ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
Steven Spielberg พ่อมดฮอลลีวูด ที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

Steven Spielberg พ่อมดฮอลลีวูด ที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
3 min read

สำหรับคอหนัง เราต่างเคยได้เห็นชื่อผู้กำกับฝีมือดีในโลกภาพยนตร์มานับไม่ถ้วน แน่นอนว่าแต่ละคน มียุคสมัยหรือยุคทองของตัวเองที่แตกต่างกันไป และในเวลาที่ผันผ่านไปก็จะมีผู้กำกับรุ่นใหม่ที่ฝีมือดีเข้ามาทดแทน

ภาพยนตร์ในแต่ละยุคสมัย มีการเดินทางและพัฒนาไปตามเทรนด์หรือรสนิยมคนดูตลอดเวลา เราต่างได้เห็นผู้กำกับลายครามที่ค่อย ๆ หายไปตามกาลเวลาเพราะวิธีการเล่าเรื่องและรสนิยมของผู้กำกับคนนั้นได้ล้าสมัยไปแล้ว ดังที่เราได้เห็นผู้กำกับอย่าง ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า, โอลิเวอร์ สโตน หรือ ร็อบ ไรเนอร์ ที่ดูจะไม่อาจปรับตัวเข้ากับยุคสมัยของภาพยนตร์ที่ผันเปลี่ยนไป และฝากไว้เพียงงานในตำนานให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ หากแต่ยังมีผู้กำกับรุ่นเก๋าอีกพวกหนึ่งที่ยังคงปรับตัว เรียนรู้ และคงสถานะผู้กำกับเอลิสต์ได้อย่างมั่นคง ได้แก่ คลินต์ อีสต์วูด, มาร์ติน สกอร์เซซี และ สตีเวน สปีลเบิร์ก

นับเป็นเวลาถึง 46 ปีเข้าไปแล้ว นับตั้งแต่สร้างปรากฏการณ์สะเทือนโลกด้วยหนังฉลามบุกอันลือลั่น สปีลเบิร์กในวัย 75 ปี ยังคงสถานะผู้กำกับเบอร์ใหญ่ที่ยังคงปรับตัวตามยุคสมัย ไม่หยุดเรียนรู้ และร่ายมนต์เสน่ห์เฉพาะตัวผ่านแผ่นฟิล์มอย่างเต็มภาคภูมิ

พ่อมดฮอลลีวูด ฉายานี้มีที่มาอย่างไรกัน และสปีลเบิร์กกลายเป็นผู้กำกับเจ้าของสมญานามนี้ได้อย่างไร ก็คงต้องย้อนกลับไปดูที่จุดเริ่มต้น

เด็กชายผู้โดดเดี่ยวที่มีเพื่อนเป็นกล้องวิดีโอ และหลงใหลดวงดาวบนฟ้า

สตีเวน อัลลัน สปีลเบิร์ก เกิดวันที่ 18 ธันวาคม 1946 เขาคือเด็กชายที่เกิดในครอบครัวยิวนิกายออร์โธด็อกซ์ ซึ่งถือว่าเป็นยิวที่เคร่งครัดพอสมควร จากเหตุนั้นเองทำให้เด็กชายสตีเวนกลายเป็นเด็กมีปมจากความโดดเดี่ยว ด้วยความที่งานของผู้เป็นพ่อทำให้เขาต้องย้ายบ้านบ่อยครั้ง และด้วยสถานะความเป็นชาวยิวเคร่งครัด ทำให้สปีลเบิร์กถูกกลั่นแกล้งและรังแกถึงขั้นเลือดตกยางออกจากเด็กแถวบ้านอยู่หลายครั้ง

วัยเด็กของสปีลเบิร์กจึงไม่น่าอภิรมย์นักเมื่อย้อนกลับไปนึกถึง แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นเหตุการณ์ประทับใจที่เป็นหนึ่งจุดเปลี่ยนของเด็กชายให้ความหลงใหลกับบางสิ่ง ในคืนหนึ่ง พ่อของสตีเวนได้ปลุกเขาขึ้นมากลางดึก พาขึ้นรถและขับออกไปไหนก็ไม่รู้ สตีเวนได้แต่ตื่นกลัวเพราะพ่อไม่บอกอะไรเลย แต่ทันทีที่ถึงที่หมาย เขาเห็นผู้คนมากมายนอนลงกับพื้นและมองบนฟ้า เขานั่งมองบนฟ้ากับพ่อ และเขาก็เห็นดาวตกเป็นครั้งแรกในชีวิต และมันกลายเป็นความหลงใหลส่วนตัวถึง ‘บางสิ่ง’ที่อยู่บนฟ้านั่น

‘มันช่างปลอบประโลมใจได้ดีเหลือเกิน นับจากช่วงเวลานั้น ผมไม่เคยมองไปที่ท้องฟ้าและคิดว่ามันเป็นสถานที่ที่เลวร้ายอะไรเลย’

ความโดดเดี่ยวและไม่มีเพื่อน ทำให้เด็กชายสตีเวนต้องหาอะไรทำ จะไปมุ่งเรื่องเรียนก็ไม่เก่ง หรือเอาดีด้านกีฬาก็ไม่ถนัด เขาจึงเลือกใช้เวลาว่างไปกับการถ่ายทอดจินตนาการผ่านกล้อง 8 มม. ของพ่อ เริ่มแรกก็นำมาถ่ายชุดรถไฟของเล่นในวัย 12 ขวบ และต่อมาก็ใช้กล้องไปถ่ายหนังสั้น เพื่อแลกกับตราลูกเสือที่โรงเรียน

พออายุได้เพียง 16 ปี สตีเวนก็เริ่มเล่นใหญ่ขึ้นด้วยการตัดสินใจถ่ายหนังไซไฟ – ระทึกขวัญ ความยาว 140 นาที ที่ชื่อว่า Firelight (1964) ด้วยทุนสร้างจากพ่อราว ๆ 500 เหรียญ และสามารถคืนทุนได้เสียด้วย เมื่อเขาได้นำเข้าไปฉายในโรงภาพยนตร์ท้องถิ่นแห่งหนึ่ง

ในเมื่อชีวิตของสปีลเบิร์กมันชัดเจนในความชอบและหลงใหลในภาพยนตร์ถึงเพียงนี้ เขาจึงวางแผนชีวิตในการศึกษาต่อที่ California State University, Long Beach และสปีลเบิร์กก็ทำแสบโดยเขาตัดสินใจมุ่งไปทำงานจริงเลย โดยจัดแจ้งลงวิชาเรียนแค่สองวันต่อสัปดาห์ ส่วนเวลาที่เหลือก็ไปฝึกงานที่สตูดิโอ Universal แบบไม่รับค่าจ้าง เพื่อหวังการเรียนรู้แบบครูพักลักจำ สร้างคอนเนคชั่น และเผื่อว่าจะมีโอกาสที่สามารถสร้างความประทับใจต่อผู้บริหารของสตูดิโอให้มองเห็นเขาได้

จนกระทั่งสปีลเบิร์กได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Amblin (1968) หนังสั้นความยาว 26 นาที ที่คราวนี้ความโดดเด่นของหนัง มันไปเตะตาผู้บริหารสตูดิโอคนหนึ่งเข้าอย่างจัง ซิดนีย์ ไชน์เบิร์ก รองประธานสตูดิโอ จึงกลายเป็นคนแรกที่เห็นพรสวรรค์ของสปีลเบิร์ก และจับสปีลเบิร์กเซ็นสัญญาเป็นผู้กำกับของสตูดิโอ ทำให้สปีลเบิร์กกลายเป็นผู้กำกับที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เซ็นสัญญาระยะยาว (7 ปี) กับสตูดิโอขนาดใหญ่

ภาพโดย Sanook.com

ด้วยความที่อายุยังน้อย ในช่วงแรกสปีลเบิร์กจึงยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากทีมงานเท่าไหร่ ด้วยคำครหาที่ทีมงานคิดว่าสปีลเบิร์กคือเด็กเส้นของไชน์เบิร์กที่ไม่ได้เก่งจริง แต่ในเวลาต่อมา ภาพยนตร์เรื่องแรกที่สปีลเบิร์กประกาศศักดาคือหนังทีวีระทึกขวัญอย่าง Duel (1971) ที่ได้คำชมไปมากโข แถมยังเข้าชิงลูกโลกทองคำสาขาหนังทีวียอดเยี่ยมอีกด้วย จนเป็นใบเบิกทางให้เขาได้กำกับหนังใหญ่ฉายโรงเรื่องแรก ก็คือ The Sugarland Express (1974) ที่ได้คำชมไปพอสมควร

นำมาซึ่งหนังพลิกชีวิตและเปลี่ยนโฉมหน้าของฮอลลีวูดไปโดยสิ้นเชิง จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า ‘หนังบล็อกบัสเตอร์’ และเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวของผู้กำกับที่ชื่อสตีเวน สปีลเบิร์ก ที่ชื่อนี้จะกลายเป็นชื่อที่โด่งดังไปทั่วโลกเพียงชั่วข้ามคืน

หนังเรื่องนั้นชื่อว่า Jaws (1975)

หนังฉลามพลิกชีวิตสู่ผู้กำกับเอลิสต์

เอาเข้าจริงแผนการสร้างหนังอย่าง Jaws ไม่ได้เป็นแผนแรกของสปีลเบิร์กในตอนนั้น หากแต่ดูเป็นงานคั่นเวลาเท่านั้น เพราะหนังที่เขาอยากสร้างจริง ๆ คือหนังมนุษย์ต่างดาวเรื่องหนึ่ง แต่ติดปัญหาตรงที่ขั้นตอนการเขียนบทยังไม่ลงตัว (ที่ในภายหลังแฟนหนังสปีลเบิร์กรู้กันดีว่ามันคือหนังอย่าง Close Encounters of the Third Kind (1977)) สปีลเบิร์กจึงตัดสินใจหยิบนิยายขายดีเรื่องหนึ่งที่วางอยู่ในออฟฟิศของสตูดิโอที่เขาหยิบมาอ่านเล่น มาดัดแปลงให้เป็นหนัง นิยายเรื่องนั้นคือ Jaws ของ ปีเตอร์ เบนซ์ลีย์

แม้จะเป็นนิยายขายดี แต่นี่ไม่ใช่นิยายที่มีเรื่องราวที่เหมาะกับการสร้างหนังนัก ด้วยเรื่องราวที่ไม่ได้มีแกนหลัก แต่เน้นฉากฉลามไล่กินคนเป็นหลักเสียมากกว่า สปีลเบิร์กจึงต้องใช้มนต์ในการสร้างเรื่องราวเพิ่มเติม และเลือกหยิบเฉพาะไอเดียอย่างฉลามกินคน มาวางเป็นแกนหลักของหนังแทน แล้วใส่เรื่องราวตัวละครอื่น ๆ เสริมเข้าไป

เรื่องเล่าคลาสสิกตลอดกาลของวงการฮอลลีวูด คือปัญหาด้านการถ่ายทำอันเป็นตำนาน ซึ่งเรื่องเล่าของการถ่ายทำภาพยนตร์ฉลามบุกเรื่องนี้ ก็เป็นหนึ่งในตำนานของการถ่ายทำที่เต็มไปด้วยปัญหาร้อยแปดพันเก้า

ไล่ตั้งแต่สปีลเบิร์กเลือกที่จะถ่ายทำหนังในสถานที่จริงทั้งหมด ซึ่งก็คือทะเลจริงทั้งเรื่อง แทนที่จะเลือกถ่ายทำในแทงค์น้ำยักษ์ในสตูดิโอเพื่อการควบคุมองค์ประกอบแวดล้อมได้ง่ายกว่า ดังนั้นเราจึงเห็นภาพทีมงานกว่า 200 ชีวิต อยู่ที่เกาะ Martha’s Vineyard อันเป็นโลเคชั่นหลักของหนัง ก็ปรากฏปัญหามากมาย ตั้งแต่เรือใบของนักท่องเที่ยวในฤดูร้อนที่เข้าเฟรมภาพขณะถ่ายทำ ปัญหาเรื่องคลื่นน้ำธรรมชาติที่เดี๋ยวแรงเดี๋ยวเบาจนพัดพาเรือของทีมงานและจุดที่บล็อกกิ้งไว้ผิดเพี้ยนไป

และที่สำคัญคือปัญหาของหุ่นฉลามที่ต้องนำมาเข้าฉาก ที่ก็ระเบิดเป็นชิ้น ๆ และจมลงก้นทะเลต่อหน้าต่อตาทีมงานตั้งแต่วันแรกที่นำมาใช้งาน! เรื่องราวชวนปวดหัวของหนังเรื่องนี้ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญของฮอลลีวูดหลังจากนี้ไปโดยปริยาย ว่าหากจะถ่ายหนังที่มีโลเคชั่นหลักเป็นน้ำหรือทะเล อย่าได้คิดถ่ายทำในสถานที่จริงเป็นอันขาด!

อาจเป็นเรื่องดีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่อสปีลเบิร์กตัดสินใจแก้ปัญหาเรื่องฉลามด้วยการใช้วิธีการเล่าเรื่อง การตัดต่อและมุมกล้องแทน กล่าวคือ แทนที่เราจะได้เห็นฉลามทั้งตัว สปีลเบิร์กใช้กลวิธีใช้มุมกล้องแทนสายตาฉลามที่พุ่งเข้าหาตัวละครแทน โดยเผยให้เห็นแค่ครีบ หรือบางส่วนของฉลามเท่านั้น และใช้จังหวะการตัดต่ออันยอดเยี่ยมในการสร้างความตื่นกลัว และดนตรีประกอบของ จอห์น วิลเลียม ที่ทุกวันนี้ดังขึ้นมา ภาพของฉลามยังตราตรึงในหัว

เพราะหากดูดี ๆ ทั้งที่เป็นหนังฉลาม แต่เราได้เห็นฉลามแบบเต็ม ๆ ตาน้อยมาก ๆ กว่าจะได้เห็นนั่นคือเข้าช่วงท้ายเรื่องเข้าไปแล้ว หากแต่ฉากก่อนหน้านี้สปีลเบิร์กได้ใช้กลวิธีทางภาพยนตร์ต่าง ๆ ที่ทำให้คนดูกลัวจับใจไปเรียบร้อย ทั้งที่ไม่เห็นมันด้วยตา แต่จินตนาการในหัวคนดูนั้นถูกสปีลเบิร์กร่ายมนต์สะกดนำพาต่อมความกลัวไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้

ภาพโดย Mental Floss

ไม่รู้เหมือนกันว่าหากการถ่ายทำไม่ได้มีปัญหา สปีลเบิร์กจะใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้หรือไม่ แต่อย่างหนึ่งที่ชัดเจนคือสปีลเบิร์กได้แก้ปัญหาด้วยการงัดกลวิธีการด้านภาพยนตร์แบบฉบับของตัวเองออกมา และผลลัพธ์มันออกมายอดเยี่ยมกว่าที่คิดไปมาก

ความสำเร็จของหนังนับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่พลิกโฉมฮอลลีวูด หนังเรื่องนี้เกิดกระแสให้ผู้ชมไม่กล้าลงทะเลไปพักใหญ่เพราะกลัวฉลามจับใจ นอกจากนั้นการที่ตัวหนังทำรายได้ถล่มทลายระดับ 260 ล้านเหรียญในอเมริกา (ซึ่งก็คือหนังที่ทำรายได้ในประเทศสูงที่สุดแล้วในเวลานั้น) ได้กำเนิดศัพท์อย่างหนังบล็อกบัสเตอร์ ที่กล่าวได้ว่าเป็นหนัง High Concept หนังฟอร์มใหญ่ เป็นต้น และเปลี่ยนให้ช่วงซัมเมอร์กลายเป็นช่วงของหนังฟอร์มใหญ่ไปโดยปริยาย ทั้งที่ก่อนการมาของ Jaws ช่วงเวลาซัมเมอร์ต่างเป็นช่วงเวลาที่รู้กันดีว่าเป็นช่วงของหนังเกรดบีที่ค่ายหนังไม่ค่อยมั่นใจในคุณภาพของมันสักเท่าไหร่นัก 

นอกจากนั้นคำว่ากลวิธีการฉายแบบปูพรม คือฉายพร้อมกันทั่วประเทศ 4000 โรง ก็เริ่มจากภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวนำ เพราะก่อนหน้านี้ การเข้าฉายของหนังฟอร์มใหญ่จะไม่ได้เป็นการฉายพร้อมกันหมด แต่จะเข้าโรงใหญ่ของแต่ละเมืองก่อน แล้วค่อย ๆ กระจายไปตามโรงหนังขนาดกลาง ๆ แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจากความสำเร็จของหนังฉลามอย่าง Jaws

และแน่นอนว่าชื่อของ สตีเวน สปีลเบิร์ก กลายเป็นชื่อที่บรรดาคอหนังทั่วโลกจำได้ขึ้นใจนับตั้งแต่นั้น

