หากพูดถึงการโกงการเลือกตั้ง ภาพจำในหัวของคนส่วนใหญ่มักจะเป็นการซื้อสิทธิขายเสียง การสลับหีบบัตร หรือการตัดไฟเพื่อนับคะแนนใหม่ แต่ในหน้าประวัติศาสตร์โลก มีเหตุการณ์หนึ่งที่ก้าวข้ามทุกจินตนาการของการทุจริตไปสู่ความไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการเลือกตั้งทั่วไปของ “สาธารณรัฐไลบีเรีย” ในปี ค.ศ. 1927
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดด่างพร้อยทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นกรณีศึกษาที่สอนให้เราเห็นว่า เมื่อผู้มีอำนาจหมดความละอาย ตัวเลขทางคณิตศาสตร์ก็เป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ความหมาย
1. ตัวเลขแห่งความวิปลาส
ความอัปยศของปี 1927 ไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของกลโกง แต่อยู่ที่ความ “โจ่งแจ้ง” จนน่าตกใจ ในการเลือกตั้งครั้งนั้น ประธานาธิบดี ชาร์ลส์ ดี.บี. คิง (Charles D.B. King) จากพรรค True Whig Party ต้องการรักษาอำนาจเป็นสมัยที่ 3 คู่แข่งของเขาคือ ทอมัส เจ.อาร์. ฟอล์กเนอร์ (Thomas J.R. Faulkner) จากพรรค People’s Party แต่เมื่อผลการเลือกตั้งถูกประกาศออกมา โลกต้องจารึกตัวเลขชุดนี้ไว้
จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ: ประมาณ 15,000 คน แต่คะแนนที่ ชาร์ลส์ ดี.บี. คิง ได้รับคือ 234,000 คะแนน !!!
หากลองคำนวณดู จะพบว่ามีผู้มาใช้สิทธิสูงถึง 1,688 % หรือพูดง่ายๆ ว่าประธานาธิบดีชาร์ลส์ ดี.บี. คิง ได้รับคะแนนเสียงมากกว่าจำนวนประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้งถึงกว่า 15 เท่า ความผิดปกตินี้รุนแรงถึงขนาดที่ Guinness World Records ต้องบันทึกให้เป็นการเลือกตั้งที่มีการทุจริตมากที่สุดในประวัติศาสตร์

2. จิตวิทยาแห่งการโกง
คำถามที่น่าสนใจคือ “ทำไมรัฐบาลของชาร์ลส์ ดี.บี. คิง ถึงไม่เสกสรรปั้นแต่งตัวเลขให้ดูเนียนกว่านี้ ?” เช่น ชนะด้วยคะแนน 60% หรือ 70% ซึ่งยังพอจะถูไถไปได้บ้าง
นักรัฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า การโกงระดับนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อ “ชัยชนะ” แต่เป็นการแสดง “อำนาจเหนือความจริง” ผู้เผด็จการมักต้องการส่งสารไปยังประชาชนและคู่แข่งว่า “ฉันสามารถทำสิ่งที่ไร้เหตุผลที่สุดให้กลายเป็นกฎหมายได้ และพวกคุณก็ทำอะไรไม่ได้”
มันคือการทำลายเจตจำนงเสรีของประชาชน ด้วยการทำให้กระบวนการเลือกตั้งกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน เพื่อให้ผู้คนหมดหวังที่จะต่อสู้ตามระบบ
3. ราคาที่ต้องจ่าย
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์มักมีความยุติธรรมในแบบของมันเอง ชัยชนะที่เกินจริงของชาร์ลส์ ดี.บี. คิง กลายเป็น “กับดัก” ที่ทำลายตัวเขาเอง
คู่แข่งอย่าง ทอมัส ฟอล์กเนอร์ ซึ่งตระหนักว่าไม่สามารถสู้ด้วยกติกาที่บิดเบี้ยวนี้ได้ ตัดสินใจเปลี่ยนสมรภูมิรบ เขาไม่ได้ฟ้องร้องเรื่องคะแนนเลือกตั้ง (เพราะหลักฐานมันชัดเจนจนไม่ต้องพิสูจน์) แต่เขานำข้อมูลที่น่าตื่นตระหนกกว่าไปเปิดโปงต่อประชาคมโลก
ฟอล์กเนอร์แฉว่า รัฐบาลของคิงและพรรคพวก มีส่วนพัวพันกับขบวนการค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงาน โดยมีการส่งแรงงานชาวพื้นเมืองไปทำงานเยี่ยงทาสที่เกาะเฟอร์นานโดโป ของสเปน เพื่อแลกกับผลประโยชน์
ข้อกล่าวหานี้นำไปสู่การสอบสวนโดยสันนิบาตชาติซึ่งผลการสอบสวนยืนยันว่ามีความผิดจริง แรงกดดันจากนานาชาติที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ ชาร์ลส์ ดี.บี. คิง และรองประธานาธิบดี ต้องจำนนด้วยการลาออกในปี 1930

4. บทเรียนสำหรับโลกยุคปัจจุบัน
กรณีศึกษาของไลบีเรีย ปี 1927 ทิ้งข้อคิดสำคัญไว้ให้คนรุ่นหลัง
(1) ความโอหังคือจุดจบ
อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบมักนำไปสู่ความประมาท การโกงที่โจ่งแจ้งเกินไปอาจดูเหมือนเป็นการแสดงอำนาจในระยะสั้น แต่ในระยะยาว มันคือการเชื้อเชิญหายนะ
(2) ประชาธิปไตยไม่ได้ดูแค่ “วันเลือกตั้ง”
การเลือกตั้งเป็นเพียงปลายทาง ความชอบธรรมที่แท้จริงต้องมาจากกระบวนการที่โปร่งใสและการยอมรับจากประชาชน หากตัวเลขในหีบบัตรขัดแย้งกับความเป็นจริง ย่อมนำไปสู่วิกฤตศรัทธา
(3) กลไกตรวจสอบภายนอกยังจำเป็น
เมื่อระบบภายในล้มเหลวโดยสิ้นเชิง (เช่น จำนวนบัตรมากกว่าคน) สายตาของประชาคมโลกและองค์กรระหว่างประเทศมักเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่จะดึงความยุติธรรมกลับคืน
การเลือกตั้งปี 1927 ของไลบีเรีย เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ผู้มีอำนาจจะสามารถบิดเบือนตัวเลขได้ตามใจชอบ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่สามารถบิดเบือนได้คือ “ความจริง” และเมื่อความจริงถูกเปิดเผย ราคาที่ต้องจ่ายมักแพงกว่าเก้าอี้ที่พวกเขานั่งอยู่เสมอ
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เพื่อเติมสีสันให้กับการท่องเที่ยวไทย
ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม
ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.
จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์
การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง
เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?
สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก




