ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
ย้อนประวัติศาสตร์ “Bangkok Pride” ในไทย สู่ความหวังของการเป็นแม่งานใหญ่ของโลก

ย้อนประวัติศาสตร์ “Bangkok Pride” ในไทย สู่ความหวังของการเป็นแม่งานใหญ่ของโลก

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
3 min read

หมายเหตุ : บทความนี้ขออนุญาตใช้คำว่า “เกย์” ตามบริบทของเนื้อหาของสังคมไทยในยุค พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา มิได้มีเจตนาไม่ดีแต่อย่างใด

เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของผู้มีความหลากหลายทางเพศ กับงาน “Bangkok Pride 2023” ที่เต็มไปด้วยสีสันจากความสนุกสนานในการเดินขบวน Pride Parade และสีสันจากหลากเฉดสีของ LGBTQ+ ที่ร่วมเดินเท้าในเส้นทางแห่งความหวังครั้งสำคัญครั้งนี้ ในห้วงเวลาที่สถานการณ์การเมืองกำลังเข้าสู่ Phase ใหม่ ที่อะไร ๆ กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีมากขึ้น

ในมุมหนึ่งการเดินขบวน Pride Parade อาจจะดูเป็นสิ่งใหม่สำหรับผู้ร่วมเดินขบวนหลายคน ที่เคยเห็นขบวนในไทยนี้ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว หากแต่ความเป็นจริงนั้น Pride Parade ในไทยมีมาก่อนตั้งแต่ 24 ปีที่แล้ว และหายไปกว่า 16 ปี ก่อนจะกลับมาเดินขบวนกันอีกครั้งในยุคสมัยที่สังคมเปิดกว้างขึ้นเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา

มาย้อนถอยหลังไปหาจุดเริ่มต้นของเส้นทางหลากเฉดสีกัน ว่ากว่าที่ประตูแห่งความหวังจะเปิดกว้าง และกลายเป็นสังคมแห่งความก้าวหน้าและเข้าใกล้ความเท่าเทียมดังเช่นในปัจจุบันนี้ พวกเธอผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง

จุดเริ่มต้นความพราวด์ของ “Bangkok Pride” ในไทย

งานที่มีลักษณะคล้ายกับ “Bangkok Pride” ครั้งแรกในไทยจริง ๆ นั้นต้องย้อนกลับไปร่วม 24 ปีที่แล้ว ในเย็นวันฮาโลวีน ปี พ.ศ. 2542 ในชื่อ “Bangkok Gay Festival 1999” ผ่านรูปแบบการเดินขบวน “Pride Parade” ซึ่งเป็นยุคเดียวกับที่ชาวเกย์ถูกเรียกขานในหลากหลายชื่อ ทั้งดอกไม้พลาสติก, สาวประเภทสอง, ผู้ชายนะยะ และเป็นยุคเดียวกับการปล่อยเพลง “ประเทือง” เป็นครั้งแรก ที่ทำให้ชื่อเพลงนี้กลายเป็นอีกหนึ่งชื่อที่ผู้คนยุคนั้นใช้เรียกแทนพวกเธออยู่เสมอ

จุดประสงค์หลักในการจัดงาน “Bangkok Gay Festival 1999” คือการรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์ในหมู่เกย์ เลสเบี้ยน และเผยแพร่ให้ผู้คนทั่วไปเห็นว่าพวกเธอสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้เช่นกัน

หัวเรือใหญ่ของงานในปีนั้นคือ “ปกรณ์ พิมพ์ทนต์” วัย 36 ปี ที่ยอมลงทุนควักเงินตัวเองมาใช้จัดงานท่ามกลางเสียงทักท้วง ว่าจะมีผู้คนมาร่วมงานจริง ๆ หรือ ในห้วงเวลาที่สังคมไทยอาจจะยังไม่ได้เปิดกว้างขนาดนั้น

แต่นับตั้งแต่การคิดงานในระยะเวลา 1 ปีกว่า ๆ จนถึงวันแถลงข่าวการจัดงานนี้เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 สถานบันเทิงยามราตรีดัง ๆ หลายที่ในย่านสีลมและข้าวสารในช่วงนั้นอย่าง เดอะ บัลโคนี, บายน ดิสโก้เธค, ดีเจ สเตชั่น, เทเลโฟน, แฟคทอรี ดิสโก้ หรือ ดิ๊ค’ส คาเฟ่ ต่างจัดปาร์ตี้โหมโรงอย่างต่อเนื่องก่อนถึงวันงานจริง

รวมถึงมีตัวแทนเจ้าของธุรกิจที่รู้จักกันในวงการเกย์หลายแห่ง ที่ยินดีส่งตัวแทนเป็นแนวร่วมเกย์ต้านภัยเอดส์ในงานครั้งนี้

จนถึงวันงานจริง จากไอเดียแรกที่ไม่ได้ต้องการจะปิดถนนเพื่อให้คนใช้รถใช้ถนนเดือดร้อน คนเดินขบวนก็ไปเดินบนทางเท้า ส่วนขบวนรถก็ขับกันบนถนนเพียงหนึ่งเลน อีกเลนก็ให้รถสัญจรกันไป กลับกลายเป็นว่ามีผู้คนมารอชมขบวนกันจนแน่นไปทั้งถนนสีลม ทั้งริมทางเท้า ลามไปถึงเกาะกลางถนน เมื่อขบวนเริ่มเดิม ผู้คนและนักข่าวที่มาร่วมงานในวันนั้นก็ลงมาถ่ายรูปกันจนสุดท้ายขบวนก็เต็มถนนในที่สุด

ผู้คนในยุคนั้นต่างชื่นชมที่สามารถจัดงาน Pride Parade งานแรกของกรุงเทพฯ ครั้งแรกในประเทศไทยได้ ซึ่งยังรวมถึงการสร้างประวัติศาสตร์ในงานจัดงานเป็นครั้งแรกในเอเชียอีกด้วย หากเราลองมองประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างในขณะนั้น ไม่ว่าฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ไม่มีประเทศไหนที่อนุญาตให้จัดงานในลักษณะนี้

ปกรณ์ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจว่างาน “Bangkok Gay Festival 1999” ในครั้งแรกนี้ประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนเป็นตัวเงินมากนัก หรือแม้จะไม่ได้ถูกยอมรับจากสังคม ทั้งการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐที่ขาดตกบกพร่อง แม้จะมีการประสานงานไว้ล่วงหน้าแล้วก็ตาม หรือการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนไทยในขณะนั้นก็เต็มไปด้วยอคติที่เคลือบฉาบความคิดว่า หากทำข่าวเกี่ยวกับงานเหล่านี้ ก็เหมือนการยุยงให้คนเป็นเกย์ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น

แต่อย่างน้อยใจความสำคัญของงาน “ครั้งแรก” ก็สร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่ให้กับ LGBTQ+ และงาน Pride Parade ในครั้งต่อ ๆ มา ได้เป็นอย่างดี ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่กีดกัน และเปิดกว้างให้กับความหลากหลายได้เป็นชาติแรก ๆ ของในทวีปเอเชีย

การเบ่งบานของ “Bangkok Pride” ในปีถัด ๆ มา

ในการจัดงาน “Bangkok Gay Festival” ครั้งต่อ ๆ มา ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 – พ.ศ. 2544 ก่อนจะเปลี่ยนชื่องานหลักเป็น “Bangkok Pride” ใน พ.ศ. 2545 – พ.ศ. 2549 นั้น มักเลือกจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายตามธีม หรือประเด็นที่ต้องการนำเสนอในปีนั้น ๆ ตามความตั้งใจแรกของปกรณ์ที่ต้องการเพิ่มการรณรงค์อีกหลายเรื่องนอกจากประเด็นการรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์ในหมู่เกย์ เลสเบี้ยน เช่น สิทธิมนุษยชนของเกย์ หรือประเด็นการปรับชุดความคิดของภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชนในการมองเกย์ในสังคมไทยให้ดีกว่านี้

จนถึงในปีท้าย ๆ ของ “Bangkok Pride” ที่เริ่มมีประเด็นทางการเมืองที่ชัดเจนกว่าปีที่ผ่านมา ในเรื่องของสิทธิบางอย่างที่พวกเธอควรจะได้รับจากภาครัฐ ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเป็นอย่างมากในขณะนั้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการจัดงาน “Bangkok Gay Festival” ในครั้งที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2544 ที่มีการจัดงาน “Pink in the Park” เพิ่มเติมเป็นครั้งแรกนอกจากกิจกรรม Pride Parade ในถนนสีลมและสุรวงศ์ โดยเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นภายในสวนลุมพินี ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “Pride in the Park” ในปีถัดมา

ภายในงานปีแรกมีบูธที่เป็นตัวแทนของเกย์ สตรี และกลุ่มสิทธิมนุษยชน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกย์ กว่า 30 บูธ รวมถึงมีการแสดงของศิลปิน LGBTQ+ การแข่งขันวอลเลย์บอลและว่ายน้ำ การจับฉลากชิงรางวัล เกม และวงเสวนาจากคนดังในหัวข้อ “ใช้ชีวิตเกย์อย่างไรในประเทศไทย” ที่ทำให้กิจกรรมจากเดิมที่ผู้เข้าร่วมงานอาจจะได้รับชมโชว์ผ่านขบวนเพียงอย่างเดียว ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในงานได้ด้วย

อีกทั้งงาน “Bangkok Gay Festival” หรือชื่อใหม่ “Bangkok Pride” ในปีถัด ๆ มานั้นได้รับการสนับสนุนมากขึ้นจากภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน รวมถึงชาวเกย์ทั่วโลกที่เดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองความหลากหลาย และเฉดสีมากมายที่สะพรั่งอยู่ในสังคมไทย และยังสามารถสร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจได้จากการขายบัตรปาร์ตี้ในช่วงกลางคืน ภายหลังการเดินพาเหรดของสถานบันเทิงหลากหลายแห่งในกรุงเทพฯ

การล่มสลายของ “Bangkok Pride” ยุคแรก

ภายหลังงาน “Bangkok Pride” ใน พ.ศ. 2549 สิ้นสุดลง เราก็ไม่ได้เห็นขบวนพาเหรดของผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกเลยนับสิบปี

“Douglas Sanders” ผู้สื่อข่าวของ “Fridae” สื่อมวลชนสำหรับ LGBTQ+ ของเอเชียโดยเฉพาะ ได้แสดงความคิดเห็นในบทความ “บ๊ายบาย Bangkok Pride” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ถึงหลากหลายชนวนเหตุที่อาจจะก่อตัวขึ้นจนงาน “Bangkok Gay Festival” ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมไปตามกาลเวลา

แซนเดอร์สกล่าวถึงประเด็นการชุบมือเปิบของ “นที ธีระโรจนพงษ์” ในนามของนักเคลื่อนไหวด้านโรคเอดส์ในสมัยนั้น ที่ไม่ได้เข้ามาร่วมสร้างสรรค์ หรืออยู่เบื้องหลังงานนี้ตั้งแต่แรก แต่เข้ามาในช่วงท้าย ๆ เพียงเพื่อติดป้ายเคลื่อนไหวของตัวเองไว้ที่ด้านหน้าสุดของขบวน โดยอ้างความชอบธรรมจากการเป็นผู้บุกเบิกองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับโรคเอดส์แห่งแรก ๆ ของไทย อย่าง “กลุ่มภราดรภาพยับยั้งโรคเอดส์แห่งประเทศไทย” หรือ F.A.C.T. ซึ่งมีจุดประสงค์ในการรณรงค์เช่นเดียวกันกับงาน “Bangkok Gay Festival” ที่จัดขึ้นในปีนั้น

หรือการที่องค์กรกลุ่มหนึ่งได้พิมพ์เสื้อยืดที่เปลี่ยนชื่องานเป็นเทศกาล “Gay and Lesbian Festival” โดยพลการ เพื่อทำเป็นเสื้อออกมาขายบริเวณมุมด้านหนึ่งของขบวน ซึ่งแซนด์เดอร์ส ก็อธิบายสองประเด็นนี้ว่า คนทั้งสองกลุ่มไม่ได้เข้าร่วมจัดงาน แต่ใช้สิทธิของตัวเองเพื่อจะมีพื้นที่ในวันงาน

ช่วงเวลาต่อมา ด้วยผลประโยชน์ทางธุรกิจ และปัจจัยหลายๆ อย่าง ทำให้ “ปกรณ์ พิมพ์ทนต์” ผู้เป็นแม่งานใหญ่ถูกผลักออกจากตำแหน่งผู้นำการจัดงาน และมีเจ้าของธุรกิจมารับช่วงต่อ รวมถึงเปลี่ยนชื่องานเป็น “Bangkok Pride” ใน พ.ศ. 2545 หรือครั้งที่ 4 ของการจัดงาน

ขวบปีที่มากขึ้นของงาน ทำให้คณะทำงานเปลี่ยนมือกันบ่อยจนสูญเสียตัวตนเดิมที่มีอยู่ มิหนำซ้ำยังต้องเผชิญกับการสนับสนุนที่ลดน้อยลงจากภาคธุรกิจ และองค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่น้อยเป็นทุนเดิม ทำให้งาน “Bangkok Pride” ครั้งสุดท้ายในยุคแรกจบลงใน พ.ศ. 2549 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 8 ของการจัดงาน

การกลับมาอีกครั้งของ “Bangkok Pride” ยุคที่สอง

หากเล่าจริง ๆ งาน Pride ในกรุงเทพฯ มีความพยายามจะกลับมาอีกครั้งอยู่ใน พ.ศ. 2560 โดยแม่งานคนเดิมอย่าง “ปกรณ์ พิมพ์ทนต์” ที่ลุกขึ้นมาจัดงาน “Bangkok Gay Festival 2017” ในสนามกีฬาแห่งชาติ โดยมีจุดประสงค์แตกต่างออกไปจากงานครั้งแรกเมื่อ 18 ปีที่แล้ว คือการเรียกร้องความเสมอภาคทางสังคมให้กับผู้มีความหลากหลายทางเพศ และปรับเปลี่ยนงานเป็นธีม “Gay Sport Day” ที่มีทั้งการแข่งขันฟุตบอลระหว่างเกย์กับกะเทย, แข่งขันเดินเร็ว-วิ่งเร็ว รวมถึงมีการแสดงโชว์มวยไทย จาก “ตุ้ม-ปริญญา เจริญผล” และโชว์วอลเลย์บอลจากทีม “สตรีเหล็ก”

อีกทั้งในปีถัดมาก็มีการจัดงาน “Bangkok Gay Festival 2018” ขึ้นในสีลมซอย 4 ซึ่งทั้งสองงานนี้ได้รับความนิยมอยู่ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมในการกลับมาจัดงานอีกครั้งมากเท่าที่ควร

จนกระทั่งใน พ.ศ. 2565 “Bangkok Naruemit Pride 2022 (บางกอกนฤมิตไพรด์)” ก็ได้กลายเป็นการฟื้นคืนชีพอีกครั้งอย่างเต็มภาคภูมิของงานไพรด์ในกรุงเทพฯ จากความร่วมมือของ “คณะทำงานบางกอกนฤมิตไพรด์” และ “กลุ่มเครือข่ายนักกิจกรรมเพื่อความหลากหลายทางเพศ” ซึ่งถือเป็นงาน Pride ครั้งสำคัญของไทย เนื่องจากมีแรงกระเพื่อมที่ยาวนานมาตั้งแต่ประเด็น “สมรสเท่าเทียม” ของพรรคก้าวไกลถูกยื่นเข้าไปในสภาเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563

ประกอบกับชุดความคิดใหม่ ๆ ของผู้คนในสังคมที่เข้าใจ และกำลังมอบพื้นที่แห่งความเท่าเทียมให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศได้มีสิทธิหลาย ๆ อย่าง เหมือนกับที่เพศชาย และเพศหญิงพึงมี ทำให้จุดประสงค์ของ Pride Parade ครั้งนี้อ้างอิงบริบททางการเมืองอย่างแนบแน่นจนแทบจะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อผลักดันความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในไทยได้เสียที

นอกจากนี้ งาน “Bangkok Naruemit Pride 2022 (บางกอกนฤมิตไพรด์)” ครั้งนี้ยังมีความเป็นแบบแผนมากขึ้น ทั้งจากการออกแบบแนวคิดของขบวนพาเหรดให้เป็น 6 ขบวน 6 เฉดสีตามความหมายของธงสีรุ้ง และจากการสร้างมาตรฐานในการจัดงานให้มีความเป็นสากลมากขึ้น จึงทำให้การจัดงานครั้งนี้ดูจะเป็นการสร้างภาพจำให้ “Bangkok Pride” ชัดเจน และน่าจดจำขึ้นสำหรับการจัดงานในปีถัด ๆ ไป

สำหรับเสียงตอบรับในการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานเกือบ 2 หมื่นคน รวมถึงผู้มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการต่างตบเท้าเข้าร่วมงานครั้งนี้อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง และสามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่าทศวรรษใหม่ของงานไพรด์ในกรุงเทพฯ กำลังเริ่มต้นขึ้นได้อย่างงดงาม

ก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ของ “Bangkok Pride”

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็เป็นปีที่ 2 ที่งานไพรด์ในกรุงเทพฯ กลับมาจัดขึ้นอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม ในชื่อใหม่ที่เป็นกลางอย่าง “Bangkok Pride” เหมือนที่คณะทำงานชุดก่อนเมื่อ 21 ปีที่แล้วเคยใช้ และมาในแคมเปญที่ว่า “Road To Bangkok World Pride 2028” ด้วยความมุ่งหวังในการผลักดันให้กรุงเทพฯ ได้เป็น “เจ้าภาพ” ในการจัดงาน World Pride ในปี 2028 ต่อจาก 3 เมืองใหญ่อย่างซิดนีย์ ที่เป็นเจ้าภาพในปีนี้ วอชิงตัน ดีซี ปี 2025 และอัมสเตอร์ดัม ในปี 2026

โดยงานใหญ่งานแรกของ “Bangkok Pride 2023” ก็เพิ่งจะสิ้นสุดลงไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มเปี่ยมไม่แพ้ปีที่ผ่านมา จากภาครัฐอย่างกรุงเทพฯ ภาคเอกชนต่างๆ ที่สนับสนุนเป็นทั้งตัวเงินหรือการสนับสนุนด้วยลู่ทางอื่น รวมถึงองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหลากหลายองค์กร และสื่อมวลชนมากมายที่เกาะติดการเดินขบวนครั้งนี้อย่างใกล้ชิด

อีกทั้งนักการเมือง อินฟลูเอนเซอร์ นักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม ดารา และผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงผู้คนทั่วไปอีกมากมายที่เข้ามาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชน สร้างสังคมที่เท่าเทียมกัน และร่วมผลักดันให้กรุงเทพฯ กลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของ World Pride ที่คนทั่วโลกจะจดจำได้ว่า ประเทศเล็ก ๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศนี้ก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกเช่นเดียวกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก : ข่าวความหลากหลายทางเพศ / utopia-asia / youtube / mthai / fridae.asia / sarakadeelite / Sarakadee Lite

ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด Editor

ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม

ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.

Srawut··1 min read

จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  

การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง

Srawut··1 min read

เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?

สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก

Srawut··1 min read