การทดลองและความกล้าที่จะก้าวผ่านความเป็นเด็ก

หลังจากความสำเร็จของ Jaws สปีลเบิร์กกลายเป็นผู้กำกับที่ไม่ว่าอยากทำอะไรแค่ขอให้บอก เขาเนื้อหอมในระดับที่สามารถทำตามใจตัวเองได้ จากการที่ผลงานต่อมาก็คือการหวนกลับไปทำหนังดราม่า ไซไฟ ที่อยากทำมานานอย่าง Close Encounters of the Third Kind ที่หน้าหนังดูจะขายยาก แต่ด้วยอิทธิพลจากชื่อของสปีลเบิร์กและหน้าหนังที่น่าตื่นตา ก็ยังพาให้หนังดราม่า ไซไฟ เรื่องนี้ทำรายได้ประเทศไปถึง 116 ล้านเหรียญ และสปีลเบิร์กก็ยังคงทดลองอยากทำอะไรที่ยังไม่เคยทำต่อไป ด้วยการไปกำกับหนังสงครามเปี่ยมอารมณ์ขันอย่าง 1941 (1979) แต่คราวนี้เสียงตอบรับไม่ค่อยดีนักทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์

นำมาซึ่งงานอีกงานที่ถือเป็นตำนานอีกชิ้นของตัวละครไอคอนของโลกภาพยนตร์อย่าง อินเดียน่า โจนส์ (อินดี้) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากที่ว่าสปีลเบิร์กไปพักผ่อนกับเพื่อนซี้อย่าง จอร์จ ลูคัส (ที่ในเวลานั้นประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ Star Wars (1977) ไปแล้ว) โดยสปีลเบิร์กเล่าให้ลูคัสฟังว่าเขาอยากกำกับหนัง เจมส์ บอนด์ สักเรื่อง แต่ลูคัสกลับเสนอตัวละครหนึ่งที่คิดไว้ในหัวพร้อมบอกให้สปีลเบิร์กสร้างเจมส์ บอนด์แบบของตัวเองดีกว่า

ตัวละครนักโบราณคดีสวมหมวก มีแส่เป็นอาวุธ ภาพในหัวลูคัสถูกถ่ายทอดสู่สปีลเบิร์ก หลังจากได้ยินไอเดียคร่าว ๆ สปีลเบิร์กก็เกิดความสนใจทันที และมันนำมาซึ่งหนังผจญภัยในตำนานอย่าง Raiders of the Lost Ark (1981) หนังเรื่องแรกของตัวละครอินดี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนมีภาคต่อตามมาอีกถึง 3 เรื่อง ได้แก่ Indiana Jones and the Temple of Doom (1984), Indiana Jones and the Last Crusade (1989) และ Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull (2008)

ต่อเนื่องกับการขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้งกับงานมนุษย์ต่างดาวที่คนทั่วโลกหลงรักกับงานอย่าง E.T. the Extra-Terrestrial (1982) ที่จัดเป็นหนังที่มีความเป็น ‘ส่วนตัว’ อีกเรื่องของสปีลเบิร์กที่เขานำความหลงใหลในเรื่องมนุษย์ต่างดาวในวัยเด็ก มาผสมกับปมการเล่าเรื่องของเด็กที่ต้องเผชิญกับปัญหาครอบครัวและได้พบมิตรภาพกับมนุษย์ต่างดาว อันเป็นความเหงาและเดียวดายแบบที่สปีลเบิร์กเองรู้สึกในตอนที่เขาเป็นเด็ก ซึ่งความยอดเยี่ยมและความน่าประทับใจของหนัง ก็ทำให้หนังทำรายได้ถล่มทลายกว่า 435 ล้านเหรียญในประเทศ อีกทั้งยังเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยมอีกด้วย

‘สำหรับผม E.T. เป็นทั้งเรื่องราวสำคัญเกี่ยวกับชีวิตวัยเยาว์ของผม
ขณะเดียวกันมันก็เป็นจุดจบความเป็นเด็กของผมด้วย
ความสำเร็จของหนังมอบความกล้าให้กับผม
ในการเริ่มไปจับประเด็นที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น’

ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากนั้น เพราะผลงานหลังจากนั้นสปีลเบิร์กได้หันไปจับงานที่เป็นดราม่าของผู้ใหญ่มากขึ้นจริง ๆ ตั้งแต่หนังดราม่าที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของหญิงสาวผิวดำในรัฐทางใต้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ถูกกดขี่ทั้งจิตใจและร่างกายใน The Color Purple (1985) ไปจนถึงการเล่าเรื่องความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่สองผ่านสายตาของเด็กชายคนหนึ่งที่ต้องเผชิญเหตุการณ์อันโหดร้ายที่ความไร้เดียงสาได้ถูกพรากไปในหนังอย่าง Empire of the Sun (1987)

