ในทุกสงคราม…มีทั้ง “ผู้เล่น” และ “ผู้ออกแบบเกม”
และในสมรภูมิรอบนี้
เบนจามิน เนทันยาฮู ไม่ได้เป็นแค่ผู้เล่น
แต่คือคนที่ “จัดกระดาน”
ก่อนจะเดินหมากแรก
⸻
1. จากคนเตือนภัย สู่คน “เร่งให้เกิดสงคราม”
รายงานเชิงลึกของ New York Times เปิดภาพที่ชัดกว่าที่เคยมีมา
เนทันยาฮูไม่ได้แค่เสนอแนวคิด
แต่เขา “ทำการขายสงคราม” อย่างเป็นระบบ
ในห้อง Situation Room เขา:
• นำเสนอแผนโจมตีอิหร่านแบบครบวงจร
• ใช้ข้อมูลข่าวกรองจาก Mossad หนุนความเป็นไปได้
• วาดภาพ “ชัยชนะรวดเร็ว” และ “ความเสี่ยงต่ำ”
• เสนอแม้กระทั่ง “ฉากหลังการล้มระบอบ” (regime change)
และที่สำคัญที่สุด
เขาทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อว่า
“การไม่ทำอะไร เสี่ยงกว่าการทำสงคราม”
นี่คือ turning point ที่แท้จริง

⸻
2. Narrative Warfare ระดับผู้นำ: วิธีที่เขาโน้มน้าวทรัมป์
จากข้อมูล NYT
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ “เนื้อหา”
แต่คือ “วิธีเล่าเรื่อง”
เนทันยาฮูใช้ 3 อาวุธหลัก:
(1) ภาพชัยชนะที่จับต้องได้
ทำลายขีปนาวุธอิหร่านในไม่กี่สัปดาห์
ลดความสามารถตอบโต้แทบเป็นศูนย์
(2) ความเร่งด่วนเชิงเวลา
ยิ่งรอ อิหร่านยิ่งแข็งแกร่ง
โอกาสแบบนี้ “ไม่ได้มีบ่อย”
(3) ภาพอนาคตหลังสงคราม
มีผู้นำใหม่รออยู่
มีแรงลุกฮือภายในประเทศ
แม้หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ จะประเมินว่า
ส่วนหลัง “เพ้อฝัน”
แต่สำหรับผู้นำที่เชื่อใน decisive action อย่างทรัมป์
สิ่งที่เขา “อยากเชื่อ”
มีน้ำหนักมากกว่าสิ่งที่ “พิสูจน์ได้”
⸻
3. ความสัมพันธ์ที่ลึกกว่าที่หลายคนคิด
NYT ชี้ชัดว่า
ตลอดหลายเดือนก่อนสงคราม
แนวคิดของทรัมป์และเนทันยาฮู
“สอดคล้องกันมากกว่าที่ทีมงานรอบตัวทรัมป์บางคนเข้าใจ”
นี่ไม่ใช่แค่พันธมิตรทางการทูต
แต่คือ alignment ทาง “โลกทัศน์”
• เห็นอิหร่านเป็นภัยเชิงโครงสร้าง
• เชื่อในพลังทหารเพื่อแก้ปัญหา
• และเชื่อว่าสงครามสามารถ “ปิดเกมเร็ว”
นี่คือเหตุผลที่
แม้จะมีเสียงคัดค้านในห้อง
แต่ไม่มีใคร “หยุดเกม” ได้จริง
⸻
4. จากอิหร่านสู่เลบานอน: การขยายสมรภูมิ
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดหลังดีลหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน
คือการที่อิสราเอล “เปิดฉากโจมตีเลบานอน”
หากมองผิวเผิน
นี่อาจดูเหมือนการเปิดแนวรบใหม่
แต่ถ้ามองผ่านเลนส์ของเนทันยาฮู
มันคือ “การต่อเนื่องของยุทธศาสตร์เดิม”
เพราะสำหรับเขา:
• Hezbollah ในเลบานอน = แขนขาของอิหร่าน
• การหยุดยิงกับอิหร่าน ≠ การหยุดภัยคุกคาม
• หากปล่อยเวลา = เปิดโอกาสให้ศัตรูฟื้นตัว
ดังนั้น การโจมตีเลบานอน
จึงไม่ใช่การ “แหกข้อตกลง”
แต่คือการ “ปิดช่องว่างของข้อตกลง”
หรือพูดให้ชัดกว่านั้น:
ในเกมของเนทันยาฮู
ไม่มีคำว่า ceasefire — มีแต่ phase ถัดไป

⸻
5. กลยุทธ์ “บีบหลายด้าน” (Multi-Front Pressure)
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
สะท้อนยุทธศาสตร์ที่เขาใช้มานาน:
กดดันศัตรูพร้อมกันหลายแนวรบ
• อิหร่าน → โจมตีศูนย์กลางอำนาจ
• เลบานอน → ตัดแขน Hezbollah
• ฉนวนกาซา → คุมพื้นที่ตัวแทน
• เวทีโลก → ใช้สหรัฐฯ เป็น force multiplier
เป้าหมายไม่ใช่แค่ “ชนะสงคราม”
แต่คือ ทำลาย ecosystem ของศัตรู
⸻
6. ความเสี่ยงที่เขา “เลือกจะรับ”
แม้ข้อมูลข่าวกรองสหรัฐฯ จะเตือนว่า:
• การล้มระบอบอิหร่าน “ไม่สมจริง”
• สงครามอาจยืดเยื้อ
• ช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิด
• ราคาพลังงานอาจพุ่ง
แต่เนทันยาฮูเลือก “เดิมพัน”
เพราะในมุมของเขา:
ความเสี่ยงจาก “การไม่ทำอะไร”
อันตรายยิ่งกว่า “สงครามเต็มรูปแบบ”
นี่คือ mindset ของผู้นำที่ไม่ได้เล่นเกมระยะสั้น
แต่กำลัง “เขียนสมการความมั่นคงใหม่ทั้งภูมิภาค”
⸻
7. สรุป: คนที่ไม่เชื่อในคำว่า ‘หยุด’
หากต้องสรุปบทบาทของเนทันยาฮูในสงครามรอบนี้จากข้อมูลทั้งหมด
เขาไม่ใช่แค่
• ผู้ตอบโต้
• หรือผู้ป้องกันประเทศ
แต่คือ:
“ตัวเร่งปฏิกิริยา” ของความขัดแย้ง
เขาเร่งจังหวะ
ขยายขอบเขต
และผลักเพดานความเสี่ยงให้สูงขึ้นเรื่อยๆ
จากอิหร่าน…สู่เลบานอน
จากการป้องกัน…สู่การกำหนดเกม

⸻
บทส่งท้าย
โลกอาจมองว่านี่คือ “สงครามหลายสมรภูมิ”
แต่สำหรับเนทันยาฮู
มันคือ “สงครามเดียวกัน”
ที่มีหลายฉาก
และเขาไม่ได้ถามว่า
ควรหยุดเมื่อไหร่
แต่ถามว่า:
จะเดินเกมต่ออย่างไร…ให้ศัตรูไม่มีโอกาสกลับมาอีกเลย
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เพื่อเติมสีสันให้กับการท่องเที่ยวไทย
ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม
ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.
จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์
การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง
เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?
สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก




