ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
“ละมุน” หรือ “บอบบาง” ส่องสภาวะ Soft Power ไทย เราขาย “ใคร” กันแน่?

“ละมุน” หรือ “บอบบาง” ส่องสภาวะ Soft Power ไทย เราขาย “ใคร” กันแน่?

adisak.mha
adisak.mha
กองบรรณาธิการ
2 min read

ถ้านึกถึงซีรีส์ เรามักนึกถึงเกาหลีใต้
ถ้านึกถึงการ์ตูน เรามักนึกถึงญี่ปุ่น
แล้วถ้านึกถึงประเทศไทย เราจะนึกถึงอะไรกัน?

สตรีทฟู้ด? วัดวาอาราม? แล้วเรามีอะไรอีกที่จะทำให้คนมองเข้ามาแล้วร้องอ๋อเลยว่า นี่แหละ “ไทยแลนด์”?

เราต่างพูดถึงคำว่า “Soft Power” กันหลายวาระ แถมหลายรัฐบาล ในอันที่จะบอกว่านี่คือทางรอดของประเทศไทย – ประเทศที่มีการท่องเที่ยวเป็นจุดแข็งคอยชูเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าในระดับคนไทยด้วยกัน เรามี mentality บางอย่างที่เชื่อมโยงหากัน ชนิดที่เรียกว่าเป็นกันหมดประเทศจนสามารถหาตัวอย่างจำนวนมากเขียนเป็นเพลงได้ มีสายเลือดเปลี่ยนเรื่องซีเรียสให้เป็นมุกตลกเป็นอาทิ แต่เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เรามาคุยกันก่อนดีกว่าว่าอะไรเป็น Soft Power บ้าง 

Soft Power คืออำนาจที่ผู้ได้รับผลกระทบจากอำนาจนั้น “เต็มใจ” ที่จะทำตามอำนาจที่มีผลต่อตน โดยมีลักษณะสำคัญคือการถูก “ดึงดูด” ให้ทำ ไม่ใช่ถูกยัดเยียด (เพราะนั่นจะกลายเป็น Hard Power แทน) ถ้าเราลองคิดถึงปรากฏการณ์ Soft Power ก็อาจจะนึกถึง “ลิซ่า” ที่ไม่ว่าจะกินใช้สิ่งใดคนก็แห่ซื้อตามอย่างถล่มทลาย หรือการที่แร็ปเปอร์สาว “มิลลิ” นำข้าวเหนียวมะม่วงขึ้นไปกินบนเวที Coachella เมื่อปีก่อนจนทำให้ร้านข้าวเหนียวมะม่วงคิวแน่นแม้จะไม่ใช่หน้าร้อนก็ตาม

แต่ดูเหมือนกับว่าที่ผ่านมาจะเข้าใจอะไรกลับด้านนิดหน่อย การส่งเสริม Soft Power ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะเป็นการยัดเยียดให้เราต้องเฟ้นหาสิ่งที่ดูจะเป็นอะไรก็ตามที่ไม่ใช่กฎหมายหรืออาวุธเพื่อชูโรงให้รู้ว่า เรามี Soft Power นะ จนเหมือนกับว่าทุกพื้นที่ต้องมีกิมมิกเป็นของตน

โครงการที่ดูจะเห็นภาพชัด ๆ คือโครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก (กองบรรณาธิการเคยนำเสนอ reaction ต่อโครงการนี้แล้ว ดูได้ ที่นี่) เพราะว่าเหมือนจะเข้าถึงเมนูประจำท้องถิ่น ทว่าไม่ได้ “เข้าใจ” วิถีชีวิตของคนจริง ๆ ว่าอยู่กันอย่างไร กินอะไร หรือแม้กระทั่งในถิ่นนั้น ๆ มีพืชประจำถิ่นอะไรบ้างด้วยซ้ำ ยิ่งล่าสุด เมื่อกลุ่ม “CARE คิด เคลื่อน ไทย” โพสต์อินโฟกราฟิกแผนการผลักดัน Soft Power ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน อันเป็นนโยบายสำคัญที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอต่อประชาชนในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา

จะเห็นได้ว่า นโยบายสำคัญในการผลักดันซอฟต์เพาเวอร์ไทยของรัฐบาลชุดนี้ คือการผลักดันให้สิ่งที่เรามีไปสู่เวทีโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามามากขึ้น รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในเวลาเดียวกัน ทว่าเส้นทางการผลักดัน Soft Power ไม่ได้ Soft สมชื่อ และทำให้เรานึกถึงกฎการโฆษณาข้อหนึ่งที่ว่า “จะขายสิ่งใด ต้องเชื่อในสิ่งนั้น”

