ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
อิหร่านเผย“เนทันยาฮู” แทรกแซงการพูดคุย 3 ฝ่าย

อิหร่านเผย“เนทันยาฮู” แทรกแซงการพูดคุย 3 ฝ่าย

Srawut
Srawut
กองบรรณาธิการ
3 min read

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เซเยด อับบาส อารัคซี ออกมาเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล โทรศัพท์สายตรงเข้าหา เจดี แวนซ์ ระหว่างการพูดคุยรอบ อิสบามาบัด ที่ปากีสถาน ทำให้ท่าทีของแวนซ์เปลี่ยนไป จนนำไปสู่การพูดคุยที่หาจุดบรรลุไม่ได้

“เราผิดหวังกับพฤติกรรมของสหรัฐฯ การโทรของเนทันยาฮูไปหาแวนซ์ระหว่างการประชุมได้เปลี่ยนโฟกัสจากข้อเจรจาสหรัฐ-อิหร่านไปสู่ผลประโยชน์ของอิสราเอล สหรัฐฯ พยายามบรรลุที่โต๊ะเจรจาสิ่งที่ทำไม่ได้ผ่านสงคราม เราเดินทางมาที่นี่ด้วยความเชื่อมั่นดี การแถลงข่าวของแวนซ์ก่อนที่เขาจะออกจากปากีสถานนั้นไม่จำเป็น เราให้คำมั่นและพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติของเรา” รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เซเยด อับบาส อารัคชี กล่าว

แถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ทำให้เห็นบทบาทของ BB เบนจามิน เนทันยาฮูมากขึ้น หลังเขามีความเคลื่อนไหวสำคัญในเรื่องนี้มาแล้วถึง 2 ครั้ง คือ

1. เป็นคนนำเสนอแผนโจมตีอิหร่านกับทรัมป์

2. โจมตีเลบานอนทันทีที่สหรัฐกับอิหร่านกำลังจะเปิดโต๊ะเจรจาที่ปากีสถาน พร้อมแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการเจรจา

เมื่อเขาขยับอีกรอบด้วยการโทรสายตรงเข้าหา JD Vance ระหว่างการประชุม 3 ฝ่าย จน Vance มีท่าทีที่เปลี่ยนไปทันที

The Insight วิเคราะห์ท่าทีของ BB ทั้ง 3 ครั้ง

ถ้ามอง 3 บทบาทนี้แยกกัน มันอาจดูเหมือน “จังหวะบังเอิญ”

แต่ถ้าเอามาวางเรียงกันบนเส้นเวลาเดียวกัน — มันคือ ยุทธศาสตร์เดียวที่เดินเป็นขั้นตอน

และแกนกลางมีคำเดียว:

“กันไม่ให้อิหร่านได้หายใจ” (Deny Iran a strategic pause)

บทบาทที่ 1: “คนขายแผนสงคราม” ให้ทรัมป์

นี่ไม่ใช่แค่การเสนอโจมตี

แต่มันคือการ “กำหนดกรอบความคิด” ให้สหรัฐ

เนทันยาฮูกำลังพยายามทำ 3 อย่างพร้อมกัน:

   •   ทำให้อิหร่านถูกนิยามเป็น ภัยคุกคามเร่งด่วน (imminent threat)

   •   ดันให้ทางเลือก “การทหาร” กลายเป็น option ที่ดูสมเหตุสมผล

   •   ปิดพื้นที่ของ “diplomacy-first approach”

พูดให้ชัด:

ถ้าทรัมป์ “คิดสงคราม” ก่อน

โต๊ะเจรจาจะไม่มีวันเป็นโต๊ะที่เท่าเทียม

นี่คือการ “ตั้งเกมล่วงหน้า” (pre-conditioning)

บทบาทที่ 2: “เปิดแนวรบ” เพื่อทำลายโมเมนตัมการเจรจา

การโจมตีเลบานอน ในจังหวะก่อนเจรจา ไม่ใช่เรื่องแยกส่วน

มันคือการส่งสัญญาณ 2 ชั้น

ชั้นที่ 1: ถึงอิหร่าน

   •   “เราพร้อม escalate ได้ทุกเวลา”

   •   “proxy ของคุณ (Hezbollah) ไม่ปลอดภัย”

ชั้นที่ 2: ถึงสหรัฐ

   •   “สถานการณ์มันเปราะบางเกินกว่าจะเจรจาแบบ soft”

   •   “คุณต้องเลือกข้าง ไม่ใช่เป็น mediator”

นี่คือ tactical brilliance แบบแข็งกร้าว:

เปลี่ยน “บรรยากาศก่อนเจรจา”

จากการคลายความตึงเครียด → เป็นการเพิ่มความเสี่ยง

ผลคืออะไร?

   •   อิหร่าน “ต้องแข็ง”

   •   สหรัฐ “ต้องระวังภาพลักษณ์ว่าอ่อน”

โต๊ะเจรจาจึงเริ่มต้นบนพื้นเอียงตั้งแต่ยังไม่เปิดจริง

บทบาทที่ 3: “ผู้เล่นหลังฉาก” ที่แทรกเข้ากลางโต๊ะ

การโทรหา JD Vance ระหว่างประชุม 3 ฝ่าย

คือสัญลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่า

Real-time intervention in diplomacy

มันไม่ใช่แค่โทรคุย

แต่มันคือการ “inject เงื่อนไขใหม่เข้าไปกลางเกม”

ผลกระทบมี 3 ระดับ:

1. ทำลาย trust ของอิหร่านทันที

เพราะมันสะท้อนว่า

สหรัฐไม่ได้คุยอยู่แค่กับอิหร่าน

2. บีบให้ Vance ต้อง “recalibrate”

   •   จะอ่อน → เสี่ยงโดนอิสราเอลกด

   •   จะแข็ง → ดีลพัง

3. เปลี่ยน negotiation dynamics

จาก 3 ฝ่าย → กลายเป็น 4 ฝ่ายโดยพฤตินัย (US–Iran–Pakistan–Israel shadow)

ภาพรวม: นี่คือ “3 จังหวะของยุทธศาสตร์เดียว”

ถ้าเรียงใหม่จะเห็นชัดมาก:

 1. Set the frame → เสนอแผนโจมตี (ทำให้สงครามเป็น baseline)

 2. Shape the environment → เปิดแนวรบเลบานอน (เพิ่มความตึงเครียด)

 3. Disrupt the process → โทรแทรกระหว่างเจรจา (ทำให้ดีลไม่นิ่ง)

นี่ไม่ใช่ reactive

แต่มันคือ proactive disruption strategy

แล้วเป้าหมายจริงคืออะไร?

ไม่ใช่แค่ “หยุดดีล”

แต่คือ:

1. ทำให้ “ดีลที่เกิดขึ้น”

ต้องเป็นดีลที่อิหร่าน “อ่อนแอ” เท่านั้น

หรือไม่ก็

2. ทำให้ “ไม่มีดีลเลย”

แล้วกลับไปสู่สนามที่อิสราเอลถนัดกว่า = ความขัดแย้งต่อเนื่อง

บทสรุปของเกมนี้ The Insight มองว่า

คำถามไม่ใช่

“เนทันยาฮูขัดขวางการเจรจาหรือไม่”

แต่คือ

เขากำลังเปลี่ยน “สนามตัดสิน”

จากโต๊ะเจรจา → กลับไปสู่สนามที่อำนาจแข็งมีความหมายมากกว่า

ถ้าเกมถูกลากไปตรงนั้นจริง

อิหร่านจะเสียเปรียบในระยะยาว

และสหรัฐจะถูกบีบให้ “เลือกข้าง” มากกว่าการ “เป็นคนกลาง”

แต่ถ้าจะมองไกลไปอีก

หากลองวาง Decision Map ของเนทันยาฮูแบบ “เห็นเป็นกระดานเดียว”

ภาพจะค่อนข้างเด่นชัดว่า เขาไม่ได้รอผล แต่เตรียม “หมากถัดไป” ไว้ครบทุกกรณีแล้ว

Decision Map: Netanyahu Strategy Tree

เป้าหมายแกนกลาง (Fixed Objective)

   •   กันไม่ให้อิหร่าน “ฟื้นตัวเชิงยุทธศาสตร์”

   •   สกัดเส้นทางสู่ nuclear threshold state

   •   รักษาความได้เปรียบเชิงทหาร + ความสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐ

ทางที่ 1: ถ้าดีล “ผ่าน” (Deal Achieved)

การตีความของเนทันยาฮู

“ดีล = อิหร่านได้เวลาหายใจ”

ทางเลือกที่เขาจะใช้

1. Undermine the Deal (บ่อนเซาะดีล)

   •   ปล่อยข่าวกรอง: อิหร่าน “แอบพัฒนา”

   •   ล็อบบี้สภาคองเกรส / ฐานเสียงทรัมป์

   •   ใช้ IO ทำให้ดีล “ดูอันตราย”

เป้าหมาย: ทำให้ดีล “อยู่ไม่ครบอายุ”

2. Shadow War Intensification (สงครามเงา)

   •   Cyber attack / sabotage โรงงานนิวเคลียร์

   •   ลอบโจมตี proxy (Hezbollah / Syria)

   •   ปฏิบัติการลับใน Hormuz / Red Sea

เป้าหมาย:

ทำให้ “แม้มีดีล” แต่อิหร่านก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

3. Strategic Patience + Trigger Option

   •   รอ “อิหร่านผิดเงื่อนไข”

   •   ใช้เป็นเหตุเปิดเกมโจมตีเต็มรูปแบบ

เป้าหมาย:

เปลี่ยนดีล → เป็น justification ของสงคราม

ความเสี่ยง

   •   ขัดกับสหรัฐ ถ้าทรัมป์ต้องการเคลม “ชัยชนะทางการทูต”

   •   ถูกมองว่าเป็น “spoiler state”

ทางที่ 2: ถ้าดีล “ค้าง” (Stalemate / Frozen Talks)

การตีความ

“นี่คือสภาพที่ดีที่สุดในการควบคุมเกม”

ไม่มีสงครามใหญ่

ไม่มีสันติภาพ

= “พื้นที่สีเทาที่อิสราเอลเล่นได้”

ทางเลือกหลัก

1. Managed Escalation (ยกระดับแบบคุมจังหวะ)

   •   โจมตีเป็นช่วง ๆ

   •   กดดัน proxy อย่างต่อเนื่อง

เป้าหมาย:

ทำให้อิหร่าน “อ่อนแรงแบบช้า ๆ”

2. Drag US Closer (ดึงสหรัฐเข้ามาใกล้)

   •   สร้างเหตุการณ์ให้ US ต้อง “ช่วย”

   •   ขยายความร่วมมือด้านทหาร

เป้าหมาย:

จาก partner → กลายเป็น co-belligerent แบบไม่เป็นทางการ

3. Regional Coalition Building

   •   จับมือรัฐอ่าว (ซาอุ / UAE แบบเงียบ ๆ)

   •   สร้าง narrative “ภัยจากอิหร่าน”

เป้าหมาย:

ล้อมอิหร่านเชิงภูมิรัฐศาสตร์

ความเสี่ยง

   •   เกมยืดเยื้อ → ผิดพลาดครั้งเดียว = บานปลาย

   •   ตลาดพลังงานผันผวน → กดดันจากนานาชาติ

ทางที่ 3: ถ้าดีล “ล่ม” (Collapse → Escalation)

การตีความ

“นี่คือหน้าต่างแห่งโอกาส”

ทางเลือกเชิงรุกเต็มรูปแบบ

1. Preemptive Strike (โจมตีก่อน)

   •   เป้าหมาย: โรงงานนิวเคลียร์ / ฐานขีปนาวุธ

   •   ใช้ surprise + precision

เป้าหมาย:

“ตัดตอน” ความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่าน

2. Multi-Front War Preparation

   •   เลบานอน (Hezbollah)

   •   ซีเรีย

   •   อาจรวม Yemen / Red Sea

เป้าหมาย:

ตัดแขน-ขา proxy พร้อมกัน

3. Force US Alignment

   •   สร้างสถานการณ์ให้ US “ไม่มีทางไม่ช่วย”

   •   ใช้ narrative: “existential threat”

เป้าหมาย:

ทำให้สงครามกลายเป็น “US–Israel joint reality”

ความเสี่ยงสูงสุด

   •   สงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาค

   •   Hormuz ปิด → เศรษฐกิจโลกสะเทือน

   •   Iran retaliates directly (missiles / drones)

หากสรุปแบบ The Insight

Decision Map นี้สะท้อนความจริงสำคัญ 1 ข้อ คือ

ไม่ว่าผลเจรจาจะออกหน้าไหน

เนทันยาฮู “มีเกมเล่นต่อเสมอ”

แต่ “ความแตกต่าง” อยู่ตรงนี้:

   •   ดีลผ่าน → เล่นเกม “กัดเซาะ”

   •   ดีลค้าง → เล่นเกม “ควบคุมจังหวะ”

   •   ดีลล่ม → เล่นเกม “ปิดเกมด้วยกำลัง”

หมัดสุดท้าย

คำถามที่ต้องถามไม่ใช่

“เขาจะทำอะไรต่อ?”

แต่คือ

สถานการณ์แบบไหน

ที่ “เข้าทางเขามากที่สุด”?

คำตอบคือ:

– ไม่ใช่สันติภาพเต็มรูปแบบ

– ไม่ใช่สงครามเต็มรูปแบบทันที

แต่คือ…

 “ความตึงเครียดที่ควบคุมได้”

(Controlled Instability)

เพราะในสภาพนั้น

อิสราเอลยังคง “มีอิสระในการโจมตี”

ขณะที่อิหร่าน “ไม่มีพื้นที่ฟื้นตัวเต็มที่”

Srawut
Author

Srawut

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด Editor

ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม

ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.

Srawut··1 min read

จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  

การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง

Srawut··1 min read

เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?

สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก

Srawut··1 min read