ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
“ชัชชาติ” อันดับ 1 ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่มีเอนเกจเมนต์มากที่สุดในโซเชียลระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?“สามารถ” ผ่าเบื้องลึก รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน กลายเป็นฝันค้างรู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”TH-AI Passport ระเบิดเวลาภูมิใจไทย ! หาก “ไชยชนก” ดันทุรัง“สุรพล นิติไกรพจน์” อดีต สนช. สู่กุนซือทีมผู้ว่าฯ พรรคประชาชน“ชัชชาติ” อันดับ 1 ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่มีเอนเกจเมนต์มากที่สุดในโซเชียลระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?“สามารถ” ผ่าเบื้องลึก รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน กลายเป็นฝันค้างรู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”TH-AI Passport ระเบิดเวลาภูมิใจไทย ! หาก “ไชยชนก” ดันทุรัง“สุรพล นิติไกรพจน์” อดีต สนช. สู่กุนซือทีมผู้ว่าฯ พรรคประชาชน
The Insight News
สรุปรายงานสภาพัฒน์ คนจนพุ่งสูงเกือบ 3.5 ล้าน

สรุปรายงานสภาพัฒน์ คนจนพุ่งสูงเกือบ 3.5 ล้าน

Srawut
Srawut
กองบรรณาธิการ
1 min read

รายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำฉบับล่าสุด จากสภาพัฒน์ คนจนพุ่งสูงขึ้น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งหมด

รายงานวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ฉบับล่าสุดปี 2567 จาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ (เผยแพร่ 15 ก.ย. 2568) ได้ส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญ หลังจากที่ไทยประสบความสำเร็จในการลดความยากจนมาอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2567 จำนวนคนจนกลับพุ่งสูงขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขนี้สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมที่ซ่อนอยู่ และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ  

1. ใครคือคนจน 3.4 ล้านคน ?

ความยากจนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระจายตัวเท่ากัน แต่กระจุกตัวอยู่ในบางกลุ่มและบางพื้นที่อย่างชัดเจน:

1.1. เกษตรกรคือกลุ่มเปราะบางที่สุด: คนจนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่คือแรงงานในภาคเกษตร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45.49% ของคนจนทั้งประเทศ พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจภาคเกษตรที่หดตัว, ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าราคาผลผลิต

ความผันผวนของสภาพอากาศ และข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี สิ่งนี้สะท้อนภาพ “คนจนที่ทำงาน” (Working Poor) ที่แม้จะทำงานหนัก แต่ก็ไม่สามารถมีรายได้เพียงพอที่จะอยู่เหนือเส้นความยากจนที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือนได้  

1.2. ความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์: ความยากจนกระจุกตัวอยู่ในบางภูมิภาค โดยภาคใต้มีสัดส่วนคนจนสูงสุด (9.43%) ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (6.56%) และภาคเหนือ (5.75%) แต่หากนับเป็นจำนวน ภาคอีสานมีคนจนมากที่สุดถึง 1.19 ล้านคน

ปัญหานี้เกิดจากความไม่สมดุลของการพัฒนาที่ความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และภาคกลางเป็นหลัก  

1.3. กับดักในครัวเรือน: ครัวเรือนยากจนมีภาระหนักอึ้ง โดยมี อัตราการพึ่งพิงสูงถึง 103.69% หมายความว่า สมาชิกวัยทำงาน 1 คน ต้องดูแลเด็กและผู้สูงอายุเฉลี่ย 1.04 คน (เทียบกับครัวเรือนไม่จนที่ 60.06%) ภาระนี้ทำให้โอกาสในการหารายได้ลดลง

นอกจากนี้ ขนาดครัวเรือนที่ใหญ่ขึ้นและการศึกษาที่ต่ำยังเป็นปัจจัยสำคัญ โดยคนจนส่วนใหญ่ (73.50%) มีการศึกษาสูงสุดเพียงระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า  