เราอาจหลงลืมไปว่า ก่อนเราจะขายสิ่งใดให้คนอื่น เราจำเป็นต้องทำให้คนในประเทศ “เชื่อ” ในสิ่งที่เรามี เราทำเสียก่อน

Soft Power ที่เราเห็นในขณะนี้เกิดขึ้นเพื่อ “ตั้งรับ” การเข้ามาของนักท่องเที่ยวผ่านสินค้าและบริการต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งด้านโลเคชันอย่างชัดเจน 

นอกเหนือจากนี้ สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งจากกลุ่มนโยบาย “Soft Power” คือการจัดกิจกรรม / เทศกาลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งเรามักเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่าที่จะเป็นคนไทยกันเอง  Soft Power ไทยจึงมีลักษณะดังที่กล่าวว่า “ตั้งรับ” การท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มจะกลับมาหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย ดูราวกับว่าอำนาจแบบละมุนเช่นนี้จะเป็นไปเพื่อเฟ้นหาสิ่งเด่นประจำแต่ละท้องที่เพื่อ “ขาย” ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสตัวตนคร่าว ๆ ของท้องถิ่นนั้น ๆ 

แต่ด้วยความที่เป็นแฟนตัวยงของวัฒนธรรมไทย เราเชื่อว่า Soft Power ของประเทศไทยก็น่าจะมีอะไรที่มี “ศักยภาพ” มากพอที่จะ “รุก” ตลาดโลกได้ ซึ่งสิ่งแรกที่เรานึกถึงคือ “อุตสาหกรรมบันเทิง” ที่ต้องยอมรับว่า ในอุตสาหกรรมบันเทิงไทย สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นจนเป็นจุดขายคือ “ความเป็นไทย” (Thainess) ที่สะท้อนผ่านเรื่องเล่า หรือองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เราหยิบใช้ ไม่ว่าจะเป็นวรรณคดี ศิลปะการแสดง หรือว่าศิลปะการต่อสู้ ทว่าปัญหาสำคัญคือความพยายาม “ยัด” สิ่งเหล่านี้ลงไป จนอาจดูออกว่าเป็นการจงใจ ขณะเดียวกัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจสวนทางกับความเป็น “สากล” เพราะความเป็นไทยย่อมมาพร้อมกับขนบธรรมเนียมที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งเป็นเรื่องทางความเชื่ออย่างชัดเจน จนเราอาจจะขาดจุดแข็งด้านอื่น ๆ เช่น พล็อตเรื่อง หรือวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันที่แทรกเข้ามาอย่าง (ไม่) ตั้งใจก็ได้ 

ในขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงงานสร้างสรรค์สัญชาติไทยแล้ว ต้องยอมรับว่าศิลปินไทยได้สร้างสรรค์งานอย่างมีเอกลักษณ์ ถ่ายทอดเรื่องราวธรรมดาสามัญให้เห็นภาพและน่ารัก จนถึงกระทั่งมีเทศกาลแสดงผลงานของนักวาดด้วย

(บรรยากาศงาน Illust Fusion Expo ปีนี้ ซึ่งเป็นงานรวมตัวนักวาดและจำหน่ายงานเขียนจากทั่วประเทศ; ภาพโดยผู้เขียน)

นอกเหนือจากนี้ “อาหาร” ยังเป็นอีกสิ่งที่เรานึกถึง แต่ก็ไม่ใช่อาหารชาววังอย่างที่เราเห็นความเป็นไทยพยายามนำเสนอมาตลอด ซึ่งข้อควรคำนึงถึงสำคัญคือ ประเทศไทยมีความหลากหลายทางอาหารสูงมากกกกก ไม่ว่าจะเป็นอาหารท้องถิ่นหรือว่าอาหารที่คนฮิตกันอย่าง “สตรีทฟู้ด” ที่มีหลากหลาย แทบทุกพื้นที่ แต่อาจถูกละเลยไปเพราะไม่ใช่ “ไทย” ที่ต้องการนำเสนอ ความพยายามใช้ความเป็นไทยจน “คุมกำเนิด” สิ่งอื่น ๆ ที่จะปังขึ้นมา เพราะไม่ได้นำเสนอสิ่งที่ต้องการ ทั้งที่จริง ๆ แล้ววิถีชีวิตของคนไทยนั้นเป็น “พหุวัฒนธรรม” ที่เลือกรับปรับใช้สิ่งต่าง ๆ จนเข้ากับชีวิตของตัวเองในที่สุด สิ่งเหล่านี้เองทำให้เราคิดได้ว่า สิ่งที่เรากินเราใช้ในชีวิตประจำวันนี่แหละที่ทรงพลังสุด ๆ

