ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
ระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?“สามารถ” ผ่าเบื้องลึก รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน กลายเป็นฝันค้างรู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”TH-AI Passport ระเบิดเวลาภูมิใจไทย ! หาก “ไชยชนก” ดันทุรัง“สุรพล นิติไกรพจน์” อดีต สนช. สู่กุนซือทีมผู้ว่าฯ พรรคประชาชนไทยกำลังเสียอธิปไตยในการสื่อสาร จากสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?“สามารถ” ผ่าเบื้องลึก รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน กลายเป็นฝันค้างรู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”TH-AI Passport ระเบิดเวลาภูมิใจไทย ! หาก “ไชยชนก” ดันทุรัง“สุรพล นิติไกรพจน์” อดีต สนช. สู่กุนซือทีมผู้ว่าฯ พรรคประชาชนไทยกำลังเสียอธิปไตยในการสื่อสาร จากสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ
The Insight News
อิหร่านเผย“เนทันยาฮู” แทรกแซงการพูดคุย 3 ฝ่าย

อิหร่านเผย“เนทันยาฮู” แทรกแซงการพูดคุย 3 ฝ่าย

Srawut
Srawut
กองบรรณาธิการ
3 min read

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เซเยด อับบาส อารัคซี ออกมาเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล โทรศัพท์สายตรงเข้าหา เจดี แวนซ์ ระหว่างการพูดคุยรอบ อิสบามาบัด ที่ปากีสถาน ทำให้ท่าทีของแวนซ์เปลี่ยนไป จนนำไปสู่การพูดคุยที่หาจุดบรรลุไม่ได้

“เราผิดหวังกับพฤติกรรมของสหรัฐฯ การโทรของเนทันยาฮูไปหาแวนซ์ระหว่างการประชุมได้เปลี่ยนโฟกัสจากข้อเจรจาสหรัฐ-อิหร่านไปสู่ผลประโยชน์ของอิสราเอล สหรัฐฯ พยายามบรรลุที่โต๊ะเจรจาสิ่งที่ทำไม่ได้ผ่านสงคราม เราเดินทางมาที่นี่ด้วยความเชื่อมั่นดี การแถลงข่าวของแวนซ์ก่อนที่เขาจะออกจากปากีสถานนั้นไม่จำเป็น เราให้คำมั่นและพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติของเรา” รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เซเยด อับบาส อารัคชี กล่าว

แถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ทำให้เห็นบทบาทของ BB เบนจามิน เนทันยาฮูมากขึ้น หลังเขามีความเคลื่อนไหวสำคัญในเรื่องนี้มาแล้วถึง 2 ครั้ง คือ

1. เป็นคนนำเสนอแผนโจมตีอิหร่านกับทรัมป์

2. โจมตีเลบานอนทันทีที่สหรัฐกับอิหร่านกำลังจะเปิดโต๊ะเจรจาที่ปากีสถาน พร้อมแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการเจรจา

เมื่อเขาขยับอีกรอบด้วยการโทรสายตรงเข้าหา JD Vance ระหว่างการประชุม 3 ฝ่าย จน Vance มีท่าทีที่เปลี่ยนไปทันที

The Insight วิเคราะห์ท่าทีของ BB ทั้ง 3 ครั้ง

ถ้ามอง 3 บทบาทนี้แยกกัน มันอาจดูเหมือน “จังหวะบังเอิญ”

แต่ถ้าเอามาวางเรียงกันบนเส้นเวลาเดียวกัน — มันคือ ยุทธศาสตร์เดียวที่เดินเป็นขั้นตอน

และแกนกลางมีคำเดียว:

“กันไม่ให้อิหร่านได้หายใจ” (Deny Iran a strategic pause)

บทบาทที่ 1: “คนขายแผนสงคราม” ให้ทรัมป์

นี่ไม่ใช่แค่การเสนอโจมตี

แต่มันคือการ “กำหนดกรอบความคิด” ให้สหรัฐ

เนทันยาฮูกำลังพยายามทำ 3 อย่างพร้อมกัน:

   •   ทำให้อิหร่านถูกนิยามเป็น ภัยคุกคามเร่งด่วน (imminent threat)

   •   ดันให้ทางเลือก “การทหาร” กลายเป็น option ที่ดูสมเหตุสมผล

   •   ปิดพื้นที่ของ “diplomacy-first approach”

พูดให้ชัด:

ถ้าทรัมป์ “คิดสงคราม” ก่อน

โต๊ะเจรจาจะไม่มีวันเป็นโต๊ะที่เท่าเทียม

นี่คือการ “ตั้งเกมล่วงหน้า” (pre-conditioning)

บทบาทที่ 2: “เปิดแนวรบ” เพื่อทำลายโมเมนตัมการเจรจา

การโจมตีเลบานอน ในจังหวะก่อนเจรจา ไม่ใช่เรื่องแยกส่วน

มันคือการส่งสัญญาณ 2 ชั้น

ชั้นที่ 1: ถึงอิหร่าน

   •   “เราพร้อม escalate ได้ทุกเวลา”

   •   “proxy ของคุณ (Hezbollah) ไม่ปลอดภัย”

ชั้นที่ 2: ถึงสหรัฐ

   •   “สถานการณ์มันเปราะบางเกินกว่าจะเจรจาแบบ soft”

   •   “คุณต้องเลือกข้าง ไม่ใช่เป็น mediator”

นี่คือ tactical brilliance แบบแข็งกร้าว:

เปลี่ยน “บรรยากาศก่อนเจรจา”

จากการคลายความตึงเครียด → เป็นการเพิ่มความเสี่ยง

ผลคืออะไร?

