ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
“อัน – บิ๊ว” เจ้าสาวในขบวนไพรด์ กับความหวังใน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม

“อัน – บิ๊ว” เจ้าสาวในขบวนไพรด์ กับความหวังใน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
2 min read

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เมื่อเข้าสู่เดือนมิถุนายน บรรยากาศในสังคมก็ดูจะคึกคักและมีสีสันมากขึ้นกว่าปกติ เพราะแทบทุกพื้นที่ทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์ ต่างประดับประดาไปด้วยสีรุ้ง เนื่องในเดือนแห่งความภาคภูมิใจของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ Pride Month และหากยังจำกันได้ เมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีการจัดงาน “Bangkok Pride” ครั้งแรก หลังจากที่ห่างหายไปหลายปี และหนึ่งในภาพอันน่าประทับใจในวันนั้น คือภาพของ “เจ้าสาว 2 คน” ในชุดสีขาว ที่เดินจูงมือกันในขบวนพาเหรดของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งแม้ไม่ต้องป่าวประกาศ เราก็ทราบได้ทันทีว่า ทั้งคู่ได้ลั่นระฆังวิวาห์กันในพื้นที่แห่งความหลากหลายในวันนั้นเอง

“อัน – อันธิฌา แสงชัย” และ “บิ๊ว – วรวรรณ แรมวัลย์” คือคู่เจ้าสาวในวันนั้น ผ่านไป 1 ปี ทั้งคู่เติบโตขึ้นพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายที่สนับสนุนการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกัน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “สมรสเท่าเทียม” ถูกพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย และกลายเป็นความหวังให้กับคู่รัก LGBTQ+ ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เท่าเทียมกับเพศหญิงชาย เพราะฉะนั้น The Modernist จึงชวนทั้งคู่มาพูดคุยเกี่ยวกับความรักและความหวังของพวกเธอต่อกฎหมายนี้

การพบกันครั้งแรก

เส้นทางความรักของอันธิฌาและวรวรรณนั้นมีส่วนผสมระหว่างความโรแมนติกและการเมือง เพราะทั้งคู่พบกันในช่วงที่มีการล็อกดาวน์จากสถานการณ์โควิด-19 ในกลุ่ม non-traditional matchmaker ที่วรวรรณเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม โดยตั้งกลุ่มนี้จากความรู้สึกแปลกแยกในกลุ่มหาคู่กระแสหลัก ส่วนอันธิฌานั้นเป็นนักกิจกรรมและนักวิชาการด้านเพศ ซึ่งเข้าร่วมในกลุ่มนี้เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของ LGBTQ+ ทั่วไป 

จนกระทั่งวันหนึ่ง วรวรรณได้เริ่มบทสนทนากับอันธิฌา ด้วยการขออภิธานศัพท์เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ทว่าจนถึงทุกวันนี้ อภิธานศัพท์ที่ว่านั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือความรักของทั้งคู่ และในที่สุด อันธิฌาก็ตัดสินใจขับรถจากจังหวัดปัตตานี ไปหาวรวรรณที่จังหวัดภูเก็ต แม้ขั้นตอนการเดินทางออกจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งในสถานการณ์โควิดจะยากลำบากมากก็ตาม

“ตอนที่คุยกันแรกๆ ถ้าออนไลน์มันก็เห็นตัวหนังสือ มันก็มีความเซ็กซี่บางอย่างของการใช้ตัวหนังสือ แต่พอเจอหน้ากัน ด้วยระบบทางสังคมที่ครอบเราอยู่ เขาก็ดูเป็นผู้ใหญ่ มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ เราก็เรียกตัวเองว่าหนู” วรวรรณเล่าถึงความรักในช่วงแรก ก่อนอันธิฌาจะเสริมว่า

“เขาเกรงใจค่ะ ตอนแรก เพราะว่าอาจจะอายุห่างกัน แล้วก็ไม่เคยเจอกัน เขาก็จะแทนตัวเองว่าหนู เราก็เลย เฮ้ย เราต้องหาวิธีการว่าเราจะแทนสรรพนามกันอย่างไรที่ไม่ต้องมีของแบบนี้”

เธอทั้งคู่เรียกกันและกันว่า “ที่รัก” หมายถึงที่ที่ทั้งสองคนรักกันและไว้วางใจกัน และพัฒนาเป็นคำเรียกที่สะท้อนถึงความไว้วางใจกันอย่างที่สุด คือคำว่า “อ้วน” เช่นเดียวกับคู่รักทั่วไป ที่ออกเดตกันตามร้านอาหารแสนอร่อย และพากันน้ำหนักขึ้นในที่สุด

งานวิวาห์บนถนนสีรุ้ง

ราว 1 ปีผ่านไป ทั้งคู่รู้สึกได้ว่าความรักครั้งนี้ราบรื่น ประกอบกับการที่ทั้งคู่เป็นคนที่จริงจังกับความสัมพันธ์ จึงพร้อมใจกันขยับสถานะไปเป็นคู่แต่งงาน วรวรรณเล่าถึงการแต่งงานอย่างไม่เป็นทางการครั้งหนึ่งว่า

“เราชอบพูดกันว่าแต่งงานกันเถอะ แต่งงานกันเถอะ จนกระทั่งคนนี้ (อันธิฌา) ก็โพสต์เฟซบุ๊กขึ้นมา กลายเป็นเหมือน Crowdwedding ไม่ต้องมีการเชิญมาร่วมงาน คนก็กดไลก์ คอมเมนต์ ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่าเราแต่งงานกันแล้วในระดับหนึ่ง”

จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน 2565 ขณะที่ทีมงานนฤมิตไพรด์ ซึ่งล้วนเป็นเพื่อนสนิทของอันธิฌา กำลังเตรียมการจัดงาน Bangkok Pride 2022 อันธิฌาและวรวรรณก็ตั้งใจจะไปร่วมเดินขบวน พร้อมเตรียมแต่งชุดแฟนซีเป็นแดร็กควีนให้เข้ากับบรรยากาศ ทว่าอันธิฌากลับมีไอเดียที่เซอร์ไพรส์กว่านั้น

อันเคยเดินงานไพรด์ที่ต่างประเทศมาก่อน เรารู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้มันคือคำอวยพร มันคือพลัง มันคือการให้คุณค่าร่วมกัน แล้วก็เราคิดว่า ดีจังเลยถ้าเราได้แต่งงานในบรรยากาศแบบนี้ แล้วมันก็ดูเท่มากเลยนะ แต่งงานกันที่ท้องถนน ในขบวนที่เรียกร้องเรื่องสิทธิ เราก็เลยตัดสินใจเดินไปหาเขา แล้วก็ชวนเขาว่าแต่งงานกันในไพรด์ดีกว่า” อันธิฌากล่าว

“ตอนนั้นมันรู้สึกเหมือนเราได้รับความไว้วางใจ ถูกยอมรับค่ะ มันเติมเต็มมาก” วรวรรณเล่าถึงความรู้สึกของตัวเอง

หลังจากนั้น ว่าที่เจ้าสาวทั้งคู่ก็มีเวลาเพียงไม่กี่วันในการหาชุดเจ้าสาว ซึ่งอุปสรรคที่หนักหนากว่าระยะเวลาอันสั้น คือการที่ร้านเช่าชุดแต่งงานไม่เข้าใจแนวคิดของขบวนไพรด์พาเหรด รวมทั้งชุดแต่งงาน ที่มีไว้เพื่อ “เจ้าบ่าวเพศชาย” และ “เจ้าสาวเพศหญิง” เท่านั้น ทว่าสุดท้าย ทั้งคู่ก็ได้พบกับร้านที่เข้าใจพวกเธอโดยบังเอิญ วรวรรณเล่าเหตุการณ์ที่พวกเธอลงความเห็นว่าเหมือนได้รับคำอวยพรในวันนั้นว่า

“เราไปเจอเจ้าของร้านที่เป็น LGBTQ+ ค่ะ ทั้งคู่เลย เป็นแฟนกัน คนหนึ่งแต่งหน้า คนหนึ่งทำคอสตูม พอเราพูดว่า จะหาชุดแต่งงานไปเดินในงานไพรด์ค่ะ เขาก็กระโดดข้ามบันไดลงมา ถามว่า อะไรนะครับ ก็นั่งคุยกันอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ได้ไปลองชุด มันเป็นร้านที่เขามีเจตนาที่อยากช่วยเรา แล้วก็รู้สึกว่าการที่ได้ชุดจากร้านนี้มันเป็นอะไรที่ made my day”

“เป็นการอนุญาตให้เราได้สวมใส่ชุดนี้จากคนที่เป็นเจ้าของ คนที่เขาให้คุณค่าเดียวกันกับเรา” อันธิฌาเสริม

5 มิถุนายน 2565 เป็นวันที่อันธิฌาและวรวรรณได้สวมชุดเจ้าสาวสีขาว เดินจูงมือกันในขบวนสีรุ้ง พร้อมมิตรสหายในชุมชน LGBTQ+ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พวกเธอรู้สึกว่าได้รับการยอมรับและเคารพในตัวตนของพวกเธอ และสิ่งที่ทั้งคู่รู้สึกขอบคุณอย่างที่สุด คือสื่อมวลชนที่นำเสนอภาพการแต่งงานของพวกเธออย่างเคารพ ต่างจากในอดีต ที่การแต่งงานของคนเพศเดียวกันถูกนำเสนอในฐานะ “ข่าวแปลก”

“เราขอบคุณสื่อมากๆ เพราะว่าเราได้ภาพสวยๆ มากมายที่คิดว่าเรามีเงินเท่าไรก็ซื้อแบบนั้นไม่ได้ มันเป็นภาพที่เขาถ่ายออกมาจากมุมมองของความภาคภูมิใจ ของการให้พื้นที่บางอย่าง มันมีพลังค่ะ แล้วก็ต้องขอบคุณอีกชั้นหนึ่งด้วย ที่ว่าภาพเหล่านั้นที่ส่งออกไปสู่สังคมในวงกว้าง มันไปให้พลังกับคนที่มองเห็นด้วยเช่นกัน”

“เราไปเจอคอมเมนต์หรือทวีตที่บอกว่าไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานเลยนะ แต่พอเห็นภาพนี้ เริ่มคิดแล้ว เพราะว่ารู้สึกว่าการแต่งงานของเพศเดียวกัน หรือชุมชน LGBTQ+ มันยาก มันลำบากจังเลย ลุกขึ้นมาก็จะต้องเป็นที่ถูกมอง ถูกซุบซิบ หรือว่าต้องไปอธิบายอะไรมากมาย หลายคนก็เลยคิดว่าไม่เอาดีกว่า ถอดใจดีกว่า แถมมันก็ได้แค่พิธีกรรม มันไม่ได้สิทธิประโยชน์อะไรตามกฎหมาย และมันก็ไม่ได้มีกฎหมายรองรับ หลายคนก็เลือกที่จะไม่ต้องสนใจมันดีกว่า แต่จริงๆ ไม่ได้แปลว่าเราไม่ต้องการ หรือว่ามันไม่สำคัญ เพียงแต่เราไม่มีทางเลือก” อันธิฌากล่าว

บรรยากาศที่มีผู้ร่วมงานร่วมหมื่นคน รวมทั้งผู้ชมในโลกออนไลน์อีกเป็นจำนวนมาก ทำให้ทั้งคู่รู้สึกเหมือนได้รับคำอวยพรอย่างท่วมท้นจากคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก

“มันเป็นงานแต่งงานที่ไม่ใครมาด่าทอหรือว่าถูกทำให้เป็นของแปลก เราเลยรู้สึกว่า ช่างเป็นเราที่โชคดีเหลือเกินที่มีโอกาสแบบนี้ แล้วเราก็รู้สึกว่า อยากให้พลังแบบนี้ อยากให้ความรู้สึกแบบนี้มันเกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน” อันธิฌากล่าว

“สมรสเท่าเทียม” คำตอบของชีวิตคู่ที่มั่นคง

หาก LGBTQ+ สักคู่จะลุกขึ้นมาแต่งงานกัน ก็ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการตั้งคำถาม ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีกฎหมายใดๆ มารองรับสถานภาพการสมรส แล้วพิธีแต่งงานจะมีความสำคัญได้อย่างไร อันธิฌาให้ความเห็นว่า พิธีแต่งงานของ LGBTQ+ ก็มีความหมายเหมือนพิธีแต่งชายของคู่หญิงชายทั่วไป คือเป็นหมุดหมาย หรือเป็นสัญญาณของการเป็นคู่ชีวิตของคนสองคน

พิธีเองมันคือการสื่อสาร มันคือการสื่อสารกับสังคม กับครอบครัว ว่าเราจะทำอะไรบางอย่าง ก็คือการใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน ที่สำคัญคือมันเป็นการสื่อสารระหว่างตัวเรากับคู่ชีวิตว่าฉันกับเธอกำลังจะทำอะไรบางอย่าง แล้วก็กับตัวเราเอง เป็นขั้นสุดท้าย ก็คือตอนนี้เรากำลังจะเปลี่ยนแปลงสถานภาพ จากสถานภาพหนึ่งไปสู่อีกสถานภาพหนึ่ง มันคือการสื่อสารหลายชั้นมาก แล้วก็ลึกมาก ลึกไปจนถึงข้างใน เราต้องเปลี่ยนแปลงคุณค่าบางอย่างที่เราเคยเชื่อมั่น เป็นคุณค่าร่วม” อันธิฌาอธิบาย

และหลังจากที่ทั้งคู่ก้าวเข้าสู่โลกของพันธสัญญาระหว่างกันมานาน 1 ปี ทั้งอันธิฌาและวรวรรณบอกว่า พวกเธอจริงจังกับการใช้ชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางรากฐานของชีวิต การทำธุรกรรมต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งบ่งบอกว่าทั้งคู่กำลังมองไปข้างหน้าด้วยกัน

“มันเป็นการมองไปข้างหน้าด้วย เป็นการมองว่าเราจะใช้ชีวิต ดูแลครอบครัวกันอย่างไร มันไม่ใช่แค่เราสองคน ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คิดกันเรื่องมีลูกด้วย เรารู้สึกว่าเราอยากจะมี แล้วถ้าเตรียมตัวสักหน่อยหนึ่งเราสามารถมีได้โดยที่ว่า เดี๋ยวรอกฎหมายออกมา เรามั่นใจว่าสังคมกำลังเปลี่ยน อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่เราคิดกัน เรื่องเก็บเงินเก็บทอง สร้างบ้านด้วยกัน เกษียณอายุด้วยกัน มันก็จะมาพร้อมกับการที่เราแต่งงานแล้วเรามองเห็นอนาคตไปกับคนอีกคนหนึ่งด้วย” อันธิฌากล่าว

เพราะฉะนั้น กฎหมายที่รับรองสถานภาพสมรสของ LGBTQ+ จึงเป็นสิ่งจำเป็น

“สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากที่คู่รัก LGBTQ+ ไม่มีเหมือนคู่รักต่างเพศ ก็คือหนึ่ง กฎหมาย สองก็คือการยอมรับในเชิงสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งสองอันนี้มันดันมาด้วยกัน ไม่ใช่แค่เราทำพิธีกรรม พ่อแม่รับรู้แล้วจบ” อันธิฌาเปิดประเด็น ก่อนที่วรวรรณจะเสริมในมุมของการเป็นพยาบาลว่า สวัสดิการสังคมบางอย่างผูกโยงกับการเป็นญาติสายตรง เช่น พ่อแม่ พี่น้อง คู่สมรส ซึ่ง LGBTQ+ ไม่สามารถได้รับสิทธิประโยชน์เหล่านี้ได้ ถ้ากฎหมายไม่รับรอง แม้จะจ่ายภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และควรจะได้สิทธิ “อย่างเท่าเทียม” กับคู่สมรสหญิงชาย

“เราคิดว่าถ้ามันมีสวัสดิการที่สามารถจะรองรับเรื่องพวกนี้ได้ เราคิดว่าก็จะดูแลกันได้ดียิ่งขึ้น หรือว่าถ้าเจ็บป่วยถึงกระทั่งทุพพลภาพ เสียชีวิต หรือต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างแทนกันเพื่อจะกู้ชีวิตนั้นไว้ มันคือความปลอดภัยอย่างหนึ่งในชีวิตที่เราไม่ต้องกลัวว่าวันหนึ่ง ถ้าคนข้างๆ เราเป็นอะไร เราสามารถที่จะดูแลเขาได้ถึงตรงไหน” วรวรรณกล่าวเสริม

นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้รับแล้ว อันธิฌาชี้ว่า กฎหมายอย่าง “สมรสเท่าเทียม” จะช่วยลดความกังวลใจของพ่อแม่ที่มีลูกเป็น LGBTQ+ และทำให้คนกลุ่มนี้มีเสรีภาพที่จะรักกันมากขึ้น

“ถ้าเป็น LGBTQ+ เราไม่มีความปลอดภัยในทางชีวิต ในทางกฎหมายที่รองรับ ดังนั้น อย่าลืมว่าสิ่งนี้เป็นเงื่อนไขอันหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวหลายๆ ครอบครัวต่อต้านการมีชีวิตคู่แบบ LGBTQ+ เพราะว่าเขารู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยกับลูกฉันนี่ ดังนั้นตรงนี้มันจะเปลี่ยนเลย มันจะพลิกเลยทันที่ที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมออกมา”