2. ความเหลื่อมล้ำทางด้านการเงิน โอกาส และคุรภาพชีวิต

ปัญหาไม่ได้มีแค่ความจน แต่คือความเหลื่อมล้ำที่ฝังลึกในทุกมิติของชีวิต

2.1. การใช้จ่าย: กลุ่มคนที่รวยที่สุด 10% มีรายจ่ายสูงกว่ากลุ่มที่จนที่สุด 10% ถึง 7.83 เท่า แต่ที่สำคัญกว่าคือ “สิ่งที่เงินถูกใช้ไป” คนจนใช้จ่ายกว่าครึ่งหนึ่งไปกับอาหารเพื่อความอยู่รอด ขณะที่คนรวยใช้จ่ายเพื่อลงทุนในอนาคตและคุณภาพชีวิต เช่น การศึกษาขั้นสูง, บริการสุขภาพเอกชน และการเดินทางที่สะดวกสบาย  

2.2. โอกาสทางการศึกษา: ความเหลื่อมล้ำทางการเงินส่งผลโดยตรงต่อโอกาสทางการศึกษาครัวเรือนที่รวยที่สุด ใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงกว่าครัวเรือนที่จนที่สุดถึง 8.16 เท่า และมีโอกาสส่งลูกเรียนระดับอุดมศึกษาสูงกว่าถึง 11.08 เท่า  

2.3. คุณภาพบริการสุขภาพ: แม้ไทยจะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมเกือบ 100% แต่คุณภาพบริการกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

กรุงเทพฯ มีแพทย์ 1 คนต่อประชากร 428 คน ขณะที่ภาคอีสานมีแพทย์ 1 คนต่อประชากรถึง 2,497 คน การกระจุกตัวของบุคลากรและเครื่องมือแพทย์ในเมืองใหญ่ ทำให้คุณภาพชีวิตและโอกาสรอดชีวิตของคนในพื้นที่ห่างไกลต่ำกว่าอย่างน่าใจหาย  

3. นโยบายรัฐ: เน้นเยียวยา ขาดการแก้ปัญหาระยะยาว

การตอบสนองของภาครัฐยังคงเน้นไปที่มาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเป็นหลัก โดยงบประมาณกว่า 78.45% ถูกใช้ไปกับโครงการโอนเงินโดยตรง เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเบี้ยยังชีพต่างๆ

ในขณะที่งบประมาณสำหรับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว เช่น การลงทุนในทุนมนุษย์ หรือการยกระดับภาคเกษตร มีสัดส่วนเพียง 21.28%

แนวทางนี้แม้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ชั่วคราว แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะสร้าง “กับดักสวัสดิการ” และไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้อย่างยั่งยืน  

บทสรุปและทางออก

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การลงทุนเชิงโครงสร้างในระยะยาว รายงานได้เสนอแนวทางสำคัญ 6 ประการ ได้แก่

1. ประเมินผลโครงการรัฐอย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพ

2. พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางของประชาชน เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงจุด

3. ลงทุนในภาคเกษตรอย่างยั่งยืน เน้นเทคโนโลยี นวัตกรรม และการตลาด

4. ลงทุนที่ “คน” อย่างแท้จริง ผ่านการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพ

5. กระจายทรัพยากรสาธารณสุขให้มีคุณภาพและเท่าเทียม ทั่วประเทศ

6. ลดอุปสรรคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สำหรับคนจน

การตัดสินใจของสังคมไทยในวันนี้ที่จะเลือกลงทุนในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง คือตัวกำหนดอนาคตของประเทศที่เราทุกคนจะต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไป

ที่มา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รายงานวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567

Srawut
Author

Srawut

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด Editor

หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?

ทักษิณ ชินวัตร เผชิญหนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท และต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ ยืดเวลา หรือเสี่ยงต่อการล้มละลาย

Srawut··1 min read

รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”

บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย

Srawut··1 min read