รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เซเยด อับบาส อารัคซี ออกมาเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล โทรศัพท์สายตรงเข้าหา เจดี แวนซ์ ระหว่างการพูดคุยรอบ อิสบามาบัด ที่ปากีสถาน ทำให้ท่าทีของแวนซ์เปลี่ยนไป จนนำไปสู่การพูดคุยที่หาจุดบรรลุไม่ได้
“เราผิดหวังกับพฤติกรรมของสหรัฐฯ การโทรของเนทันยาฮูไปหาแวนซ์ระหว่างการประชุมได้เปลี่ยนโฟกัสจากข้อเจรจาสหรัฐ-อิหร่านไปสู่ผลประโยชน์ของอิสราเอล สหรัฐฯ พยายามบรรลุที่โต๊ะเจรจาสิ่งที่ทำไม่ได้ผ่านสงคราม เราเดินทางมาที่นี่ด้วยความเชื่อมั่นดี การแถลงข่าวของแวนซ์ก่อนที่เขาจะออกจากปากีสถานนั้นไม่จำเป็น เราให้คำมั่นและพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติของเรา” รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เซเยด อับบาส อารัคชี กล่าว
แถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ทำให้เห็นบทบาทของ BB เบนจามิน เนทันยาฮูมากขึ้น หลังเขามีความเคลื่อนไหวสำคัญในเรื่องนี้มาแล้วถึง 2 ครั้ง คือ
1. เป็นคนนำเสนอแผนโจมตีอิหร่านกับทรัมป์
2. โจมตีเลบานอนทันทีที่สหรัฐกับอิหร่านกำลังจะเปิดโต๊ะเจรจาที่ปากีสถาน พร้อมแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการเจรจา
เมื่อเขาขยับอีกรอบด้วยการโทรสายตรงเข้าหา JD Vance ระหว่างการประชุม 3 ฝ่าย จน Vance มีท่าทีที่เปลี่ยนไปทันที
The Insight วิเคราะห์ท่าทีของ BB ทั้ง 3 ครั้ง
ถ้ามอง 3 บทบาทนี้แยกกัน มันอาจดูเหมือน “จังหวะบังเอิญ”
แต่ถ้าเอามาวางเรียงกันบนเส้นเวลาเดียวกัน — มันคือ ยุทธศาสตร์เดียวที่เดินเป็นขั้นตอน
และแกนกลางมีคำเดียว:
“กันไม่ให้อิหร่านได้หายใจ” (Deny Iran a strategic pause)

⸻
บทบาทที่ 1: “คนขายแผนสงคราม” ให้ทรัมป์
นี่ไม่ใช่แค่การเสนอโจมตี
แต่มันคือการ “กำหนดกรอบความคิด” ให้สหรัฐ
เนทันยาฮูกำลังพยายามทำ 3 อย่างพร้อมกัน:
• ทำให้อิหร่านถูกนิยามเป็น ภัยคุกคามเร่งด่วน (imminent threat)
• ดันให้ทางเลือก “การทหาร” กลายเป็น option ที่ดูสมเหตุสมผล
• ปิดพื้นที่ของ “diplomacy-first approach”
พูดให้ชัด:
ถ้าทรัมป์ “คิดสงคราม” ก่อน
โต๊ะเจรจาจะไม่มีวันเป็นโต๊ะที่เท่าเทียม
นี่คือการ “ตั้งเกมล่วงหน้า” (pre-conditioning)
⸻
บทบาทที่ 2: “เปิดแนวรบ” เพื่อทำลายโมเมนตัมการเจรจา
การโจมตีเลบานอน ในจังหวะก่อนเจรจา ไม่ใช่เรื่องแยกส่วน
มันคือการส่งสัญญาณ 2 ชั้น
ชั้นที่ 1: ถึงอิหร่าน
• “เราพร้อม escalate ได้ทุกเวลา”
• “proxy ของคุณ (Hezbollah) ไม่ปลอดภัย”
ชั้นที่ 2: ถึงสหรัฐ
• “สถานการณ์มันเปราะบางเกินกว่าจะเจรจาแบบ soft”
• “คุณต้องเลือกข้าง ไม่ใช่เป็น mediator”
นี่คือ tactical brilliance แบบแข็งกร้าว:
เปลี่ยน “บรรยากาศก่อนเจรจา”
จากการคลายความตึงเครียด → เป็นการเพิ่มความเสี่ยง
ผลคืออะไร?
• อิหร่าน “ต้องแข็ง”
• สหรัฐ “ต้องระวังภาพลักษณ์ว่าอ่อน”
โต๊ะเจรจาจึงเริ่มต้นบนพื้นเอียงตั้งแต่ยังไม่เปิดจริง