   •   อิหร่าน “ต้องแข็ง”

   •   สหรัฐ “ต้องระวังภาพลักษณ์ว่าอ่อน”

โต๊ะเจรจาจึงเริ่มต้นบนพื้นเอียงตั้งแต่ยังไม่เปิดจริง

บทบาทที่ 3: “ผู้เล่นหลังฉาก” ที่แทรกเข้ากลางโต๊ะ

การโทรหา JD Vance ระหว่างประชุม 3 ฝ่าย

คือสัญลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่า

Real-time intervention in diplomacy

มันไม่ใช่แค่โทรคุย

แต่มันคือการ “inject เงื่อนไขใหม่เข้าไปกลางเกม”

ผลกระทบมี 3 ระดับ:

1. ทำลาย trust ของอิหร่านทันที

เพราะมันสะท้อนว่า

สหรัฐไม่ได้คุยอยู่แค่กับอิหร่าน

2. บีบให้ Vance ต้อง “recalibrate”

   •   จะอ่อน → เสี่ยงโดนอิสราเอลกด

   •   จะแข็ง → ดีลพัง

3. เปลี่ยน negotiation dynamics

จาก 3 ฝ่าย → กลายเป็น 4 ฝ่ายโดยพฤตินัย (US–Iran–Pakistan–Israel shadow)

ภาพรวม: นี่คือ “3 จังหวะของยุทธศาสตร์เดียว”

ถ้าเรียงใหม่จะเห็นชัดมาก:

 1. Set the frame → เสนอแผนโจมตี (ทำให้สงครามเป็น baseline)

 2. Shape the environment → เปิดแนวรบเลบานอน (เพิ่มความตึงเครียด)

 3. Disrupt the process → โทรแทรกระหว่างเจรจา (ทำให้ดีลไม่นิ่ง)

นี่ไม่ใช่ reactive

แต่มันคือ proactive disruption strategy

แล้วเป้าหมายจริงคืออะไร?

ไม่ใช่แค่ “หยุดดีล”

แต่คือ:

1. ทำให้ “ดีลที่เกิดขึ้น”

ต้องเป็นดีลที่อิหร่าน “อ่อนแอ” เท่านั้น

หรือไม่ก็

2. ทำให้ “ไม่มีดีลเลย”

แล้วกลับไปสู่สนามที่อิสราเอลถนัดกว่า = ความขัดแย้งต่อเนื่อง

บทสรุปของเกมนี้ The Insight มองว่า

คำถามไม่ใช่

“เนทันยาฮูขัดขวางการเจรจาหรือไม่”

แต่คือ

เขากำลังเปลี่ยน “สนามตัดสิน”

จากโต๊ะเจรจา → กลับไปสู่สนามที่อำนาจแข็งมีความหมายมากกว่า

ถ้าเกมถูกลากไปตรงนั้นจริง

อิหร่านจะเสียเปรียบในระยะยาว

และสหรัฐจะถูกบีบให้ “เลือกข้าง” มากกว่าการ “เป็นคนกลาง”

แต่ถ้าจะมองไกลไปอีก

หากลองวาง Decision Map ของเนทันยาฮูแบบ “เห็นเป็นกระดานเดียว”

ภาพจะค่อนข้างเด่นชัดว่า เขาไม่ได้รอผล แต่เตรียม “หมากถัดไป” ไว้ครบทุกกรณีแล้ว

Decision Map: Netanyahu Strategy Tree

เป้าหมายแกนกลาง (Fixed Objective)

   •   กันไม่ให้อิหร่าน “ฟื้นตัวเชิงยุทธศาสตร์”

   •   สกัดเส้นทางสู่ nuclear threshold state

   •   รักษาความได้เปรียบเชิงทหาร + ความสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐ

ทางที่ 1: ถ้าดีล “ผ่าน” (Deal Achieved)

การตีความของเนทันยาฮู

“ดีล = อิหร่านได้เวลาหายใจ”

ทางเลือกที่เขาจะใช้

1. Undermine the Deal (บ่อนเซาะดีล)

   •   ปล่อยข่าวกรอง: อิหร่าน “แอบพัฒนา”

   •   ล็อบบี้สภาคองเกรส / ฐานเสียงทรัมป์

   •   ใช้ IO ทำให้ดีล “ดูอันตราย”

เป้าหมาย: ทำให้ดีล “อยู่ไม่ครบอายุ”

2. Shadow War Intensification (สงครามเงา)

   •   Cyber attack / sabotage โรงงานนิวเคลียร์

   •   ลอบโจมตี proxy (Hezbollah / Syria)

   •   ปฏิบัติการลับใน Hormuz / Red Sea

เป้าหมาย:

ทำให้ “แม้มีดีล” แต่อิหร่านก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

3. Strategic Patience + Trigger Option

   •   รอ “อิหร่านผิดเงื่อนไข”

   •   ใช้เป็นเหตุเปิดเกมโจมตีเต็มรูปแบบ

เป้าหมาย:

เปลี่ยนดีล → เป็น justification ของสงคราม

ความเสี่ยง

   •   ขัดกับสหรัฐ ถ้าทรัมป์ต้องการเคลม “ชัยชนะทางการทูต”

   •   ถูกมองว่าเป็น “spoiler state”

ทางที่ 2: ถ้าดีล “ค้าง” (Stalemate / Frozen Talks)

การตีความ

“นี่คือสภาพที่ดีที่สุดในการควบคุมเกม”

ไม่มีสงครามใหญ่

ไม่มีสันติภาพ

= “พื้นที่สีเทาที่อิสราเอลเล่นได้”

ทางเลือกหลัก

1. Managed Escalation (ยกระดับแบบคุมจังหวะ)

   •   โจมตีเป็นช่วง ๆ

   •   กดดัน proxy อย่างต่อเนื่อง

เป้าหมาย:

ทำให้อิหร่าน “อ่อนแรงแบบช้า ๆ”

2. Drag US Closer (ดึงสหรัฐเข้ามาใกล้)

   •   สร้างเหตุการณ์ให้ US ต้อง “ช่วย”

   •   ขยายความร่วมมือด้านทหาร

เป้าหมาย:

จาก partner → กลายเป็น co-belligerent แบบไม่เป็นทางการ

3. Regional Coalition Building

   •   จับมือรัฐอ่าว (ซาอุ / UAE แบบเงียบ ๆ)

   •   สร้าง narrative “ภัยจากอิหร่าน”

เป้าหมาย:

ล้อมอิหร่านเชิงภูมิรัฐศาสตร์

ความเสี่ยง

   •   เกมยืดเยื้อ → ผิดพลาดครั้งเดียว = บานปลาย

   •   ตลาดพลังงานผันผวน → กดดันจากนานาชาติ

ทางที่ 3: ถ้าดีล “ล่ม” (Collapse → Escalation)

การตีความ

“นี่คือหน้าต่างแห่งโอกาส”

ทางเลือกเชิงรุกเต็มรูปแบบ

1. Preemptive Strike (โจมตีก่อน)

   •   เป้าหมาย: โรงงานนิวเคลียร์ / ฐานขีปนาวุธ

   •   ใช้ surprise + precision

เป้าหมาย:

“ตัดตอน” ความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่าน

2. Multi-Front War Preparation

   •   เลบานอน (Hezbollah)

   •   ซีเรีย

   •   อาจรวม Yemen / Red Sea

เป้าหมาย:

ตัดแขน-ขา proxy พร้อมกัน

3. Force US Alignment

   •   สร้างสถานการณ์ให้ US “ไม่มีทางไม่ช่วย”

   •   ใช้ narrative: “existential threat”

เป้าหมาย:

ทำให้สงครามกลายเป็น “US–Israel joint reality”

ความเสี่ยงสูงสุด

   •   สงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาค

   •   Hormuz ปิด → เศรษฐกิจโลกสะเทือน

   •   Iran retaliates directly (missiles / drones)

หากสรุปแบบ The Insight

Decision Map นี้สะท้อนความจริงสำคัญ 1 ข้อ คือ

ไม่ว่าผลเจรจาจะออกหน้าไหน

เนทันยาฮู “มีเกมเล่นต่อเสมอ”

แต่ “ความแตกต่าง” อยู่ตรงนี้:

   •   ดีลผ่าน → เล่นเกม “กัดเซาะ”

   •   ดีลค้าง → เล่นเกม “ควบคุมจังหวะ”

   •   ดีลล่ม → เล่นเกม “ปิดเกมด้วยกำลัง”

หมัดสุดท้าย

คำถามที่ต้องถามไม่ใช่

“เขาจะทำอะไรต่อ?”

แต่คือ

สถานการณ์แบบไหน

ที่ “เข้าทางเขามากที่สุด”?

คำตอบคือ:

– ไม่ใช่สันติภาพเต็มรูปแบบ

– ไม่ใช่สงครามเต็มรูปแบบทันที

แต่คือ…

 “ความตึงเครียดที่ควบคุมได้”

(Controlled Instability)

เพราะในสภาพนั้น

อิสราเอลยังคง “มีอิสระในการโจมตี”

ขณะที่อิหร่าน “ไม่มีพื้นที่ฟื้นตัวเต็มที่”

Srawut
Author

Srawut

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด Editor

หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?

ทักษิณ ชินวัตร เผชิญหนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท และต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ ยืดเวลา หรือเสี่ยงต่อการล้มละลาย

Srawut··1 min read

รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”

บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย

Srawut··1 min read