ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
กำเนิด Jurassic Park ภาพยนตร์ไดโนเสาร์ที่พลิกโฉมฮอลลีวูดไปตลอดกาล

กำเนิด Jurassic Park ภาพยนตร์ไดโนเสาร์ที่พลิกโฉมฮอลลีวูดไปตลอดกาล

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
3 min read

ภาพยนตร์ Blockbuster มีที่มาเป็นอย่างไร? หากเราจะหาคำตอบในคำถามนี้ เราคงต้องนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปที่ยุค 70 ที่มีหนังที่ได้ชื่อว่ามันได้ทำหน้าที่เบิกโรงหรือริเริ่มแนวทางปฏิบัติของหนัง Blockbuster เอาไว้ ซึ่งก็คือหนังฉลามบุกอย่าง Jaws (1975) ของผู้กำกับหนุ่ม (ในเวลานั้น) อย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก 

ความกล้าในการย้ายช่วงเวลาเข้าฉายมาอยู่ช่วงซัมเมอร์ (อันเป็นช่วงเวลาของหนังห่วยหรือหนังเกรดรองในยุคนั้น) หรือจะเป็นการฉายแบบปูพรมทั่วประเทศ (ในอดีต ค่ายหนังมักจะเลือกให้หนังชูโรง เข้าฉายตามหัวเมืองใหญ่ก่อน) ซึ่งเมื่อมันประสบความสำเร็จระดับต้องจารึกเป็นปรากฏการณ์ สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน 

หากแต่มีภาพยนตร์อีกเรื่องที่มันยิ่งตอกย้ำและส่งเสริมสถานภาพของหนัง Blockbuster ให้ไปไกลทั่วโลก ที่ส่งให้ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือ ฮอลลีวูด กลายเป็นชื่อที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกอย่างเป็นทางการ และมรดกตกทอดจากหนังเรื่องนี้ ส่งต่อมาถึงภาพยนตร์รุ่นหลังชนิดที่ไม่อาจจินตนาการได้ ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ Jurassic Park ของสตีเวน สปีลเบิร์กเจ้าเก่า 

ภาพยนตร์เรื่องเดียว พลิกโฉมหน้าฮอลลีวูดไปตลอดกาลได้อย่างไรกัน? 

ไดโนเสาร์ มรดกทางประวัติศาสตร์ของคนทั้งโลก

ใครบ้างไม่ชอบไดโนเสาร์? สิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่อาศัยอยู่บนโลกก่อนที่มนุษย์จะครองความยิ่งใหญ่จนปัจจุบัน เพราะอุกกาบาตชนโลก ส่งผลให้บรรดาเจ้าโลกทั้งหลายต้องสูญพันธ์ุ

เรื่องราวของไดโนเสาร์ คือประวัติศาสตร์ คือเรื่องเล่า คือตำนานที่มนุษย์ได้แต่นึกจินตนาการมาตลอดตั้งแต่เราค้นพบฟอสซิลของพวกเขา ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นมีรูปลักษณ์และหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง แต่ละสปีชีส์หรือพันธุ์ไดโนเสาร์ มีหน้าตาและพฤติกรรมแตกต่างกันอย่างไร เราทำได้แค่จินตนาการเท่านั้น เพราะไม่เคยมีใครเห็นไดโนเสาร์จริง ๆ 

ซึ่งหากว่ามันมีหนังสักเรื่องที่ตัวเนื้อหาของมันกล่าวถึงไดโนเสาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการทำให้ไดโนเสาร์กลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างเต็มสองตา มันก็ย่อมจะเป็นหนังที่ไปสู่วงกว้างระดับทั่วโลกทันทีในแบบที่คาดเดาไม่ยาก หรือกล่าวอีกแง่หนึ่ง หนังเรื่องนี้ไม่มีกำแพงที่เป็นความแตกต่างเรื่อง ชาติ วัฒนธรรม หรือเรื่องราวอะไรมากั้นความสนใจได้ทั้งนั้น เพราะไดโนเสาร์คือมรดกทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

นอกจากนั้น กลยุทธ์การฉายของทางสตูดิโอยูนิเวอร์แซลก็อาจพูดได้ว่ามันช่างบ้าดีเดือดไม่น้อย เพราะทางสตูดิโอตัดสินใจฉาย Jurassic Park แบบปูพรมพร้อมกันทั่วโลก! อาจพูดได้ว่าทางยูนิเวอร์แซลคงมั่นใจในตัวหนังอย่างมากว่ามันจะต้องทำเงินถล่มทลาย แล้วก็เป็นดังนั้นจริงอย่างที่คาด

ในจุดนี้ต้องยกเครดิตให้กับหัวสมองของ ไบรอัน ไครช์ตัน นักเขียนผู้ที่ตั้งคำถามถึงการเล่นบทพระเจ้าของมนุษย์ในยุคที่พันธุวิศวกรรมถึงยุคที่หากเลยขอบเขตจะสร้างความอันตรายโดยไม่รู้ตัว มันจึงกลายเป็นเรื่องราวของ Jurassic Park ที่เล่าถึงมหาเศรษฐีคนหนึ่งที่เริ่มการเพาะพันธ์ุไดโนเสาร์ด้วยวิศวพันธุกรรมจากเลือดของยุง จนริเริ่มสร้างสวนสนุกไดโนเสาร์ในเกาะห่างไกล แต่แล้วเรื่องราวความวุ่นวายก็เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ที่ริอาจสวมบทบาทพระเจ้า ไม่อาจควบคุมสิ่งมีชีวิตนี้ได้ 

เนื้อหาแบบนี้มันคือไอเดียชั้นยอดที่บรรดาสตูดิโอยักษ์ใหญ่จ้องตาเป็นมันและอยากได้ลิขสิทธิ์มาสร้างเป็นหนัง แต่แล้วยูนิเวอร์แซลก็เป็นฝ่ายได้ไป และไครช์ตันก็ไม่ลังเลเลยที่จะเลือกสปีลเบิร์กที่สนใจไดโนเสาร์อยู่แล้วมากำกับ โดยที่สปีลเบิร์กเข้ามาในโปรเจกต์นี้ด้วยแนวคิดที่ว่า เขาต้องทำให้ไดโนเสาร์กลับมามีชีวิตอีกครั้งในหนังเรื่องนี้

‘มันทำให้ผมรู้สึกสูญพันธุ์ไปเลย’ 

‘เราต้องสร้างตัวละครตามที่ชื่อเรื่องสื่อถึง ไดโนเสาร์พวกนี้แหละที่เป็นตัวเอก และถ้ามันไม่เวิร์กกันตั้งแต่ไดโนเสาร์ หนังทั้งเรื่องก็คงไม่รอด มีแต่เรื่องเครียดนะ เพราะหมายความว่าผมกำลังนำเงินของยูนิเวอร์แซลมาทำหนังไดโนเสาร์แบบลองผิดลองถูก’ 

คำพูดของสปีลเบิร์กชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้วว่าไดโนเสาร์คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของหนัง ดังนั้นหากตัวไดโนเสาร์ออกมาไม่สมจริงหรือดูไม่ดี มันก็พาลจะทำให้หนังไปไม่รอด นั่นเป็นเหตุผลที่สปีลเบิร์กได้รวบรวมหัวกะทิด้านงาน Special Effects ในยุคนั้นมารวมพลังกัน ไม่ว่าจะเป็น สแตน วินสตัน สุดยอดตำนานงานเมคอัพและประดิษฐ์ชุดสัตว์ประหลาด, ฟิล ทิปเปตต์ ที่สุดของรุ่นในงานภาพ Stop Motion และ เดนนิส มิวเรน ผู้เชี่ยวชาญงาน CGI เพื่อหาวิธีการที่จะทำให้งานเทคนิคด้านภาพออกมาสมจริงที่สุด

เราต้องเข้าใจก่อนว่า ในยุคสมัยเกือบ 30 ปีที่แล้ว ยังเป็นยุคที่คอมพิวเตอร์ยังถือเป็นสิ่งใหม่ และเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิกยังไม่ได้สามารถสร้างโลกทั้งโลกแบบที่ทำได้ในปัจจุบัน ยุคสมัยนั้นงานด้าน Stop Motion จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่องานเทคนิคพิเศษด้านภาพ ดังที่เราในหนังดังในช่วง 80 อย่าง The Empire Strikes Back (1980) ในฉากหุ่นยนต์ AT-AT หรือฉากหุ่น T-800 ในช่วงท้ายของ The Terminator (1984) หรือย้อนไปไกลกว่านั้น ก็คือการสร้างตัวคิงคองในหนังอย่าง King Kong (1933) โน่นเลย 

ทำให้ในตอนแรก สปีลเบิร์กและทีมงานต่างก็ทุ่มความสนใจไปที่งาน Stop Motion เพราะคิดว่าคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ทำได้ในตอนนั้นในการสร้างไดโนเสาร์ขึ้นมา แม้ว่าในตอนนั้นงานด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิกจะเริ่มพัฒนาและสร้างภาพอันน่าตื่นตาสู่ชาวโลกได้เห็นบ้างแล้ว โดยมีหนังอย่าง The Abyss (1988) ของ เจมส์ แคเมรอน กับการปั้นน้ำเป็นตัวได้สำเร็จในฉากไคล์แมกช์ของหนัง หรือจะเป็นงานของแคเมรอนอีกชิ้นอย่าง Terminator 2: Judgment Day (1991) กับการสร้างหุ่นโลหะเหลวอย่าง T-1000 อันน่าหวาดกลัว ที่กลายเป็นวายร้ายในตำนานโลกภาพยนตร์ไปแล้วได้สำเร็จ 

แต่การสร้างไดโนเสาร์ขึ้นมาทั้งตัว มันเป็นอีกเรื่อง เพราะมันคือการยกระดับความยากไปอีกเท่าตัว ซึ่งในตอนนั้น ไม่มีใครคิดว่าคอมพิวเตอร์กราฟฟิกจะสามารถสร้างไดโนเสาร์ทั้งตัวขึ้นมาได้ ไม่มีใครเลย ยกเว้น สตีฟ วิลเลียมส์ และ มาร์ค ดิปเป นักสร้างภาพเคลื่อนไหวตัวแสบของบริษัท Industrial Light & Magic หรือ ILM บริษัทผลิตงานวิชวลเอฟเฟกต์ของ จอร์จ ลูคัส บิดาแห่ง Star Wars นั่นเอง

งานคอมพิวเตอร์กราฟฟิกจากหนังทั้งสองเรื่องของแคเมรอน ทำให้ทั้งสองคนเชื่อว่าพวกเขาสามารถสร้างไดโนเสาร์ขึ้นมาได้ แต่ไม่ใช่กับเดนิส มิวเรน ซึ่งเป็นหัวหน้าของพวกเขา 

‘คุณไม่ต้องพยายามสร้างทีเร็กซ์หรอก ฟิล ทิปเปตต์กำลังทำมัน คุณกำลังฆ่าตัวตายเปล่า ๆ’ 

คำพูดประกาศิตของมิวเรนสื่อความหมายชัดเจนถึงความคิดของเขาว่าการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกสร้างไดโนเสาร์ในตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวแสบของบริษัทอยู่แล้ว มีหรือที่สตีฟจะฟัง แม้ต่อหน้าจะตอบปากรับคำไป แต่ลับหลังสตีฟก็แอบสร้างงานลับ ๆ กับมาร์ค เริ่มตั้งแต่การสร้างโครงกระดูกไดโนเสาร์เคลื่อนไหวที่เป็นภาพสามมิติ โดยใช้เวลาถึง 4 เดือน ในการศึกษาวิธีการเดินของไดโนเสาร์และสร้างออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งในระหว่างนั้น ฟิล ทิปเปตต์ก็เริ่มงานของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งการปั้นหุ่นไดโนเสาร์ รวมถึงการเรียกทีมงานจากทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่อสร้างงาน Stop Motion สำหรับเรื่องนี้