“ถ้ามีกฎหมายรองรับตรงนี้ ความเป็นห่วง ความกังวลของการมีชีวิตคู่ลักษณะนี้มันจะลดน้อยลงทันที ดังนั้น ถ้าเกิดว่าพ่อแม่เขารู้ ถ้าเกิดครอบครัวเรารับรู้ว่า ‘อ๋อ มันแต่งงานไป อยากมีลูกก็มีลูกได้’ ‘เดี๋ยวไปรับบุตรบุญธรรมหรือเข้าสู่เทคโนโลยีอนามัยเจริญพันธุ์ ก็มีได้เหมือนคนอื่น’ ‘ไม่น่ากลัวแล้วล่ะ เพราะว่าแฟนเขาเป็นข้าราชการ เขาก็ปลอดภัย’ คือความกังวลมันไม่มี มันลดน้อยลง แล้วมันหายไป มันไม่ได้ต่างจากการที่เขาจะฝากผีฝากไข้ลูกสาวหรือลูกชายของเขาให้กับคู่สมรสของเขา” อันธิฌากล่าว

นอกจากนี้ อันธิฌายังเสริมอีกว่า ในขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะมอบสิทธิให้คู่ชีวิตที่เป็น LGBTQ+ สามารถดูแลครอบครัวของแต่ละฝ่าย และหากการแต่งงานของชุมชน LGBTQ+ เกิดขึ้นไม่ได้ สังคมไทยจะมีผู้สูงวัยที่โสด ที่รัฐต้องดูแลเพิ่มขึ้น แทนที่จะมีระบบครอบครัวที่สนับสนุนดูแล LGBTQ+ สูงวัย

“รัฐ” กับ “รัก” ของประชาชน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐใช้กรอบ “ศีลธรรมอันดี” ในการควบคุมความรักและความสัมพันธ์ของประชาชน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างการทำให้เซ็กส์ทอยผิดกฎหมาย ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการห้ามวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การเฝ้าระวังโรงแรมม่านรูดในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์และลอยกระทง แต่สำหรับกฎหมายที่จะส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและคุณภาพชีวิตของ LGBTQ+ รัฐกลับละเลย จึงนำไปสู่คำถามที่ว่า รัฐควรจะมีบทบาทอย่างไรกับความรักของประชาชน

ประเด็นนี้ อันธิฌากล่าวว่า ณ ปัจจุบันนี้ ข้อถกเถียงหลายเรื่องมีความก้าวหน้ามาก ไม่ว่าจะเป็นการมีชุมชนคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ความรักระหว่างคนเพศเดียวกัน หรือการที่ประชาชนมีวิถีชีวิตทางเพศ รสนิยมทางเพศแตกต่างหลากหลาย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ทำลายความมั่นคงของรัฐ ดังนั้น รัฐจะต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์ จากการควบคุม มาเป็นการดูแล

“การดูแลคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในภาพรวม มันช่วยให้รัฐจัดการอะไรบางอย่างได้ง่ายขึ้นด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการดูแลต่างๆ ดังนั้น เราว่ามันจะเปลี่ยนแหละ แทนที่จะควบคุม มันจะเพิ่มมิติของการดูแล การสนับสนุน การส่งเสริม เพราะว่ารัฐก็ได้สิ่งเหล่านี้ เพราะว่าคนที่อยู่ในรัฐนี้มีความสุข มีความมั่นคงในชีวิต มีโอกาสที่จะหารายได้ หรือว่าดูแลกัน รัฐก็ลดภาระลงด้วยซ้ำ”

“อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากก็คือว่า รัฐมีหน้าที่ มีพันธะโดยที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องสนับสนุนและส่งเสริมสิทธิด้วย มันไม่ใช่แค่ควบคุมหรอก แล้วก็คุณค่านี้มันเชื่อมโยงกับการเป็นประชากรโลก การเป็นประเทศหนึ่งที่เชื่อมโยงกับนานาชาติ แล้วคนที่จะมาอยู่ประเทศไทยก็อาจจะไม่ได้มีแค่คนไทยอีกต่อไปแล้วค่ะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไปด้วยกัน การที่เปิดกว้างกับคุณค่าที่แตกต่างหลากหลาย แล้วก็ดูแลไม่ให้มีคุณค่าอะไรมาเบียดขับ หรือว่าทำลายคุณค่าอื่น อันนั้นคือหน้าที่ที่รัฐควรจะดูแล” อันธิฌาสรุป

ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด Editor

ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม

ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.

Srawut··1 min read

จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  

การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง

Srawut··1 min read

เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?

สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก

Srawut··1 min read