ภาพโดย Showbiz Cheat Sheet

จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงยุค 90 ที่สปีลเบิร์กเริ่มหวนกลับมาทำหนังครอบครัวอย่าง Hook (1991) ที่หยิบเรื่องราวของ ปีเตอร์ แพน มาตีความใหม่ จนมาถึงสองโปรเจกต์สำคัญที่ส่งให้สปีลเบิร์กกลายเป็นสุดยอดผู้กำกับของโลกอย่างเต็มตัว และฉายาพ่อมดฮอลลีวูด ก็มาจากความสำเร็จของสองโปรเจกต์นี้ ที่เข้าฉายในปีเดียวกันนั่นเอง

เรื่องแรกของหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ปลุกแฟชั่นสัตว์โลกล้านปีให้กลับมานิยมอีกครั้งอย่าง Jurassic Park (1993) เรื่องที่สองคือหนังดราม่าสุดมืดหม่นที่เล่าเรื่องชีวิตชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สองอย่าง Schindler’s List (1993)

พ่อมดฮอลลีวูด

มันจะมีสักกี่ครั้งกันที่ภายในปีเดียว ผู้กำกับคนหนึ่งจะปล่อยหนังออกมาสองเรื่อง ซึ่งทั้งสองเรื่องนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งในแง่ของภาพลักษณ์หนังและกลุ่มเป้าหมายของมัน เรื่องแรกคือหนังตลาดจ๋าที่อุดมไปด้วยความบันเทิงเต็มรูปแบบ ผ่าน Special Effects สุดตื่นตาตื่นใจ เรื่องหลังคือหนังสีขาวดำดราม่าหนัก ๆ เกี่ยวกับชีวิตอันน่าเวทนาของชาวยิวในค่ายกักกันนาซี ความยาว 195 นาที ที่มีเป้าหมายคือมุ่งตรงส่งเข้าประกวดตามเวทีรางวัลต่าง ๆ อย่างชัดเจน

ซึ่งทั้งสองเรื่องต่างไปถึงจุดหมายปลายทางในเส้นทางของตัวเองอย่างสง่างาม

หนังสัตว์โลกล้านปีอย่าง Jurassic Park กลายเป็นอีกหนึ่งหนังบล็อกบัสเตอร์ในตำนานที่กระแสความฮิตของมันกระจายไปทั่วโลก สร้างให้กระแสไดโนเสาร์ฮิตระเบิด กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของ Pop Culture ของยุค 90 อย่างปฏิเสธไม่ได้ และรายได้ระดับ 357 ล้านเหรียญในประเทศ รวมตลาดต่างประเทศ 912 ล้านเหรียญ สามารถพิสูจน์ถึงความโด่งดังของมันได้ดี

ในเรื่องของตัวหนัง นอกจากคุณภาพที่สปีลเบิร์กนั้นเหมือนกับร่ายมนต์สะกดคนดูด้วยวิธีการอันเฉพาะตัว ที่คล้ายกับเราดูหนัง Jaws แต่เปลี่ยนฉลามเป็นไดโนเสาร์แทน เปลี่ยนฉากหลังจากทะเลให้เป็นธีมปาร์คสัตว์โลกล้านปีที่ไร้ระบบความปลอดภัย หลายครั้งหลายหน สปีลเบิร์กใช้การเล่าเรื่องที่เหมือนง่ายและเบสิก เช่นช็อตภาพแก้วน้ำที่น้ำภายในแก้วสั่นสะเทือนเป็นจังหวะ เพราะบางสิ่งกำลังเข้ามาใกล้ หรือฉากหลบไดโนเสาร์พันธุ์นักล่าอย่าง แร็พเตอร์ ในห้องครัว ทั้งสองฉากนี้ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรเป็นพิเศษ หากแต่เป็นการเลือกกลวิธีการเล่าเรื่อง การกำกับจังหวะอันเด็ดขาดและชาญฉลาด ที่ทำให้คนดูอกสั่นขวัญแขวนพร้อมกับได้รับความบันเทิงสุดขีดกับภารกิจเอาชีวิตรอดคราวนี้ คำว่าร่ายมนต์ในทีนี้ จึงไม่ใช่งานเทคนิคพิเศษตื่นตาตื่นใจเท่านั้น แต่มันคือการงัดวิธีการเล่าเรื่องที่กลับสู่ความเรียบง่ายที่สุด ทว่าได้ผลทางความรู้สึกมากกว่า

นอกจากนั้นงานด้าน Special Effects ของหนังเรื่องนี้ ก็เปรียบเหมือนจุดเริ่มต้นการปฏิวัติงานด้านเทคนิคพิเศษของฮอลลีวูดที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน เพราะช่วงเวลาเกือบ 30 ปีที่แล้ว การสร้างไดโนเสาร์ที่สมจริงให้ปรากฏบนจอได้อย่างยิ่งใหญ่ขนาดนั้น มันคือห้วงเวลาที่คนดูต้องอ้าปากค้างในคราวแรกที่เห็น

สำหรับ Schindler’s List นี่คือหนังที่เป็นส่วนตัวอีกเรื่องของสปีลเบิร์ก ด้วยสายเลือดยิวที่มีอยู่เต็มตัว ทำให้ในคราแรกเขาไม่มั่นใจว่าเขาสามารถกำกับหนังเรื่องนี้ออกมาได้ดี เพราะเขาไม่อาจก้าวข้ามความเจ็บปวดและโหดร้ายของสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนร่วมชาติ (หรืออีกแง่คือเหล่าบรรพบุรุษ) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองได้

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สปีลเบิร์กกลับมองเห็นว่า นี่เป็นโอกาสสำคัญที่สามารถถ่ายทอดประวัติศาสตร์นี้ลงแผ่นฟิล์ม เขาจึงลงแรงอย่างเต็มที่ในแง่ของวิธีการนำเสนอ ตั้งแต่การเลือกใช้ภาพขาว-ดำตลอดทั้งเรื่อง มีการเล่าเรื่องคล้ายสารคดีในช่วงแรกของหนังเพื่อให้เหมือนกับ ‘หนังข่าว’ ในอดีต รวมถึงแอบใส่ฉากที่ดูเหลือเชื่อที่มีความบีบคั้นทางอารมณ์แบบแอบซ่อน ทว่าสะเทือนใจอย่างสูง (คนที่เคยดูคงไม่มีใครลืมฉากเด็กผู้หญิงในชุดแดง) ที่สำคัญคือไม่ประนีประนอมในการถ่ายทอดภาพความโหดร้ายที่คนยิวถูกกระทำ เสมือนว่าคุณค่าชีวิตของชาวยิวในช่วงเวลานั้นมีค่าน้อยยิ่งกว่าผักปลา และสามารถถูกพิพากษาชีวิตให้จบลงข้างทางเพียงเพราะเป็นคนยิวได้เลย

ซึ่งผลลัพธ์คราวนี้ของ Schindler’s List นอกจากมันทำรายได้ในระดับที่โอเคแล้วสำหรับหน้าหนังดราม่าหนัก ๆ แบบนี้ ตัวหนังยังเดินทางไปถึงเวทีออสการ์ โดยมันสามารถคว้ารางวัลใหญ่ได้สำเร็จทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม อันเป็นออสการ์ตัวแรกของสปีลเบิร์กไปโดยปริยาย

ภาพโดย Deseret News

จากความสำเร็จของหนังทั้งสองเรื่องนี้ ที่เข้าฉายปีเดียวกัน เรื่องหนึ่งเป็นหนังบันเทิงที่เป็นแชมป์ทำเงินสูงสุดประจำปี อีกเรื่องคือหนังดราม่าที่คว้าออสการ์รางวัลใหญ่มาได้ครบ

ทั้งสองเรื่องมีผู้กำกับคนเดียวกันคือสตีเวน สปีลเบิร์ก และฉายาพ่อมดฮอลลีวูดก็บังเกิดขึ้นด้วยเหตุนี้เอง

ก้าวต่อไปกับความท้าทายในห้วงปลายอาชีพ

หลังก้าวสู่จุดสูงสุด สปีลเบิร์กดูสนุกกับการทำหนังหลากหลายแนวที่แตกต่างกันไป เขาอยู่ในสถานะลอยตัวที่สามารถทำตามใจตัวเองได้ แต่เราก็ได้เห็นงานที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นตามกาลเวลา ไล่ตั้งแต่การหวนกลับไปทำหนังที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองอีกครั้ง ที่คราวนี้เปลี่ยนมุมมองมาที่ฝั่งทหารอเมริกันใน Saving Private Ryan (1998) ที่ถูกยกย่องให้เป็นหนังสงครามที่ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง โดยมีฉากในตำนานคือฉากเปิดเรื่องที่เป็นฉากยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีของทหารฝั่งสัมพันธมิตรในวัน D-Day อันลือลั่น ที่สปีลเบิร์กสามารถถ่ายทอดความสมจริงของบรรยากาศในสนามรบได้อย่างน่ากลัวจนขนลุกขนพอง หนังเรื่องนี้ทำให้สปีลเบิร์กได้ออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมตัวที่สองมาครอง

รวมถึงหนังที่แม้หน้าหนังจะดูเป็นหนังตลาดก็ตาม หากแต่เนื้อหาของหนังได้แฝงแนวคิดและการสะท้อนประเด็นบางอย่างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานอย่าง A.I. Artificial Intelligence (2001) หนังไซไฟดราม่าของหุ่นยนต์เด็กที่อยากเป็นมนุษย์ Minority Report (2002) หนังไซไฟอาชญากรรม ที่แฝงแนวคิดของผลกระทบในแง่ลบของเทคโนโลยี และงานฟีลกู้ดเรียบง่ายที่พูดถึงความสัมพันธ์มนุษย์ใน The Terminal (2004)

แต่สปีลเบิร์กยังไม่หยุดเรียนรู้ เพราะเรายังได้เห็นงานที่เขาสนุกกับการปรับตัวเข้ากับยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นงานหนังที่ใช้เทคโนโลยี Motion Capture ผสมแอนิเมชั่นเรื่อง The Adventure of Tintin (2011) งานย้อนกลับสู่หนังแนวแฟนตาซีสำหรับเด็กอย่าง The BFG (2016) และหนังไซไฟ ผจญภัยขวัญใจชาวเนิร์ด Pop Culture ยุค 80-90 อย่าง Ready Player One (2018)

การที่สปีลเบิร์กปรับตัว เรียนรู้เทรนด์หนัง และกระตือรือร้นในการสร้างความท้าทายกับโปรเจกต์ใหม่ตลอดเวลา ทำให้ตัวเขายังไม่ตกยุค และสามารถอยู่ร่วมสมัยพร้อมกับผู้กำกับฝีมือดีรุ่นใหม่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ กลายเป็นผู้กำกับที่ทำได้ทั้งหนังเพื่อความบันเทิงฟอร์มใหญ่ และหนังหวังรางวัล

อย่างล่าสุดที่เราเพิ่งได้มีโอกาสดูหนังอย่าง West Side Story (2021) ที่เป็นการหยิบบทละครเวทีชื่อดังในช่วง 1957 มาสร้างใหม่ ซึ่งต้องบันทึกไว้ว่ามันได้เคยถูกหยิบมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันมาแล้วในปี 1961 ซึ่งก็โด่งดังและประสบความสำเร็จระดับคว้าออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาแล้ว นอกจากการต้องแบกรับความกดดันในฐานะที่หนังเวอร์ชั่นก่อนเคยจารึกตำนานเอาไว้ West Side Story ก็นับเป็นหนังแนวมิวสิคัลเรื่องแรกที่สปีลเบิร์กกำกับอีกด้วย

มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่าในวัย 75 ปี จิตใจและความคิดสร้างสรรค์ภาพยนตร์ของสปีลเบิร์กยังไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่างานที่ทันยุคทันสมัย หรืองานที่พร้อมหวนกลับสู่รากเหง้าของภาพยนตร์แบบดั้งเดิมก็ตาม


อ้างอิง

บทความ ‘Steven Spielberg’s A kind of Biography มองตัวตนผ่านหนัง สตีเว่น สปีลเบิร์ก’ โดย สุภางค์ ศรีเสริมเกียรติ
บทความวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง Jaws, E.T. the Extra-Terrestrial, Jurassic Park และ Schindler’s List โดย ประวิทย์ แต่งอักษร
www.imdb.com
www.boxofficemojo.com

ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด LIFETIME

ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม

ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.

Srawut··1 min read

จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  

การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง

Srawut··1 min read

เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?

สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก

Srawut··1 min read

“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”

สหรัฐเริ่มสกัดกั้นเรือเข้า-ออกท่าเรืออิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะจีนประกาศต้องการเข้าถึงพลังงาน สร้างเกมมหาอำนาจสามเหลี่ยมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง

Srawut··1 min read