⸻
บทบาทที่ 3: “ผู้เล่นหลังฉาก” ที่แทรกเข้ากลางโต๊ะ
การโทรหา JD Vance ระหว่างประชุม 3 ฝ่าย
คือสัญลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่า
Real-time intervention in diplomacy
มันไม่ใช่แค่โทรคุย
แต่มันคือการ “inject เงื่อนไขใหม่เข้าไปกลางเกม”
ผลกระทบมี 3 ระดับ:
1. ทำลาย trust ของอิหร่านทันที
เพราะมันสะท้อนว่า
สหรัฐไม่ได้คุยอยู่แค่กับอิหร่าน
2. บีบให้ Vance ต้อง “recalibrate”
• จะอ่อน → เสี่ยงโดนอิสราเอลกด
• จะแข็ง → ดีลพัง
3. เปลี่ยน negotiation dynamics
จาก 3 ฝ่าย → กลายเป็น 4 ฝ่ายโดยพฤตินัย (US–Iran–Pakistan–Israel shadow)
⸻
ภาพรวม: นี่คือ “3 จังหวะของยุทธศาสตร์เดียว”
ถ้าเรียงใหม่จะเห็นชัดมาก:
1. Set the frame → เสนอแผนโจมตี (ทำให้สงครามเป็น baseline)
2. Shape the environment → เปิดแนวรบเลบานอน (เพิ่มความตึงเครียด)
3. Disrupt the process → โทรแทรกระหว่างเจรจา (ทำให้ดีลไม่นิ่ง)
นี่ไม่ใช่ reactive
แต่มันคือ proactive disruption strategy

⸻
แล้วเป้าหมายจริงคืออะไร?
ไม่ใช่แค่ “หยุดดีล”
แต่คือ:
1. ทำให้ “ดีลที่เกิดขึ้น”
ต้องเป็นดีลที่อิหร่าน “อ่อนแอ” เท่านั้น
หรือไม่ก็
2. ทำให้ “ไม่มีดีลเลย”
แล้วกลับไปสู่สนามที่อิสราเอลถนัดกว่า = ความขัดแย้งต่อเนื่อง
⸻
บทสรุปของเกมนี้ The Insight มองว่า
คำถามไม่ใช่
“เนทันยาฮูขัดขวางการเจรจาหรือไม่”
แต่คือ
เขากำลังเปลี่ยน “สนามตัดสิน”
จากโต๊ะเจรจา → กลับไปสู่สนามที่อำนาจแข็งมีความหมายมากกว่า
ถ้าเกมถูกลากไปตรงนั้นจริง
อิหร่านจะเสียเปรียบในระยะยาว
และสหรัฐจะถูกบีบให้ “เลือกข้าง” มากกว่าการ “เป็นคนกลาง”
แต่ถ้าจะมองไกลไปอีก
หากลองวาง Decision Map ของเนทันยาฮูแบบ “เห็นเป็นกระดานเดียว”
ภาพจะค่อนข้างเด่นชัดว่า เขาไม่ได้รอผล แต่เตรียม “หมากถัดไป” ไว้ครบทุกกรณีแล้ว
⸻
Decision Map: Netanyahu Strategy Tree
เป้าหมายแกนกลาง (Fixed Objective)
• กันไม่ให้อิหร่าน “ฟื้นตัวเชิงยุทธศาสตร์”
• สกัดเส้นทางสู่ nuclear threshold state
• รักษาความได้เปรียบเชิงทหาร + ความสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐ
⸻
ทางที่ 1: ถ้าดีล “ผ่าน” (Deal Achieved)
การตีความของเนทันยาฮู
“ดีล = อิหร่านได้เวลาหายใจ”
ทางเลือกที่เขาจะใช้
1. Undermine the Deal (บ่อนเซาะดีล)
• ปล่อยข่าวกรอง: อิหร่าน “แอบพัฒนา”
• ล็อบบี้สภาคองเกรส / ฐานเสียงทรัมป์
• ใช้ IO ทำให้ดีล “ดูอันตราย”
เป้าหมาย: ทำให้ดีล “อยู่ไม่ครบอายุ”
⸻
2. Shadow War Intensification (สงครามเงา)
• Cyber attack / sabotage โรงงานนิวเคลียร์
• ลอบโจมตี proxy (Hezbollah / Syria)
• ปฏิบัติการลับใน Hormuz / Red Sea
เป้าหมาย:
ทำให้ “แม้มีดีล” แต่อิหร่านก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
⸻
3. Strategic Patience + Trigger Option
• รอ “อิหร่านผิดเงื่อนไข”
• ใช้เป็นเหตุเปิดเกมโจมตีเต็มรูปแบบ
เป้าหมาย:
เปลี่ยนดีล → เป็น justification ของสงคราม
⸻
ความเสี่ยง
• ขัดกับสหรัฐ ถ้าทรัมป์ต้องการเคลม “ชัยชนะทางการทูต”
• ถูกมองว่าเป็น “spoiler state”