สตีฟและมาร์ค ตัดสินใจแอบซุ่มวางแผนให้งานลับ ๆ ของพวกเขาไปถึงทีมโปรดิวเซอร์ของหนังให้ได้ เพราะรู้ตัวดีว่าถึงเอาไปเสนอมิวเรน ก็มีแต่จะถูกตีกลับมาหนำซ้ำก็อาจถูกด่าเละที่แอบทำงานโดยพลการ โดยที่ไดโนเสาร์ของพวกเขาจะไม่มีโอกาสได้อวดโฉมให้ใครดูทั้งนั้น ทั้งคู่จึงอาศัยจังหวะที่ แคธลีน เคนเนดี้ โปรดิวเซอร์ของหนัง จะต้องมาตรวจงานที่ ILM ในวันหนึ่งพอดี พวกเขาจึงแอบตั้งจอในมุมที่แคธลีนเดินผ่านจะต้องเห็น ภาพในจอคือภาพเคลื่อนไหวของโครงกระดูกทีเร็กซ์ที่กำลังเดินอยู่ ซึ่งทันทีที่แคธลีนเดินมากับผู้ติดตาม เธอก็ได้เห็นทีเร็กซ์ตัวนั้น และเอ่ยถามทันทีว่า ‘นั่นอะไรน่ะ’ มิวเรนที่เดินตามมา ได้แต่นิ่งและบอกว่า นี่คือสิ่งทำพวกเขากำลังทำ แคธลีนตบไหล่ของสตีฟและพูดว่า ‘คุณมีอนาคตที่สดใสมาก’ และแน่นอนว่าโครงกระดูกทีเร็กซ์ตัวนี้ก็ไปถึงหูสปีลเบิร์กจนได้

แอบบลิน เอนเตอร์เทนเมนต์ บริษัทของสปีลเบิร์ก จึงได้แอบให้ทุนพัฒนางานนี้ของสตีฟและมาร์คอย่างลับ ๆ เพื่อให้พวกเขาพัฒนาทีเร็กซ์ตัวนั้นต่อจนเสร็จ เวลาผ่านไปราวห้าเดือน ทีเร็กซ์ที่สมบูรณ์ของพวกเขาก็พร้อมอวดโฉม วันหนึ่ง มิวเรนได้หอบเอาวิดีโอทีเร็กซ์ตัวนี้ไปที่ยูนิเวอร์แซล โดยมีทั้งสปีลเบิร์ก, สแตน วินสตัน, จอร์จ ลูคัส, แฟรงค์ มาร์แชลล์ และแคธลีน เคนเนดี้ที่รอชมอยู่ 

ไม่น่าเชื่อว่าช็อตคอมพิวเตอร์กราฟฟิกที่มีทีเร็กซ์เดินอยู่กลางทุ่งความยาวเพียง 5 วินาที จะสร้างความปั่นป่วนและตื่นเต้นให้ห้องประชุมทันที สแตน วินสตันวิ่งออกนอกห้องประชุมไปโทรศัพท์ด้วยเสียงโวยวาย โดยเฉพาะสปีลเบิร์กที่ตื่นเต้นระเบิดอารมณ์จนควบคุมตัวเองไม่อยู่ ขณะที่บางแหล่งข่าวบอกว่าจอร์จ ลูคัสถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความตื่นเต้น

หลังจากนั้น ทุกอย่างเปลี่ยนไปทันที สปีลเบิร์กเอ่ยปากว่า ‘นั่นคืออนาคต จากนี้ไปมันจะเป็นแบบนั้น’ และไม่ลังเลเลยว่าที่จะเลือกใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกในหนังของเขา แต่นั่นหมายถึงข่าวร้ายของ ฟิล ทิปเปตต์ที่กำลังง่วนกับการเตรียมงาน Stop Motion โดยต้องได้ยอมรับความจริงที่ว่างานของเขาไม่เป็นที่ต้องการอีกแล้ว จากปากของสปีลเบิร์กเอง ซึ่งหลังจากที่ทิปเปตต์ได้เห็นภาพทีเร็กซ์ช็อตนั้น สปีลเบิร์กได้ถามว่าทิปเปตต์รู้สึกอย่างไร ซึ่งทิปเปตต์ได้ตอบกลับสปีลเบิร์กไปว่า ‘มันทำให้ผมรู้สึกสูญพันธุ์ไปเลย’ แต่สปีลเบิร์กกลับตอบกลับว่า ‘นั่นเป็นคำพูดที่ดีมาก ผมจะเอาไปใส่ในหนัง’ 

และสปีลเบิร์กก็นำคำพูดนี้ของทิปเปตต์ไปใส่ในหนังจริง ๆ และมันคือประโยคที่น่าจดจำของหนังอีกด้วย

การร่ายมนต์ของสปีลเบิร์ก

คงไม่แฟร์นักหากจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเพราะไดโนเสาร์อย่างเดียว แน่นอนว่ามันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไดโนเสาร์คือสิ่งสำคัญของหนัง และทีม Special Effects ก็ควรได้รับคำชมในเรื่องนี้ไป แต่หากหนังเรื่องนี้มีแต่ไดโนเสาร์อย่างเดียว ผู้กำกับอย่างสปีลเบิร์กก็คงไม่จำเป็น เพราะใครจะมากำกับก็คงไม่ต่างกัน สิ่งที่แตกต่างและทำให้หนังประสบความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ คือหนังเรื่องนี้มีทั้งไดโนเสาร์และสปีลเบิร์กอยู่ด้วยกันต่างหาก 

‘ผมไม่อายที่จะบอกว่ากับ Jurassic Park ผมแค่พยายามจะทำภาคต่อที่ดีของ Jaws บนบก’ 

คำพูดสปีลเบิร์กที่กล่าวแบบนี้ มันคือการบอกว่ากลวิธีอันเฉพาะตัวอันเป็นเสน่ห์ของสปีลเบิร์กกำลังจะถูกใช้งานอย่างเต็มที่ในหนังไดโนเสาร์เรื่องนี้ เพราะว่ากันตามตรง ไดโนเสาร์หลายตัวในหนังไม่ต่างจากฉลามยักษ์ในหนังแจ้งเกิดของสปีลเบิร์กเรื่องนั้นสักเท่าไหร่ เราเคยเห็นวิธีการที่เรียบง่ายทว่าทรงประสิทธิภาพในการสร้างความตื่นเต้นกับคนดูในหนังฉลามเรื่องนั้น เช่นมุมกล้องแทนสายตาฉลามที่กำลังว่ายไปหาเหยื่อพร้อมดนตรีประกอบในตำนานของ จอห์น วิลเลียมส์ หรือการใช้เรื่องราวผ่านคำพูดของตัวละครในการสร้างความหวาดกลัวก่อนเปิดตัวร้ายที่ทำให้คนดูต้องระทึกจนลืมหายใจ 

หากพิจารณาดี ๆ องค์ประกอบของ Jurassic Park ล้วนเต็มไปด้วยลูกล่อลูกชนที่สปีลเบิร์กค่อย ๆ หยอดไว้ทีละเล็กน้อยตั้งแต่แรก ฉากเปิดอันครึกโครมและวุ่นวายของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง ที่เราก็รู้ว่าหากเราคุมมันไม่ได้มันจะเกิดความหายนะเพียงใด?, เรื่องเล่าของตัวละคร อลัน แกรนท์ ที่เอ่ยเรื่องเล่าชวนหวาดผวาของไดโนเสาร์พันธุ์เวโลซีแร็พเตอร์ ถึงความดุร้าย ฉลาดและเจ้าเล่ห์เพทุบายของมันเพื่อปูพื้นฐานให้คนดู และว่ากันตามตรง สถานะของแร็พเตอร์คงเปรียบเหมือนกับฉลามใน Jaws ที่ถูกเก็บงำ ซ่อนเร้น เพื่อรอเวลาที่สุกงอมก่อนจะเปิดออกมาในช่วงไคล์แมกซ์และได้รับรู้กับตาตัวเองว่าเรื่องเล่าอันชวนหวาดผวาในช่วงแรกของหนังนั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย

หรือจะเป็นช็อตภาพที่เรียบง่ายอย่างน้ำในแก้วที่มีน้ำกระเพื่อมเป็นจังหวะ เพื่อเป็นการบอกถึงอะไรบางอย่างที่มีขนาดมหึมากำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ อันเป็นช็อตในภาพจำของหนังที่เรียบง่ายมาก แต่ทว่าส่งผลอย่างสูงสุดต่อความตื่นเต้นของคนดู รวมถึงจังหวะการปรากฏตัวอันคาดไม่ถึงที่ทำให้คนดูสะดุ้งโหยงในแบบที่เคยเกิดขึ้นกับ Jaws ที่สปีลเบิร์กก็ใช้สถานการณ์ที่ดูธรรมดาไม่น่ามีอะไร เปิดตัววายร้ายหลักให้คนดูเห็นอย่างไม่ตั้งตัว นี่ยังไม่รวมถึงการขมวดสถานการณ์จนมุมที่หนีไปไหนไม่ได้ของตัวละคร (เกิดพายุเข้า, เกาะห่างไกล, ไฟฟ้าใช้การไม่ได้, ตัวละครอยู่กันคนละที่ และไดโนเสาร์ที่หลุดออกมาโดยที่ยังไม่รู้ว่ามันจะเจอเราตอนไหน) ที่ทำให้คนดูต้องเอาใจช่วยและหายใจไม่ทั่วท้องอีก 

ตั้งแต่ฉากแรกถึงฉากสุดท้ายสปีลเบิร์ก เปรียบเหมือนคอนดักเตอร์ที่กำลังกำกับวงออเคสตร้าได้อย่างช่ำชองและคนดูไม่อาจละสายตาหรือเสียสมาธิไปกับอย่างอื่น หรือกล่าวได้อีกอย่างคือเหมือนถูกร่ายมนต์สะกด นอกจากนั้น แม้ว่าจุดขายของหนังจะเป็นไดโนเสาร์ แต่คนที่ดูแล้วจะรู้ดีว่าสปีลเบิร์กไม่ได้สักแต่ว่าจะเอาไดโนเสาร์ออกมาโชว์ให้มากที่สุดทุกสิบนาที ตรงกันข้าม การปรากฏตัวของไดโนเสาร์ในเรื่องนี้ค่อนข้างจำกัดจำเขี่ยเสียด้วยซ้ำ แต่ทว่าทุกครั้งของการปรากฏตัวมันผ่านการคิดและวางจังหวะของภาพยนตร์มาอย่างดีแล้วว่ามันจะไม่มากเกินจนล้นหรือไม่น้อยเกินจนผิดหวัง ซึ่งทั้งหมดนี้จากการกำกับอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสปีลเบิร์กนั่นเอง

Jurassic Park จึงกลายเป็นหนังตลาดเพื่อความบันเทิงที่มีสถานภาพเพียบพร้อมในการเป็นหนังชั้นดีที่ทั้งสนุก ตื่นเต้น และมีวิธีการเล่าเรื่องที่หลักแหลม มีชั้นเชิงด้วยกลวิธีทางภาพยนตร์ต่าง ๆ ที่ใส่มาได้ผลต่ออารมณ์คนดู หรืออาจกล่าวโดยสรุปได้ว่ามันไม่ได้เป็นหนังตลาดที่สุกเอาเผากินเหมือนหนังตลาดหลาย ๆ เรื่องในปัจจุบัน และเพราะเหตุนี้เองที่มันกลายเป็นตำนาน

ปรากฏการณ์และการส่งต่อคนรุ่นหลัง

หลังเสร็จสิ้นภารกิจการถ่ายทำ Jurassic Park สปีลเบิร์กก็มุ่งตรงสู่โปแลนด์เพื่อถ่ายทำหนังเรื่องต่อไปทันที ซึ่งแฟน ๆ จะรู้กันดีว่าเรื่องนั้นคือ Schindler’s List (1993) หนังดราม่าขาวดำที่เล่าเรื่องชีวิตชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเอาเข้าจริงนี่คือโปรเจกต์ส่วนตัวที่สปีลเบิร์กอยากทำก่อน Jurassic Park เสียอีก แต่ก็ต้องยอมทำหนังไดโนเสาร์ก่อนเนื่องจากการตกลงข้อแลกเปลี่ยนของสตูดิโอยูนิเวอร์แซลว่าหากเขายอมทำหนังไดโนเสาร์ จะอนุมัติโปรเจกต์ Schindler’s List และให้อิสระอย่างเต็มที่ 

นั่นหมายถึงการทำงานหามรุ่งหามค่ำซึ่งสปีลเบิร์กจะต้องคอยตรวจงานโพสต์โปรดักชั่นของ Jurassic Park (โดยเฉพาะงานด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิก) ในช่วงกลางคืน ส่วนเช้าถึงเย็นก็ง่วนกับการถ่ายทำ Schindler’s List ฟังดูงานหนักเกินไป แต่ยังดีที่การทำงานหนักแบบนี้ ก็ลงท้ายด้วยความสำเร็จที่คุ้มค่า

เพราะกระแสความนิยมของหนังเริ่มตั้งแต่ยังไม่เข้าฉาย มีผู้คนเอาเก้าอี้และหนังสือนิยายไปอ่านหน้าโรงหนังข้ามคืนเพื่อซื้อตั๋วเข้าชมวันแรกในหลายโรงทั่วประเทศ และรายได้เปิดตัวในอเมริกาของหนังก็ครึกโครมตามกระแสของมันด้วยรายได้ถึง 47 ล้านเหรียญ ก่อนที่จะทะยานไปเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้งจนจบที่ 357 ล้านเหรียญ ซึ่งรวมรายได้ทั่วโลกแล้วมันไปไกลถึง 912 ล้านเหรียญ 

ที่มันเป็นแบบนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเกิดจากการซื้อตั๋วเข้ามาดูซ้ำกันมาก โดยเฉพาะในแง่ความสนุกและความบันเทิงเต็มรูปแบบของหนัง และที่สำคัญที่สุดคือการได้เห็นไดโนเสาร์กลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างสมจริง ภาพไดโนเสาร์ตัวแรกอย่างแบรคิโอซอรัสขนาดมหึมากำลังกินพืชของต้นไม้ใหญ่ที่ฉากหลังคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่สปีลเบิร์กเปิดให้ผู้ชมเห็นเต็มตา มันช่างเป็นภาพที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อความรู้สึกตื่นตา น่าทึ่ง และลืมไม่ลง

หากว่านั่นคือความสำเร็จอย่างยิ่งยวดของสปีลเบิร์กแล้ว ก็ต้องบอกว่ามันยังเดินมาแค่ครึ่งทางเท่านั้น หนังไดโนเสาร์เข้าฉายในเดือนมิถุนายนและสร้างกระแสความนิยมไปตลอดปีที่เหลือ และทันทีที่เข้าสู่เดือนธันวาคม หนังเรื่องต่อไปของเขาอย่าง Schindler’s List ก็พร้อมแล้วที่จะอวดสายตาผู้ชมแบบไม่ต้องให้รอนาน

หนังดราม่าขาว-ดำความยาว 3 ชั่วโมงเรื่องนี้ก็เดินหน้าตามเส้นทางของตัวเองอย่างแข็งขันไม่แพ้หนังไดโนเสาร์ แน่นอนว่ามันไม่ได้ทำเงินถล่มทลายอะไรขนาดนั้นด้วยหน้าหนังของมัน หากแต่มันเดินทางกวาดรางวัลจากเวทีต่าง ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง จนไปถึงเวทีออสการ์ด้วยการถูกเสนอชื่อเข้าชิงถึง 12 สาขา แล้วก็กลายเป็นพระเอกของงานปีนั้นตามคาดด้วยการชนะไปถึง 7 สาขา แน่นอนว่ามันรวมถึงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย

สตีเวน สปีลเบิร์กจึงกลายเป็นสุดยอดผู้กำกับของโลกทันที จากการที่ภายในปีเดียวหนังของเขาทั้งสองเรื่องซึ่งมีรูปแบบต่างกันโดยสิ้นเชิง ต่างประสบความสำเร็จจนสุดทางได้ทั้งสองเรื่อง หนังไดโนเสาร์เพื่อความบันเทิงก็ทำรายได้ถล่มทลายไปทั่วโลกแถมได้รับคำชมจากทั่วสารทิศ ส่วนหนังดราม่าลุยเวทีรางวัลอีกเรื่องก็เดินทางจนไปจบที่รางวัลใหญ่ของออสการ์ได้ และสปีลเบิร์กก็สมหวังกับรางวัลสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรกจากเรื่องนี้เสียที

สมญานาม ‘พ่อมดฮอลลีวูด’ ของสปีลเบิร์กจึงได้เริ่มต้นจากความสำเร็จของหนังทั้งสองเรื่องนั้น นั่นเอง

และจากความสำเร็จอย่างยิ่งของคอมพิวเตอร์กราฟฟิกในการสร้างไดโนเสาร์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ได้ส่งต่อความสั่นสะเทือนไปทั่วฮอลลีวูดถึงการให้คุณค่าและงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้เดินต่อไปอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ โดยภายหลังมีภาพยนตร์มากมายที่ได้รับมรดกจากปรากฏการณ์นี้ ที่พัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดภาพยนตร์ในตำนานอย่าง Titanic (1997), ไตรภาค The Lord of the Rings (2001-2003) หรือแม้แต่ภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ ที่มี Toy Story (1995) เป็นหนังเปิดตลาด ก็เป็นหนึ่งในผลผลิตจากการพัฒนาของคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเช่นกัน

จากการสร้างไดโนเสาร์ตัวเดียวก็แทบรากเลือด ปัจจุบันคอมพิวเตอร์กราฟฟิกก็พัฒนาสู่การสร้างโลกได้ทั้งใบ และการสร้างมาตรฐานหนัง Blockbuster กลวิธีการลงทุนกับการโปรโมตและการฉายแบบปูพรมทั่วโลกให้บรรดาสตูดิโอต้องเดินตามจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการสถาปนาฮอลลีวูดให้กลายเป็นเบอร์หนึ่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของโลกอย่างเป็นทางการนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เริ่มต้นจากหนังไดโนเสาร์เรื่องนี้


อ้างอิง
  • ซีรีส์สารคดี The Movies That Made Us ซีซั่น 2 ตอน Jurassic Park 
  • บทความ Jurassic Park โดย ประวิทย์ แต่งอักษร จากหนังสือ Starpics Special – Steven Spielberg: The Wizard of Hollywood
  • หนังสือ Back To The 90s โดย Vintage Motion
  • www.imdb.com
ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด Motion Picture 101

16 ปี Little Miss Sunshine ภาพยนตร์ที่บอกเราว่า ชีวิตแพ้ได้ และเราจะไม่เป็นไร

Little Miss Sunshineได้ครบรอบ 16 ปีพอดีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำหน้าที่ชุบชูจิตใจ สร้างพลังและแง่คิดในการใช้ชีวิตให้กับคนมากมาย

ระวี ตะวันธรงค์··1 min read

เลือกผู้กำกับยังไงให้หนังปัง (หรือพัง) ไขแนวคิดการเลือกผู้กำกับฉบับจักรวาลมาร์เวล

สิ่งที่ Marvel Studios ได้ทำลงไปก็ไม่ใช่การสุ่มทำไปมั่ว ๆ และดันประสบความสำเร็จ หากแต่มันคือการวางแผนในระยะยาวอย่างรัดกุม

ระวี ตะวันธรงค์··3 min read

Fantastic Beasts กับความมั่นใจเกินเหตุของสตูดิโอวอร์เนอร์และเจ.เค.โรว์ลิ่ง

Fantastic Beasts เป็นเพียงปฐมบทของเรื่องราวสงคราม โดยเราได้รู้ในภายหลังว่า เจ.เค. โรว์ลิ่งและวางแผนเรื่องราวไว้ถึงห้าภาคด้วยกัน

ระวี ตะวันธรงค์··2 min read

รวม 9 โมเมนต์สำคัญชวนอมยิ้ม ประทับใจ และชวนช็อคที่น่าจดจำบนเวทีออสการ์

เราจะพาไปย้อนดูช่วงเวลาที่น่าจดจำบนเวทีออสการ์ ทั้งเหตุการณ์ชวนอมยิ้ม ประทับใจ รวมถึงบางเหตุการณ์ที่ทำเอางงเป็นไก่ตาแตกไปทั้งงาน

ระวี ตะวันธรงค์··3 min read