ถ้าเราพอจะยกตัวอย่างโมเดลที่ประสบความสำเร็จด้าน Soft Power “เกาหลีใต้” คงเป็นประเทศแรก ๆ ที่ทุกคนนึกถึง แม้  Soft Power ของเกาหลีใต้จะเผชิญปัญหา เพราะการเมืองวัฒนธรรมไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามได้ แต่ด้วยการอัดฉีดจากภาครัฐอย่างยาวนาน และการปรับปรนเอาโลกตะวันตกมาผสานกับวิถีชีวิตของตนอย่างชัดเจน ทำให้คนสามารถเชื่อมโยงตนเข้ากับสื่อรวมถึงวัฒนธรรมที่นำเสนอได้อย่างดี แถมยังยึดโยงกับสิ่งที่ “ประชาชน” ใช้ชีวิตเป็นหลัก มีภาครัฐเป็นส่วนเสริมเท่านั้น จึงไม่แปลกที่อำนาจละมุนของสื่อบันเทิง – วัฒนธรรมเกาหลีใต้ จึงแข็งแกร่งและมีผลต่อไลฟ์สไตล์ของคนบนโลกได้มากมาย รวมทั้งกลายมาเป็นต้นแบบของการนำเสนออำนาจเช่นนี้

อันที่จริงแล้ว Soft Power ก็มาจาก “ไลฟ์สไตล์” ของคนด้วย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว อาหารการกิน สิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันของคนเราที่ส่งอิทธิพลในวงกว้าง ขอย้อนกลับไปที่กฎการโฆษณาที่ว่าจะขายอะไร เราก็ควรจะเชื่อในสิ่งนั้นก่อน สำหรับ Soft Power ถ้าเปรียบกับการปลูกพืชก็คงเปรียบกับไม้ยืนต้นที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะหยั่งรากลึกและเติบโต จนสามารถขายผลผลิตได้ตรงกลุ่มลูกค้าในที่สุด  ฉันใดก็ฉันนั้น การสร้างให้บางสิ่งบางอย่างกลายเป็น “อำนาจ” ที่ทรงพลังได้ก็ต้องอาศัยเวลาเช่นกัน เริ่มต้นจากการสร้างให้คนไทยด้วยกันเองเชื่อถือในศักยภาพของคนไทยกันเอง ไม่ดูถูกราคากันเองว่า “แค่นี้” แล้วนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายก่อน เหนือสิ่งอื่นใด Soft Power จะประสบความสำเร็จได้ ถ้าสังคมนั้น ๆ เปิดกว้างมากพอที่จะทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างเสรี จึงเชื่ออย่างยิ่งว่าภายใต้กระบวนการประชาธิปไตย การผลักดันให้วิถีชีวิตของประชาชนกลายมาเป็น “อำนาจ” ที่สามารถต่อรองได้ในระดับโลกได้คงเป็นเรื่องไม่ยาก หากเพียงแต่ได้รับการสนับสนุนให้ถูกจุด และได้รับความร่วมมือจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจนั้นเอง

น่ายินดีว่า ทิศทางของการส่งเสริม Soft Power เป็นไปเพื่อส่งเสริมการตลาดเชิงรุกมากขึ้น แต่เราก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไปถึงผลการดำเนินงานข้างหน้า รวมถึงจับตามองการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ด้วย 

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เราเชื่อสุดหัวใจว่า หากเราสร้างให้คนในสังคมเชื่อใน “คุณค่า” ของ Soft Power ที่เรา “ประกอบสร้าง” ได้แล้ว ก็จะทำให้เราสามารถใช้ และผลักดันจนกลายเป็นอำนาจอันละมุนที่ทั้งดึงดูดและพร้อมชนกับวัฒนธรรมอื่น ๆ 

หาใช่อำนาจอันบอบบางที่สะท้อนผ่านระบบที่อ่อนแอ

แหล่งอ้างอิง : tdri / sac / thairath / theguardian / bangkokpost

adisak.mha
Author

adisak.mha

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด Editor

ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม

ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.

Srawut··1 min read

จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  

การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง

Srawut··1 min read

เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?

สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก

Srawut··1 min read