงการกดทับ ไม่สามารถถูกทำให้หายไปได้โดยไร้ร่องรอย เมื่อมีบางอย่าง อาจเป็นความทรงจำ ผู้คน หรือสถานที่ มากระตุกจิตให้นึกถึง ความปรารถนาที่ถูกกดทับก็พร้อมที่จะลื่นไหลหลุดออกมา เหมือนการกดทับดังกล่าวเป็นเพียงแผ่นกระดาษบาง ๆ และเมื่อนั้น ความปรารถนาทั้งหลายทั้งมวลก็จะถูกเติมเต็มด้วยความใคร่รู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ เปิดเผยก้นบึ้งของความรู้สึก และค้นหาสมดุลชีวิตของตนเอง

การใคร่รู้ การเปิดเผย และการค้นหา ทุกอย่างล้วนถูกแสดงออกมาผ่านทางการเดินทางของคาฟุกุ โดยมีเทปคาสเซ็ตที่บรรจุเสียงการต่อบทละครระหว่างคาฟุกุกับโอโตะ (แสดงโดย Reika Kirishima) เป็นเหมือนลำนำไร้สิ้นสุด ที่คอยอธิบายสิ่งนามธรรมอย่าง ความรู้สึก ให้จับต้องได้ รถทรงเก่า ๆ คันแดงของคาฟุกุ ความเป็นภาพแทนมวลความรู้สึกภายในใจของเขาเอง ที่แม้จะดูรุนแรงพร้อมชน แต่ก็ทำได้เพียงแล่นอย่างเนิบช้าบนเส้นถนน อย่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือการทิ้งรอยยางความรู้สึกไว้เบื้องหลัง 

ขณะที่ความรู้สึกนั้นก็อัดแน่นพอ จนกลายเป็นบทสนทนาระหว่างกันในเทปคาสเซ็ต

อีกหนึ่งความน่าสนใจของเทปคาสเซ็ตที่ว่า คือการที่มันเด่นชัดและรุนแรงมากพอ ที่จะกลายเป็นอีกภาษาของภาพยนตร์ ที่ไม่ใช่เสียงคุยกันระหว่างตัวละคร เสียงพากย์ทับเล่าเหตุการณ์ แต่เป็นเสียงที่คล้ายพ่อแม่เล่านิทานให้ฟังก่อนนอน ที่หน้าที่ของเรามีเพียงวาดภาพในหัวแล้วหลับไป เป็นเสียงที่ไม่ได้มีไว้โต้ตอบกับเรา แต่คือเสียงที่เชื่อมเราไว้กับภาพยนตร์เพียงจุดสองจุดเท่านั้น

และสิ่งที่ปรากฎชัดผ่านบทภาพยนตร์ บทละคร บทสนทนา ใน Drive My Car คือ มิติทางความหลากหลายของมนุษย์ หรือเรียกได้ว่าเป็นการทลายกรอบของมนุษย์ในโลกจริงอย่างสิ้นเชิง ทลายเส้นแบ่งทางภาษา ที่เคยแบ่งกั้นจนเราไม่อาจสื่อสารกันได้ การสื่อสารกันโดยใช้ต่างภาษา กระทั่งภาษามือก็สามารถเข้าใจกันได้ แม้ไม่เข้าใจก็รู้สึกถึงกันได้ ถึงจะดูเหนือจริงเพียง แต่มันก็เป็นโลกที่งดงามเกินบรรยาย

หลังรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้เขียนได้มีขณะหนึ่งที่นึกไปถึงภาพยนตร์สัญชาติเกาหลีอย่าง Burning (Lee Chang-Dong, 2018) ผู้เขียนรู้สึกว่าการมีอยู่ของอารมณ์ในตัวละครเอกทั้งสองเรื่องนั้นเหมือนกัน แต่มันมีสายธารในการแผ่ขยายอารมณ์ที่ต่างกันไป ลี จงซู (แสดงโดย Yoo Ah-in ) ใน Burning นั้นแผ่พุ่งออกไปจากตัวหลัก แต่ตัวคาฟุกุนั้นเป็นการโอบล้อมจากภายนอกสู่ตัวเขา กว่าความเศร้าโศกจากการสูญเสียจะแสดงตนออกมา คงจำเป็นต้องอัดแน่นเสียจนมันทะลักออกมาด้วยตัวมันเอง หรือมันสามารถถูกปลดปล่อย ชำระล้างความรู้สึกผิดบาปได้โดยใครสักคน และถึงแม้ความรู้สึกเหล่านั้นจะได้รับการจัดการ แต่ความรับรู้ต่อความรู้สึกนั้นไม่ได้หายไปไหน ทำได้เพียงยอมรับมันในค่ำคืนอันยาวนาน และใช้ชีวิตต่อไปจนกว่าเราจะได้บอกใครสักคนว่าเราเหนื่อยเหลือเกิน

ความยอดเยี่ยมของ Drive My Car เดินหน้าคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาได้ถึง 3 รางวัล คือ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, รางวัลจากสหพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์นานาชาติ (FIPRESCI Prize) และรางวัลของคณะลูกขุนทั่วโลก (Ecumenical Jury Prize) รวมถึงรางวัลต่าง ๆ อีกมายมายทั่วโลก และในเวทีตุ๊กตาทองปี 2022 หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ ‘รางวัลออสการ์’ Drive My Car ของ ริวสุเกะ ฮามากุจิ เป็นผู้เข้าชิงรางวัลกว่า 4 สาขาทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture), ผู้กำกับภาพยนตร์ (Directing), ภาพยนตร์นานาชาติ (International Feature Film) และบทภาพยนตร์ดัดแปลง (Writing Adapted Screenplay) 

สำหรับผู้เขียน รสชาติอันแปลกใหม่ และบรรยากาศทางภาพยนตร์ที่เราไม่อาจหาได้ง่ายนักจากภาพยนตร์เรื่องอื่น ทำให้ Drive My Car ของ ริวสุเกะ ฮามากุจิ สามารถสร้างเส้นทางการชมภาพยนตร์ในรูปแบบที่ต่างออกไปได้ และมันสามารถทำงานกับผู้คนได้ ไม่ใช่แค่คนญี่ปุ่นหรือเอเชีย แต่เป็นคนทั้งโลกที่ต่างแบ่งปันความปวดร้าวร่วมกัน เหตุการณ์ฉากสุดท้ายของภาพยนตร์ คือสิ่งเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในโรงภาพยนตร์ทั่วโลก แม้จะคว้ามาได้เพียง International Feature Film หรือ ภาพยอดนานาชาติยอดเยี่ยม แต่ความยอดเยี่ยมของ Drive My Car ก็ยังคงเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาคนทั่วทั้งโลก และเป็นภาพยนตร์ควรเข้าไปรับชมและซึมซับบรรยากาศทั้งหมดทั้งมวลสักครั้งในชีวิต

https://youtu.be/9G_JtjiH2fc
ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด ชาวกอง

From Dawn Till Dust ศิลปะจัดวางที่จะพาคุณไปสำรวจเศษฝุ่นที่กระจายอยู่ทั่วสังคมไทย

ฝ่าละออง ผลงานจากนักคิดนักเขียนอย่าง จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ ผู้เป็นทั้งคนเขียนเรื่องสั้น นิยาย บันทึกการเดินทาง

ระวี ตะวันธรงค์··2 min read

Sheltered แหล่งพักพิงของสัตว์ไร้บ้านและมนุษย์ขาจร

Sheltered ภาพยนตร์สารคดีจากผู้กำกับชาวดัตช์อย่าง Saskia Gubbels ที่จะพาไปสำรวจหนึ่งในศูนย์พักพิงสัตว์ขนาดใหญ่ในอัมสเตอร์ดัม

ระวี ตะวันธรงค์··1 min read

Nativity still dying return back I exist หนังสือที่ว่าด้วยเด็กหนุ่มที่ไร้ความทรงจำ 23 ปีที่ผ่านมา

หาวันชาตะ มรณะ ผมเสีย พวกคุณอาจจะได้มาวันฌาปนกิจศพผม คือคำโปรยบนหน้าปกที่ทำเอาผู้เขียนชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะตกใจในเนื้อหาว่ามันคืออะไรกัน (วะ)

ระวี ตะวันธรงค์··1 min read

บ้านนี้มีความหลากหลาย คู่มือในการทำความเข้าใจความหลากหลายทางเพศสำหรับทุกคน

‘บ้านนี้มีความหลากหลาย’ หนังสือที่ว่าด้วยเรื่องความหลากหลายทางเพศ ที่เป็น ‘คู่มือสำหรับผู้ปกครอง’ ในการดูแลลูกหลานที่มีความหลากหลายทางเพศ

ระวี ตะวันธรงค์··1 min read