⸻
ทางที่ 2: ถ้าดีล “ค้าง” (Stalemate / Frozen Talks)
การตีความ
“นี่คือสภาพที่ดีที่สุดในการควบคุมเกม”
ไม่มีสงครามใหญ่
ไม่มีสันติภาพ
= “พื้นที่สีเทาที่อิสราเอลเล่นได้”
⸻
ทางเลือกหลัก
1. Managed Escalation (ยกระดับแบบคุมจังหวะ)
• โจมตีเป็นช่วง ๆ
• กดดัน proxy อย่างต่อเนื่อง
เป้าหมาย:
ทำให้อิหร่าน “อ่อนแรงแบบช้า ๆ”
⸻
2. Drag US Closer (ดึงสหรัฐเข้ามาใกล้)
• สร้างเหตุการณ์ให้ US ต้อง “ช่วย”
• ขยายความร่วมมือด้านทหาร
เป้าหมาย:
จาก partner → กลายเป็น co-belligerent แบบไม่เป็นทางการ
⸻
3. Regional Coalition Building
• จับมือรัฐอ่าว (ซาอุ / UAE แบบเงียบ ๆ)
• สร้าง narrative “ภัยจากอิหร่าน”
เป้าหมาย:
ล้อมอิหร่านเชิงภูมิรัฐศาสตร์
⸻
ความเสี่ยง
• เกมยืดเยื้อ → ผิดพลาดครั้งเดียว = บานปลาย
• ตลาดพลังงานผันผวน → กดดันจากนานาชาติ
⸻
ทางที่ 3: ถ้าดีล “ล่ม” (Collapse → Escalation)
การตีความ
“นี่คือหน้าต่างแห่งโอกาส”

⸻
ทางเลือกเชิงรุกเต็มรูปแบบ
1. Preemptive Strike (โจมตีก่อน)
• เป้าหมาย: โรงงานนิวเคลียร์ / ฐานขีปนาวุธ
• ใช้ surprise + precision
เป้าหมาย:
“ตัดตอน” ความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่าน
⸻
2. Multi-Front War Preparation
• เลบานอน (Hezbollah)
• ซีเรีย
• อาจรวม Yemen / Red Sea
เป้าหมาย:
ตัดแขน-ขา proxy พร้อมกัน
⸻
3. Force US Alignment
• สร้างสถานการณ์ให้ US “ไม่มีทางไม่ช่วย”
• ใช้ narrative: “existential threat”
เป้าหมาย:
ทำให้สงครามกลายเป็น “US–Israel joint reality”
⸻
ความเสี่ยงสูงสุด
• สงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาค
• Hormuz ปิด → เศรษฐกิจโลกสะเทือน
• Iran retaliates directly (missiles / drones)
⸻
หากสรุปแบบ The Insight
Decision Map นี้สะท้อนความจริงสำคัญ 1 ข้อ คือ
ไม่ว่าผลเจรจาจะออกหน้าไหน
เนทันยาฮู “มีเกมเล่นต่อเสมอ”
แต่ “ความแตกต่าง” อยู่ตรงนี้:
• ดีลผ่าน → เล่นเกม “กัดเซาะ”
• ดีลค้าง → เล่นเกม “ควบคุมจังหวะ”
• ดีลล่ม → เล่นเกม “ปิดเกมด้วยกำลัง”

⸻
หมัดสุดท้าย
คำถามที่ต้องถามไม่ใช่
“เขาจะทำอะไรต่อ?”
แต่คือ
สถานการณ์แบบไหน
ที่ “เข้าทางเขามากที่สุด”?
คำตอบคือ:
– ไม่ใช่สันติภาพเต็มรูปแบบ
– ไม่ใช่สงครามเต็มรูปแบบทันที
แต่คือ…
“ความตึงเครียดที่ควบคุมได้”
(Controlled Instability)
เพราะในสภาพนั้น
อิสราเอลยังคง “มีอิสระในการโจมตี”
ขณะที่อิหร่าน “ไม่มีพื้นที่ฟื้นตัวเต็มที่”
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เพื่อเติมสีสันให้กับการท่องเที่ยวไทย
ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม
ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.
จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์
การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง
เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?
สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก




