ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
เรื่องราวตั้งแต่ก้าวแรกของการเดินทาง จนถึงตอนนี้ของ Television off

เรื่องราวตั้งแต่ก้าวแรกของการเดินทาง จนถึงตอนนี้ของ Television off

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
8 min read

ในช่วงที่ปีที่แล้วสถานการณ์โรคระบาดทำให้ทุกคนต้องกักตัวเองอยู่ในบ้าน เวลาในแต่ละวันที่ผ่าน ๆ ไปของตัวผู้เขียนที่หมดไปกับการเรียนออนไลน์ ปั่นงานวิจัยจบ ดูหนัง และที่ขาดไม่ได้คือการฟังเพลงผ่านแอปสตรีมมิ่ง ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ผมได้จดจ่ออยู่กับงานที่ทำมากขึ้น เพราะในทางหนึ่งมันคือการตัดขาดจากโลกภายนอก

วันหนึ่งระบบ Algorithm ของแอปสตรีมมิ่งเพลงเจ้าที่ผมใช้มันเป็นประจำเปิดเพลงหนึ่งเพลงขึ้นมา เพลงนั้นทำให้ผมต้องหยุดทุกกิจกรรมที่ทำทุกอย่าง เพื่อที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่าเพลงที่กำลังเล่นอยู่นี้ใครเป็นคนร้อง

ในวันที่ฟ้าดูประหลาดไป (ไม่เหมือนเดิม)
เมื่อวานที่แหงนมองดูอบอุ่นกว่านี้ (กว่าวันนี้)
ทำไมเมฆขาวดูไม่สดและใส (ฟ้าสีคราม)
เมื่อวานที่แหงนมองยังอบอุ่นในหัวใจ (ในหัวใจ)

นี่คือเพลงที่ผมได้ฟังในวันนั้น ชื่อเพลงว่า ฟ้าประหลาด เป็นเพลงจากศิลปินกลุ่มหน้าใหม่ในนาม Television off ที่ประกอบไปด้วยสมาชิก 4 คน นำโดย เฟิร์ส-นัฐวุฒิ จำจด (นักร้องนำ), โชค-ศุภโชค ฐิติทิพยะ (กีตาร์), ลาภ-ศุภลาภ ฐิติทิพยะ (กีตาร์) และ โบ๊ท-จีรวัฒน์ อินทรพิทักษ์ (เบส) 

วันนี้เรามีนัดพูดคุยกับพวกเขาที่ออฟฟิศ Smallroom ซึ่งน่าเสียดายที่วันนั้นโบ๊ทป่วย เราจึงได้สัมภาษณ์กับพวกเขาเพียงสามคนที่เหลือ ซึ่งเรื่องราวที่พวกเขาถ่ายทอดก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด เพราะมันคือชีวิตในการทำงานเพลงร่วมกันตลอดมาที่พวกเขาต่างมีเรื่องราวที่น่าสนใจระหว่างกันมากมาย loans-cash.net

และมากไปกว่านั้นช่วงที่เราไปสัมภาษณ์ยังเป็นวันแรกที่พวกเขาจะปล่อย Single เพลง แค่ปล่อยให้เป็นแบบนี้ | Aight อีกด้วย รวมไปถึงเดือนหน้า ในวันที่ 3 กันยายนที่จะถึงนี้ พวกเขาทั้ง 4 คน รวมถึงเพื่อนร่วมค่ายอีก 5 ศิลปิน จะร่วมกันโชว์บนเวทีคอนเสิร์ต Punch Kicks หรือคอนเสิร์ตที่รวบรวม 6 ศิลปินหน้าใหม่ของค่ายมาทำโชว์ของตัวเองทั้งกระบวนการ ที่ไม่ใช่แค่การเตรียมโชว์ดนตรี แต่ได้ร่วมเตรียมงานในฝ่ายแสง สี เสียง Visual Effect ทั้งหมดบนเวทีอีกด้วย

มาร่วมรู้จักพวกเขาให้มากขึ้นจากเรื่องราวที่เราพุดคุยกับเขากัน

มีอะไรให้อ่านบ้างในบทความนี้?

ทั้ง 4 คนมาทำเพลงร่วมกันได้อย่างไร

ลาภ : จริงๆ ก็เป็นโชคกับลาภที่ทำเพลงด้วยกันก่อน เล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะอยู่ด้วยกัน ผมตีกลอง ส่วนโชคจะเล่นกีตาร์
โชค : ตอนนั้นเราสองคนเล่นวงโรงเรียนทั่วไปเลยครับ พอเข้าช่วงมหาวิทยาลัยก็ทำเพลงด้วยกัน 
ลาภ : ทำไปสักพัก ด้วยอารมณ์พี่น้องทำงานด้วยกัน มันมีบางครั้งที่สักพักก็เบื่อ แล้วก็ตีกันบ่อย ด้วยความที่เราเป็นพี่น้องเราจะไม่ค่อยเว้นระยะห่างกันมาก 
โชค : ก็เลยอยากลองที่จะเปลี่ยน หาคนใหม่ๆ มาบ้าง เพราะจะได้เปลี่ยนการทำงานก็เลยมาเจอเฟิร์สที่กำลังเมาอยู่
เฟิร์ส : ใช่ครับ ตอนนั้นไปเจอกันที่ร้านเหล้า
โชค : ที่จริงผมเป็นเด็กเสิร์ฟ เห็นมันนั่งร้องเพลงอยู่
เฟิร์ส : ไม่ใช่อะไรหรอก คือเมาแล้วคุยกัน ตอนนั้นผมอะเรียนดนตรี ลาภก็บอกว่ามีวง เราก็คุยกันว่าน่าจะประมาณเดียวกันก็เลยลองดู
โชค : ส่วนโบ๊ทก็รู้จักกันอยู่แล้ว ก็เลยได้มาทำวงด้วยกัน

แนวดนตรีที่เล่นในช่วงแรกเป็นแนวไหน มีกลิ่นอายของ Television off ในปัจจุบันหรือไม่

เฟิร์ส : ไม่เลยครับ อย่างเพลงแรกที่ปล่อยมามัน Dream Pop มาก แล้วพอทำไปทำมาเพลงหลังๆ รู้สึก Post ขึ้น หลังมาก็จะมีความเป็น Post หน่อย
ลาภ : จะมีความ Pop Rock หน่อยครับ จริงๆ ตอนทำเราก็ไม่ได้คิดหรอกว่าอยากเป็นแนวอะไร พอทำๆ มาแล้วมันเป็นแบบนี้ครับ แล้วค่อยมาหาอีกทีว่าเราเป็นแนวอะไร

ในช่วงแรกของการทำวง แบ่งพาร์ตการทำวงกันอย่างไร

โชค : ถ้าในชุดแรกจะเป็นโชคเขียนเนื้อกับทำนอง แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยฟิกซ์
เฟิร์ส : แต่ละเพลงจะไม่เหมือนกันเลย
ลาภ : ใช่ ใครคิดอะไรออกก็โยนมา ไม่ได้มีระบบในการทำ
เฟิร์ส : แต่หลักๆ โชคกับลาภจะเป็นคนทำ เช่นขึ้นดนตรีหรือโครงมาแบบนี้
ลาภ : อาจจะเพราะอยู่ด้วยกัน มันก็เลยเริ่มง่ายกว่า
เฟิร์ส : พอได้โครงเป็นชิ้นเป็นอันก็ไปรวมกัน ไปดูกันว่าอันไหนชอบ อันไหนจะแก้อะไร อันไหนจะเพิ่มอะไร ก็ค่อยไปคุยกัน
โชค : วงจะค่อยๆ เริ่มทำตั้งแต่นับ 1 จะไม่ค่อยทำรวมกันเพราะว่าผมเชื่อเพลงมันต้องขึ้นมา 80% มันจะถึงมา Brainstorm กันได้
ลาภ : เพราะว่าถ้าเริ่มจากหลายๆ คนมันจะยาก เหมือนหลายๆ คนมารวมกันวาดรูปรูปเดียว มันก็จะยากๆ หน่อย

อย่างเพลงฝันที่ไม่ปลอดภัย มันมีจุดเริ่มต้นเป็นมาอย่างไร

โชค : คือจริงๆ เพลงนี้ไม่ได้ตั้งใจเล่าเรื่องเกี่ยวกับความฝัน มันเป็นเรื่องเวลาผมเครียด ผมจะชอบง่วงนอน เลยเอามาแต่งว่าเราชอบหนีปัญหา เครียดปั๊บจะนอนเลย แต่พอตื่นมาปัญหาก็ยังอยู่ 
ลาภ : มันเป็นเหมือนอาการคนที่เจอแรงกดดันหรือเครียดมากแล้วร่างกายมันจะสั่งให้เราไปนอน 
โชค : ซึ่งพอเราเครียดมากๆ เราจะนอนจนไม่อยากตื่น คือแบบนอนซมอยู่อย่างนั้นทุกวันก็เลยเขียนไปท่อนหนึ่งว่า “ตื่นขึ้นมาก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน” เพราะว่ามันเหมือนเดิมเราแค่หนีปัญหา

อุปสรรคในช่วงที่ทำวงด้วยกันคืออะไร เพราะช่วงนั้นแต่ละคนก็ยังทำงานประจำกันอยู่ด้วย

โชค : มีช่วงที่ทำงานประจำ ก็ไม่ค่อยเป็นอุปสรรคเท่าไหร่ เพราะผมไม่ค่อยได้เข้าออฟฟิศ
ลาภ : แต่พอปล่อยเพลงแรกมา โควิดก็เข้ามาเลย
โชค : ก็มายาวถึงทุกวันนี้เลย แต่ตอนนี้มันค่อนข้างจะผ่อนคลายมากขึ้นแล้ว 
ลาภ : แต่ก็ยังเป็นแบบนี้ยาวจนเราปล่อยเพลงที่ 3 ที่ 4 แล้วก็ยังไม่หายสักที
เฟิร์ส : แต่ถ้าพูดถึงความลำบากจริงๆ มันน่าจะเป็นพวกเรื่อง Budget ของเรามากกว่า
โชค : ใช่ เรื่อง Budget ตอนนั้นเป็นปัญหามาก เพราะเราไม่ได้มีค่ายเพลงด้วย
เฟิร์ส : เพราะตอนนั้นเราพึ่งเรียนจบมาใหม่ๆ กันเลย แล้วก็บางคนไม่มีตังค์ก็ทุบหม้อข้าวจริงๆ 
โชค : มันมีปัญหาเรื่องที่แบบเราทำวงใหม่ๆ เรายังไม่เห็นเส้นทางข้างหน้าว่ามันจะชัดหรือเปล่า เราก็จะขี้เกียจ ด้วยอารมณ์ที่ว่าเดี๋ยวค่อยทำ มันยังดูไม่ค่อยจริงจังในช่วงนั้น ซึ่งตอนนี้มันเป็นอาชีพแล้ว เราเลยต้องขยันกันมากขึ้น

ทำไมต้องชื่อ Televison off ก่อนหน้านั้นมีชื่ออื่นหรือไม่

เฟิร์ส : มีครับ ลาภจำได้ป่ะ
ลาภ : ตอนแรกจะหาชื่อวงพยางค์เดียวแบบวง Dept อะไรแบบนี้
เฟิร์ส : เคยคุยกันว่าชื่อพยางค์เดียวคนน่าจะจำกันง่าย แล้วก็พยายามตั้งเป้าจะให้เป็นพยางค์เดียว จำได้ว่าไปนั่งร้านเหล้าก็พยายามพูดชื่ออะไรที่มีในใจ
ลาภ : เราก็นั่งล้อมวงกันแล้วก็พยายามพูดคำเท่ๆ ออกมาพยางค์เดียว แต่จำไม่ได้แล้ว
เฟิร์ส : อะไรนะที่ต้องบอกว่าเป็นคำนาม (หัวเราะ) 
ลาภ : จริงๆ คำว่า Television มันเหมือนคำว่า Radiohead เรารู้สึกว่าคำว่า Television มันเก่าก็ได้ ใหม่ก็ได้ มันร่วมสมัยดี เป็นคำที่แบบเท่ดี
เฟิร์ส : พอพูดมาปุ๊บเราก็แบบเออ..
ลาภ : ผมก็ไม่รู้เหมือนกันทำไมต้องมีคำว่า off ลงท้าย คือว่าคำว่า Television มันมีชื่อวงแล้วไง เติมคำว่า off ไปจะได้ไม่เหมือนเขา
เฟิร์ส : แต่รู้สึกว่า off มันเท่กว่า on นะ (สมาชิกทุกคนหัวเราะ)
โชค : Television off , Television on ซึ่งเราก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับทีวีสักอย่าง (หัวเราะ) ไม่ได้มีความหมายกับชื่อนี้เลยแค่พูดขึ้นมามั่วๆ เฉยๆ แล้วก็ได้เป็นชื่อวงออกมา

คิดว่าเพลงอะไรที่ทำวงเป็นที่รู้จักมากขึ้น และคิดว่ามันเป็นแบบนั้นได้เพราะอะไร

ลาภ : ภาพทรงจำครับ ถ้าเป็นเรื่องหลักๆ ก็คือแนวเราชัดขึ้น แต่ว่ามันเป็นด้วยเรื่องของความสม่ำเสมอด้วยแล้วมันมาตกที่เพลงนี้พอดี เราปล่อยเพลงที่ 1, เพลงที่ 2, เพลงที่ 3 ก็พอเพลง 3 คนก็เริ่มรู้จักเยอะขึ้นพอดี
เฟิร์ส : อย่างเพลงฝันที่ไม่ปลอดภัย มันเป็นได้แง่ของการรู้จักในโซเชียลที่ดีขึ้น แต่สำหรับผมมองว่าเพลงที่ทำให้คนรู้จักคือ ให้เธอหายไป เพราะว่าทำให้คนที่ไม่ใช่แค่กลุ่มนี้ที่ได้ยินวงเรา (เพลงให้เธอหายไปปล่อยในช่วงที่วงได้เป็นศิลปินในค่าย Smallroom แล้ว – ผู้เขียน) 

ถ้าย้อนกลับไปการทำวงดนตรีในช่วงที่ยังอิสระอยู่ แล้วถ้าเกิดมันไม่ประสบความสำเร็จแล้วตอนนี้แต่ละคนจะทำอะไรกันอยู่

ลาภ : ก็น่าจะยังไม่ลาออกจากงาน แต่ยังทำเพลงกันอยู่เหมือนเดิมนะ ผมเคยคุยกับโชคเรื่องนี้สมัยตอนที่ยังทำวงเก่าเป็นเพลงฝรั่งเลย คุยกันว่าแบบก็จะทำไปเรื่อย ๆ 
เฟิร์ส : ทำเป็นแบบ Hobby
ลาภ : อาจจะไม่ได้จริงจัง ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่าต้องมีชื่อเสียง แต่ว่าพอมันมีโอกาสที่จะเป็นไปได้มันก็เริ่มคิด แต่ตอนนั้นเพลงปล่อยออกมา 2-3 พันวิว เราก็ไม่ได้คิดอะไร
เฟิร์ส : ส่วนผมก็น่าจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง หาอะไรทำ ไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ)

การที่วงเติบโตในช่วงที่โควิดมันระบาดหนักมาก มันส่งผลกระทบยังไงบ้างต่อ Television off

เฟิร์ส : ผมรู้สึกว่าวงผมถ้าไม่โดนโควิด เผลอๆ อาจจะไม่มีใครรู้จักก็ได้ พอโควิดมา แล้วคนมันได้อยู่บ้าน ได้เล่น Social มากขึ้น มันมีโอกาสที่จะได้เห็น ถ้าเกิด ณ วันนั้นคนส่วนใหญ่ทำงานกัน ก็อาจจะไม่เห็นวงเรามากขนาดนี้
ลาภ : ผมคิดว่าถ้าไม่มีโควิด เราจะมีโอกาสได้ไปเล่นมากขึ้น
โชค : มันจะมีความเจนสนามมากขึ้น 
ลาภ : คือเราไม่มีงานจนมาถึงเพลงที่ 3 เลยถึงเพิ่งจะมีงาน

เพลงของ Television off มักจะเป็นเพลงที่พูดถึงช่วงเวลา อย่างเพลงฝันที่ไม่ปลอดภัย , ให้เธอหายไป มันจะมีคำนามเป็นตัวตั้งและมีคำขยายความเรื่องของสถานการณ์เวลาตามหลัง คิดว่าอะไรทำให้เพลงเหล่านี้มีคนฟังมากขึ้น

ลาภ : เพราะว่ามันเศร้า มันอกหักด้วยล่ะ คนที่เขามีความสุขมากๆ เขาคงไม่ฟังเพลง คนที่เขาฟังเพลงมากๆ อาจจะเพราะเขาอกหัก
โชค : แล้วที่มันเกี่ยวกับเรื่องของช่วงเวลาในอดีต เพราะว่าผมเคยลองนะแบบแซดๆ อะไรมาแล้วแต่งเพลง มันไม่เสร็จ ต้องปล่อยทิ้งไว้ เพราะเวลาผมเครียดผมจะไม่ทำอะไรเลย อย่างฝันที่ไม่ปลอดภัยก็จะหลับอย่างเดียว ต้องปล่อยให้มันผ่านไปก่อนถึงจะมานั่งเขียน

แล้วทำไมมักพูดถึงช่วงเวลา

เฟิร์ส : ผมว่าแต่ละคน ผมรู้สึกเขาก็มีทั้งดีและแย่ในที่ผ่านมา (หัวเราะ) 
โชค : แต่ของผมอย่างที่บอกไปเลย ผมไม่ชอบทำอะไรที่มัน ณ ปัจจุบัน อย่างเรื่องอะไรเศร้าๆ ก็เลยต้องยกเรื่องในอดีต ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องในอดีตที่เอามาเขียนเพลง

แล้วทำไมมันถึงประสบความสำเร็จในแง่ของคนฟังที่เพิ่มมากขึ้น และมีคนรู้จักมากยิ่งขึ้น

เฟิร์ส : จริง ๆ ผมว่ายังไม่ประสบความสำเร็จนะ (หัวเราะ)
โชค : ผมว่ามันเป็นเพราะปัจจัยอื่นด้วยนะ เพราะเมโลดี้หรือทำนอง 
ลาภ : อาจเพราะว่าเพลงมันไม่ได้เข้าใจยาก มันก็ยังเป็นเรื่องที่อยู่ใน Common sense ที่เข้าใจได้อยู่ 

คิดว่ามันมีเรื่องของประสบการณ์ร่วมของคนฟังด้วยหรือไม่

เฟิร์ส : ผมว่ามีส่วน เพราะอย่างการฝัน ทุกคนมันฝัน ซึ่งผมก็เชื่อว่าทุกคนแม่งฝันไม่ดีบ้างล่ะ หรือฝันไม่ปลอดภัยบ้าง เพราะทุกคนมันต้องนอนเลยฝัน (หัวเราะ) 

อยากให้พูดถึงช่วงเวลาที่แย่หรือดีของวง ในช่วงที่ผ่านมามันมีเหตุการณ์ไหนบ้าง

โชค : ถ้าตอนที่ Happy มาก ๆ ก็เซ็นสัญญากับค่าย เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่คาบเกี่ยวระหว่างที่วงกำลังปล่อยเพลงภาพทรงจำ ก็ถังแตก คือถ้าไม่เซ็นค่ายในตอนนั้นจะเป็นช่วงที่เราต้องรออีก 3-4 เดือนกว่าจะกลับมาปล่อยเพลง พอได้เซ็นค่ายแล้วเหมือนปัญหาทั้งหมดได้ถูกแก้ มีคนมาออกตังค์ให้ ก็เลยเป็นช่วงที่ Happy ที่สุด
เฟิร์ส : แล้วก็ Happy อีกอย่างก็คือสิ่งที่เราทำมาสามารถเลี้ยงชีพได้
ลาภ : ตอนเงินออกบิลแรกคือซื้อกระจุยเลย
เฟิร์ส : มันอาจะไม่ได้เยอะมาก แต่มันก็ฟินอ่ะ รู้สึกว่าสิ่งนี้มันก็เลี้ยงชีพเราได้นะ

แล้วช่วงที่แย่ล่ะ

โชค : ช่วงที่แย่ ผมคิดให้ตอนโชว์แรก
ลาภ : มันก็มีทั้งดีและแย่ แต่โชว์แรกมันเป็นการที่เตรียมตัวได้ไม่พร้อม เราเตรียมตัวได้ไม่ดี มันก็เป็นอาการทั่วไปของวงทั่วไป แต่ถ้าแย่มากๆ ยังไม่มี อาจจะเพราะว่าเป็นวงหน้าใหม่ด้วย
เฟิร์ส : เวลายังน้อยอยู่
ลาภ : คือตอนนั้นเราไม่รู้ว่าการไปขึ้น Stage มันต้องมีอะไรบ้าง ด้วยการที่ผมกับโชคหรือหลายคนไม่ได้เรียนดนตรีมา 
เฟิร์ส : ซึ่งเรียนคณะอะไรมาก็ไม่ได้เกี่ยวกับดนตรี พอมันต้องขึ้นไปเล่นมันก็มีความกดดัน
ลาภ : ผมยังไม่รู้เลยว่าเวลาเสียบหูฟังเขาต้องอะไรเสียบอะไรบ้าง คือไม่รู้เรื่องอะไรเลย
โชค : แล้วมันแย่อย่างหนึ่งคือเวทีแรกที่เราขึ้นไปเล่น เราไม่ได้ขึ้นไปเล่นแบบไม่มีคนรู้จัก เรามีฐานคนฟังประมาณหนึ่งแล้ว คนเขาก็คาดหวังในตัวเรา แต่ว่าเรามาถึงจุดนี้แล้วแต่ของเรายังไม่พร้อมเลยเรายังไม่มีประสบการณ์เลย มันก็กดดันเรา
เฟิร์ส : ใช่ โครตกดดันเลย

ถ้าจะให้พูดถึงการทำงานในช่วงที่เรายังทำอิสระอยู่ การทำงานในตอนนั้นมันเป็นอย่างไร

เฟิร์ส : ผมว่าจริงๆ แล้วแทบไม่ต่าง
โชค : ในเรื่องกระบวนการคิดไม่ต่าง แต่ว่าเรื่องเวลาหรืออะไรพวกนี้พอมาอยู่จะค่อนข้างเป็นระบบกว่า ถ้าทำกันเองป่านนี้เพลงยังไม่ปล่อยเลยครับ
เฟิร์ส : มันจะไม่มีเดธไลน์ให้ตัวเอง แต่ที่นี้จะต้องมีเดธไลน์

เป็นมาอย่างไรถึงได้มาอยู่ที่ Smallroom 

เฟิร์ส : เหมือนพี่รุ่งเขาน่าจะไปได้ยินเพลงเราจากใน Youtube ประจวบเหมาะกับที่ผมกับเบนซ์–ภวัต โอภาสสิริโชติ วง Dept รู้จักกันพอดี พี่รุ่งเขาเลยติดต่อผ่านเบนซ์มาบอกว่าชอบเพลงนะ อยากให้ลองเข้ามาคุยหน่อย เอาเพลงที่เหลือเข้ามาให้ฟังหน่อย
ลาภ : ตอนนั้นงงมาก ยังเป็นวงละอ่อนไม่รู้เรื่องอะไร ผมยังไม่รู้จักพี่รุ่งเลย (หัวเราะ) ว่าเขาคือใคร

ต้องปรับตัวเยอะมั้ยที่ต้องมาทำงานในระบบของค่ายเพลง 

ลาภ : ผมว่าถ้าเยอะจะเป็นเรื่องเทคนิคมากกว่า เพราะว่าถ้าความเป็นวงที่นี่เขาจะค่อนข้างอิสระ พวกเรื่องเทคนิคการอัดเสียงจะเป็นระบบมากขึ้น
โชค : เรื่องหลังบ้าน
เฟิร์ส : เรื่องโปรดักชั่น การถ่ายรูปหรือ MV อะไรแบบนี้

แล้วมีโอกาสได้แชร์เทคนิคเรื่องการเขียนเพลงหรือดนตรีกับศิลปินวงอื่นบ้างมั้ย

เฟิร์ส : น่าจะเป็นช่วงโควิด เลยได้เจอไม่กี่วงเอง (หัวเราะ) มันจะมาที่ค่ายแบบคาบเกี่ยวกันน้อยมาก แทบจะไม่ได้เจอใครเลย ประกอบกับพี่ๆ วงอื่นๆ เขาก็ไม่ได้เข้ามาในช่วงที่เรามาด้วย

ภาพจำของแต่ละคนที่มีต่อ Smallroom เป็นอย่างไรบ้าง

เฟิร์ส : สำหรับผมก็คือ เพลงแปลกๆ แต่ Pop นะ เป็นวงแปลกๆ พอฟังแล้วน่าจะมาจาก Smallroom อย่างช่วงนั้นที่ฟังก็มี Tattoo Colour, Lemonsoup, Slur ก็ฟังพอฟังแล้วมันรู้สึกแปลกจากแมสที่เคยฟัง
โชค : ของผมน่าจะเป็นความเก๋าครับ เหมือนแบบเขาอยู่มานานมีขึ้นมีลงเยอะมากเลย แต่ว่าก็ยังอยู่อย่างนั้นอ่ะครับ แล้วก็ชัดเจนเหมือนเดิมด้วย
ลาภ : ของผมก็เป็นคล้ายๆ เฟิร์ส น่าจะเป็นค่ายเพลงอินดี้แทบจะไม่กี่ค่ายในเมืองไทยที่เป็นคนบุกเบิกหลายๆ อย่าง ก็เป็นเรื่องที่ดีที่ประเทศไทยมี Scene ดนตรีแบบนี้ เพราะว่าพอเริ่มฟังอินดี้ก็ต้องไปเริ่มฟัง Smallroom เก่าๆ ทำให้รู้ว่าสุดมาก
เฟิร์ส : เมื่อก่อนสุดมาก นอกกรอบสุดๆ 

ถ้าให้ยกตัวอย่างศิลปิน หรือผลงานของ Smallroom ที่ทำให้รู้สึกว้าวเลย แต่ละคนจะยกให้ผลงานไหน หรือศิลปินคนไหนบ้าง

โชค : เมื่อก่อนจะชอบเพลงในรวมชุด Smallroom รวมอัลบั้มแรกครับ แฟชั่นโชว์ก็คือของพี่รุ่ง
เฟิร์ส : ญารินดาก็เท่
ลาภ : ชอบวง Goose 
เฟิร์ส : ผมเพิ่งมารู้ว่าเพลงบุ๋ง ของมารีญา (มารีญา พูลเลิศลาภ) ก็เป็นของ Smallroom ผมมาฟังแล้วแม่งเท่ดี ซึ่งมองตอนนั้นใครจะกล้าทำเพลงแบบนี้

อะไรคือสิ่งที่ Smallroom อนุญาตให้เราทำ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเป็นค่ายอื่นอาจจะไม่ให้เราทำ

เฟิร์ส : ผมว่าน่าจะเพลง เพราะว่าตอนที่มาคุยตอนนั้นเราก็บอกว่าเราทำงานกันอย่างไร แล้วเขาก็ไม่ได้ติดขัดอะไรกับการทำงานที่เราเสนอไป แต่ผมไม่รู้เหมือนกันว่าค่ายอื่นเป็นอย่างไร เพราะผมก็ไม่เคยอยู่ค่ายอื่น
ลาภ : อย่างหนึ่งคือตั้งแต่อยู่ที่นี่มา ผมไม่ได้รู้สึกถึงการแข่งขันเลยนะ ไม่ได้มีความรู้สึกนั้นเลย ต่างคนก็ต่างทำงานของตัวเอง

ความรู้สึกที่ชัดที่สุดในการทำงานที่ Smallroom คืออะไร ถ้าไม่ใช่การแข่งขัน

เฟิร์ส : ความรู้สึกชิล และอบอุ่นครับ ชิลในที่นี้ไม่ใช่การปล่อยตามสบายนะ มันก็ชิลในเรื่องแบบพวกผมสามารถนั่งคุยกับพี่รุ่งได้ ผมรู้สึกว่าที่อื่นผู้บริหารคงไม่มานั่งคุยกับศิลปิน ได้คุยกับพี่ๆ ทุกคน มันไม่ตึง และไม่ได้รู้สึกกดดัน
โชค : เหมือนเราใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น ถ้าเทียบกับตอนที่ยังไม่ได้อยู่ค่ายเราก็ทำอะไรก็สามารถทำได้เหมือนเดิมเลย

ค่ายได้กำหนดทิศทางของวง หรือการทำเพลงในสิ่งที่ค่ายต้องการหรือเปล่า

เฟิร์ส : ค่ายไม่ได้กำหนดครับ แต่ว่าคุยกันเฉยๆ แบบว่าวงอยากได้ประมาณไหน
ลาภ : คือเขาก็จะมอง ช่วงแรกๆ เขาก็จะไม่บรีฟอะไรเลย แบบว่าปล่อยเราเลย แต่ว่าเขาก็จะมองว่าเราไปทางไหนและก็คอยส่งเรฟมาว่าประมาณนี้ดีมั้ย แค่แนะแนวทางเฉยๆ 
เฟิร์ส : ใช่ครับแนะแนวเฉยๆ ไม่ได้ตีกรอบว่าอันนี้ดีนะ 
โชค : ถ้าไม่เอาก็คือไม่เอา

อย่างเพลงที่จะปล่อยเร็วๆ นี้ (แค่ปล่อยให้เป็นแบบนี้ | Aight) พี่รุ่งได้มีการตีกลับให้ไปแก้อะไรหรือเปล่า

โชค : เพลงนี้แก้แค่ครั้งสองครั้งเองครับ
เฟิร์ส : เหมือนไม่ได้แก้ด้วย เขาให้ไปเพิ่มว่าอยากได้ยินแบบนี้ในเพลงนี้เฉย ๆ เขาก็บอกมาว่าอยากได้อะไร
ลาภ : ซึ่งเราก็ลอง แล้วคิดว่ามันดีก็เอา

แล้วคิดว่าผลลัพธ์มันดีขึ้นหรือเปล่า

เฟิร์ส : ดีขึ้นครับ ถ้าเทียบกับอันแรกก็คนละโลกเหมือนกัน
ลาภ : เพิ่มแค่นิดเดียว แต่มันดีมาก ที่จริงเพลงนี้มันเรียบมากเลยนะ แค่บาร์เดียว ท่อนเดียว
โชค : พี่รุ่งแค่โทรมาบอก “โชคพี่ว่าเพิ่มกลองแล้วก็ทำเสียง จะจึ้งๆๆ” (หัวเราะ) ผมก็เลยโทรหาเพื่อนบอกว่าพี่รุ่งให้เพิ่ม จะจึ้งๆๆ แบบนี้มันคืออะไรวะ (หัวเราะ) 
เฟิร์ส :  แล้วตอนนั้นทุกคนในวงก็งง จะจึ้งๆๆ คืออะไรวะ 
ลาภ : ก็เลยลองไปใส่ดู เห้ย ได้นี่หว่า (หัวเราะ)
เฟิร์ส : เป็นจังหวะกลองเฉยๆ ที่พี่เขาคิดในหัว
ลาภ : แล้วก็เพิ่มแค่จุดเดียวในเพลง ซึ่งเพลงมันเปลี่ยนไปเลยทั้งเพลง
เฟิร์ส : ซึ่งพอเราเปลี่ยนกลองก็ตามกลอง ทุกอย่างก็ตามมาเอง

พอได้มารู้จักพี่รุ่ง เขาเป็นคนยังไงในสายตาเราบ้าง 

เฟิร์ส : ผมว่าแกใจดี น่ารัก แต่อย่างเวลาผมไปถามพี่ที่อยู่มาก่อนเขาบอกว่าพี่รุ่งเมื่อก่อนไม่ได้แบบนี้นะ ซึ่งผมก็มาเจอแกเวอร์ชั่นนี้แล้วผมก็นึกภาพเวอร์ชั่นเก่าไม่ออก เขาบอกพี่รุ่งดุ บ้าพลังคือบ้างาน
โชค : ผมว่าแกเป็นคนทำงานเดือดมากเลย บางทีเที่ยงคืนโทรมาบรีฟงาน
เฟิร์ส : อย่างบางทีจะโทรไปแกล้งแกตอนตี 1 ผมโทรไปหาโชคถามว่าแกหลับยัง สักพักแกโทรมาหา (หัวเราะ)
โชค : บางทีตอนตี 1 โทรมา “โชคคอลได้มั้ย” ก็ต้องได้แล้วตอนนี้ครับ (หัวเราะ)

มีเรื่องอะไรบ้างที่พี่รุ่งแนะนำแต่ละคน

โชค : ถ้าของผมก็ตอนที่เขาแนะนำวง เขาบอกว่าต้องพยายามให้เป็น Someone ให้ได้อย่าเป็นแค่ Anyone เราต้องทำตัวให้ทุกคนจำได้ ตอนนี้ก็พยายามอยู่ไม่รู้ต้องทำอะไรเหมือนกัน
เฟิร์ส : ของผมส่วนใหญ่เขาจะด่าผมมากกว่า เขาอยากให้ผมเป็น Entertainer มั่นใจในโชว์ เวลาทำโชว์ก็อยากให้มั่นใจปลดปล่อยตัวเองออกมา
โชค : เพราะปกติมันเป็นคนเฮฮา
เฟิร์ส : ซึ่งบางทีพี่เขาก็บอกไม่ต้องก็ได้ ก็นั่นแหละเขาอยากให้ผมมั่นใจ ซึ่งเวลาโชว์บางทีผมก็ประหม่า พอเป็นแบบนี้ผมก็เลยต้องกินน้ำเยอะ 
ลาภ : เวลามันประหม่าแล้วต้องเล่นโชว์หนึ่ง 9 เพลง แม่งไม่หยุดเพลงเข้าช่วงพูดเลย เล่นแต่เพลงต่อกันยาวๆ
เฟิร์ส : คือในหัวมันไม่รู้จะพูดอะไร แรกๆ นะเราก็แบบเขินด้วยมั้งตอนนั้น
ลาภ : เรื่องประทับใจที่อยู่ Smallroom อีกเรื่องคือตอนที่เฟิร์สไปเล่นกับคนดู ผมประทับใจมาก วันที่มึงวางกีตาร์แล้วไปเล่นมุกกับคนดู
เฟิร์ส : ตอนนั้นกูเมา (หัวเราะ) ก็เลยแก้ด้วยการก่อนเล่นก็ต้องกินด้วยแบบจิบเอา

ไอดอลในการเล่นดนตรีของแต่ละคนเป็นใครกันบ้าง

เฟิร์ส : ผมก็ชอบทุกคนนะ แต่คนที่ทำให้ผมเล่นกีต้าร์ไม่ใช่ดิ ทำให้ผมชอบดนตรี อัสนี-วสันต์ ตอนนั้นผม ป.4 มั้งแล้วคนขับรถตู้รับส่งโรงเรียนเขาชอบเปิดอัสนีฯ คอนเสิร์ตร่ำไรก็เปิดอยู่แบบนั้นแล้วผมก็ดูจนแบบว่ากลายเป็นผมชอบไปเลย เหมือนบังคับฟัง บังคับดู หลังจากนั้นเลยขอพ่อเรียนกีต้าร์โปร่ง ส่วนศิลปินต่างประเทศผมไม่ได้มีคนที่คลั่งมากแต่ก็ฟังได้เรื่อยๆ แนวที่ฟังก็ฟังป๊อบ เมทัลทั่วไปเลย
โชค : ของผมถ้าตอนนี้ไม่ใช่ในแง่ของดนตรี ผมชอบ Joji เพราะว่าชอบ Production เขา ชอบ MV เขาจะมีความสุดโต่งของเขาที่มันแปลกๆ แต่เท่ ก็เลยอยากทำอะไรที่มันแปลกๆ บ้าง
ลาภ : อยากของผมในไทยผมชอบ The Richman Toy เพราะว่ามันแปลกและก็มันคมดี พวกเขาเป็นวงที่ทำเพลงในแนวที่มันไม่น่าจะดังแต่สามารถทำให้เป็น Poppular Music ได้ เขามีความเป็นป๊อบเซนส์ที่ดีมากเลยทำเพลงที่ดีออกมาได้ตลอด

ในคอนเสิร์ต Punch Kicks เราจะเห็นอะไรจากโชว์ของ Television off

เฟิร์ส : น่าจะเห็นโชว์ที่ผ่านการคิดที่เป็นรูปแบบมาแล้วว่า แสงต้องแบบนี้ที่ผ่านการคิดของ Show Director ก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน จนพี่รุ่งมาคุยว่าอยากให้วงมีนะ อยากให้ทุกวงใน Smallroom มี ซึ่งมันก็ยากในตอนแรก แต่พอคุยไปคุยมาก็มันก็เป็นไปได้
ลาภ : ก็อาจจะเป็นโชว์ของเฟิร์สในเวอร์ชั่นที่เมาแล้ว ซึ่งจะเมาไวน์ด้วยรอบนี้
โชค : ผมว่าน่าจะเป็นเพลงเร็ว เหมือนที่ผมบอกว่าวงจะทำอะไรที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว 
ลาภ : แล้วอย่างเพลงเร็วเพลงนี้มันจะเหมือนเพลงที่ไม่ได้มาจากวงด้วย เพราะว่ามันเร็วด้วยแหละ
เฟิร์ส : คือเราไม่ได้รู้สึกว่านี่คือ Television off แต่คนอื่นอาจจะไม่รู้เหมือนกัน
ลาภ : อย่างบางทีเราทำแล้วเราก็ไม่รู้หรอก
โชค : ก็เพลงเร็วเพลงนี้ที่จะเล่นบนเวทีก็เป็นหนึ่งเพลงที่มาจากอัลบั้มใหม่ด้วย

พอจะพูดถึงอัลบั้มใหม่ได้หรือไม่ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร

ลาภ : ตอนนี้เค้าโครงมันก็ยังไม่ได้ชัดเจนมาก แต่ว่าเราเริ่มคุยกันแล้วว่าจะไม่เหมือนอัลบั้มก่อนมาก
โชค : ดนตรีมันจะไม่เหมือนกันทุกเพลง อย่างเพลงนี้เราอยากใส่ซ่าๆ เพลงนี้ใส่โอลดี้ มันจะหลายอย่างด้วย
ลาภ : มันแทบกลายเป็นรวมมิตรสลัด แบบเราไปฟังเพลงนี้มาเราชอบเราเลยทำแบบนี้ ซึ่งมันแทบจะมีทุกแนว

มันจะเพลงที่ให้อารมณ์ภาพจำแบบฝันที่ไม่ปลอดภัย หรือฟ้าประหลาด ในอัลบั้มนี้ด้วยหรือเปล่า

ลาภ : ไม่แน่ใจเลย
เฟิร์ส : ผมเชื่อว่าทุกเพลงวงคิดไม่เหมือนกัน แต่ว่าทรงมันก็จะประมาณนี้
ลาภ : พวกผมก็ไม่ได้สุดโต่งขนาดนั้น
เฟิร์ส : มันจะมีทรงประมาณแบบนี้ที่ทุกคนน่าจะจำได้ ต้องฝากติดตามกันด้วยครับ

อัลบั้มใหม่นี้ทำไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์

ลาภ : อยู่ในขั้นที่จะทำอยู่ ตอนนี้ขึ้นโครงไว้ 4 เพลง
เฟิร์ส : ประมาณ 80 แต่เต็ม 20,000% นะ
โชค : บางเพลงมีแต่จังหวะกลอง
เฟิร์ส : ผมว่าถ้าเนื้อร้องกับเมโลดี้มันได้ ผมว่าดนตรีมันไม่นานหรอกฃ
ลาภ : ติดอย่างเดียวขี้เกียจ

แฟนๆ จะได้ฟังช่วงไหน

ลาภ : ไม่เกินกลางปีหน้า (หัวเราะ)
โชค : เพราะว่าจริงๆ อย่างการปล่อยเพลงของวงใน Smallroom ปีนึงไม่เกิน 4 เพลง แล้วเรากะจะทำอัลบั้มเต็มก็น่าจะ 10 เพลงน่าจะมีสิ้นปีหน้า
เฟิร์ส : แต่ระหว่างนั้นก็น่าจะมีปล่อยมาให้ฟังเรื่อยๆ 
ลาภ : มันเป็นช่วงที่เราอยากเปลี่ยนการทำงานของวงใหม่ด้วย ปกติเราจะส่งเดโม่แล้วก็ปล่อยทีละ 3 เดือน 4 เดือน ผมอยากจะลองทำทั้งอัลบั้มเลยแล้วเลือกปล่อยจะได้ไม่ต้องมาไฟรนตูดทำส่ง

ถ้าให้เลือกเพลงของศิลปินใน Smallroom มา Cover จะเลือกเพลงอะไร

เฟิร์ส : ผมมีในใจอยู่แล้วแต่ว่าวงมันไม่เอานะ (หัวเราะ) ของผม Heroes ของ ญารินดา
ลาภ : มึงทำเองเลย (หัวเราะ) ของผมชอบธิดาประจำอำเภอ ของ The Richman Toy ชอบเนื้อเพลงมาก
โชค : ของผมอยากทำ สิ่งดีดี ของ Goose แต่ผมทำไปแล้ว แต่ผมอยากทำอีก อยากทำให้มันเสร็จเพราะมันยังไม่เสร็จ

ทั้ง 3 คนมองวงการเพลงในปัจจุบันเป็นอย่างไร

เฟิร์ส : ผมว่าก็เติบโตดีครับ (หัวเราะ)
โชค : ผมว่ามันกำลังจะเปลี่ยนเทรนด์แล้วอีกสัก 2-3 ปี เพราะว่าตอนนี้วงที่เกิดขึ้นมาใหม่มันจะเหมือนๆ กัน แล้วสักพักมันจะมีอะไรที่เปลี่ยนเทรนด์ไปเลย ก็ไม่รู้ว่าจะถึงเวลาตายของเราหรือเปล่าตอนนั้น เราอาจจะอยู่ไม่ได้แล้ว
ลาภ : เราว่าช่วงนี้แบบถ้ามองในองค์รวมไม่มองเรื่องแนวผมว่ามันเป็นช่วงที่แบบเป็นยุคทองของนักดนตรีอินดี้มาก แพลตฟอร์มมีให้ปล่อยเพลงได้อิสระ ไม่ต้องไปวิ่งเต้นหาคนปล่อยเพลงให้เรา เราสามารถทำเองได้เลย แล้วมันได้รับผลประโยชน์ที่ผมมองว่าดี ก็ไม่ได้แย่ ก็มันหาช่องทางได้ดีกว่า
เฟิร์ส : ถ้าวงไหนมี Budget หรือว่าบ้านรวยผมว่าฉลุยแน่ๆ ถ้าทำเพลงดีอีกก็ยิ่งไปไกล
ลาภ : อุปกรณ์เดี่ยวนี้ถูกด้วยครับ แค่ไม่ถึงหมื่นก็ทำเพลงดีดีได้แล้ว 

ในตอนนี้มอง Television off เป็นวงดนตรีแนวไหน

โชค : แนวป๊อบร็อคครับ 
เฟิร์ส : ผมว่าก็ป๊อบล่ะ
ลาภ : เป็นป็อบแหละ แต่เพิ่มอะไรด้านหลังมา

คิดว่าในตอนนี้เทรนด์ที่เราจับอยู่ คิดว่ามันมีโอกาสที่มันจะเป็นฟองสบู่แตกหรือไม่

โชค : มีมาก
เฟิร์ส : เหมือนที่โชคบอกว่าเทรนด์ ผมว่าแล้วแต่ช่วงคนฟังจริงๆ อย่างวงผมกับ Dept ผมรู้สึกแปลกใจเพราะคนฟังส่วนใหญ่กับเป็นเด็กมัธยมเยอะมาก ซึ่งแปลกใจเหมือนกันเดี่ยวนี้วงการดนตรีมันมีเด็กที่ให้ความสนใจต่อวงการอินดี้เยอะมาก
โชค : อย่างงาน Cat มีเด็กประถมมาขอถ่ายรูปแบบแม่พามา
เฟิร์ส : เห็นเบนซ์ (วง Dept) เล่าให้ฟังว่าลูกของพี่เต๋า สมชาย มาขอถ่ายกับมันแล้วพี่เต๋าก็บอกว่าขอบคุณที่เป็นความสุขให้ลูกผม เต๋า สมชาย อ่ะเออ (หัวเราะ)

แล้วพอเทรนด์คนฟังมันเปลี่ยน ในฐานะคนทำดนตรีต้องรู้สึกอย่างไร

เฟิร์ส : ด้วยสมัยนี้ทุกอย่างมันเร็ว ผมว่ามันเลยเข้าถึงได้ง่าย
ลาภ : ผมว่าเด็กสมัยนี้ฟังเพลงกันเยอะมาก 
โชค : เยอะและหลากหลายมาก เพราะว่ามันไม่ได้ฟังเพลงจากสื่อเดียว 
ลาภ : และถ้าในยุคที่เรายังเป็นวัยรุ่นกันอยู่ช่วงนั้นมันจะเป็นยุคของเพลงร็อคกันอยู่ 
โชค : พึ่งมาเปลี่ยนเป็นแนวเรามา 2 ปี

แล้ววันข้างหน้าแฟนคลับจะมีโอกาสได้เห็น Television off เปลี่ยนเทรนด์ไปอีกทางนึงมันจะมีโอกาสหรือไม่ และคิดว่าเทรนด์นั้นมันจะเป็นอะไร

ลาภ : มันเปลี่ยนครับ แต่ว่ายังไงสุดท้ายผมก็ยังรู้สึกว่ายังอยากให้มีสัดส่วนของป๊อบอยู่ แค่รู้สึกป๊อบมันก็มาป๊อบปูล่ามันเป็นอะไรที่ easy listenning 
เฟิร์ส : ใช่ ผมคิดเหมือนลาภเลย ป๊อบ มันมาจาก ป๊อบปูล่า จริงๆ แล้วเมทัลมันก็ป๊อบได้ อย่างฟังกี้มันก็ป๊อบปูล่าได้ 
ลาภ : มันเป็นซีนดนตรีในช่วงนี้มันเป็นป๊อบอินดี้มากกว่าครับ มันก็เลยกลายเป็นป๊อบไปอย่างเมื่อก่อนอาจจะเป็น Potato ก็ได้
เฟิร์ส : ป๊อบ Potato เฮ้ย นั่น ปั๊บ Potato (หัวเราะ)

แฟนคลับจะมีโอกาสจะได้ฟังเพลงของ Television off ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษหรือเปล่าในอนาคต

เฟิร์ส : จริงๆ ก็มีอยู่ท่อนหนึ่งนะ (หัวเราะ)
โชค : ต้องบอกให้เฟิร์สยอมร้องก่อน
ลาภ : พร้อมทำมากใช่มั้ยโชค
โชค : คือมันง่าย แต่งเพลงอังกฤษง่ายกว่าเพลงไทยนะ มันไม่มีวรรณยุกต์แล้วก็ให้ Daniel มาปรับแกรมม่า จบ
เฟิร์ส : ผมก็ไม่ชัวร์เหมือนกัน แต่ไม่แน่
ลาภ : แต่เฟิร์สร้องอังกฤษเพราะนะ 
เฟิร์ส : เรื่องอนาคตก็ไม่แน่ไม่นอนเหมือนกันครับ
ลาภ : รอพี่รุ่งสั่งผมทำเลย
โชค : ต้องเป็นคำสั่งเฟิร์สถึงจะยอม
เฟิร์ส : ตอนนี้ยังไม่พร้อมครับ (หัวเราะ)

ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าอินดี้กับแมสมันใกล้กันมากและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ละคนมีความเห็นกันอย่างไร

ลาภ : ไม่รู้สิ ถ้ามองเป็นเพลงคือเอาเพลงสมัยนี้ไปเปิดให้ผมในอดีตฟังมันจะแปลกไปหรือปกติ 
โชค : ผมว่าในตอนนี้อะไรที่อธิบายคำว่าอินดี้นะ ฟังเข้าไปลึกๆ พวกองค์ประกอบดนตรีหรือวิธีทำงานอะไรพวกนี้มากกว่า เพราะในตอนนี้พวกดนตรีแมสเขาจะมีวิธีทำเพลงที่แบบรู้เลยว่ามาจากที่นี่นะ แต่ว่าอินดี้มันจะมีเอกลักษณ์ของแต่ละวงสูงมาก 

ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเทรนด์ในอีก 2 ปีจะเปลี่ยนไป วงอาจจะตายก่อนก็ได้ อยากให้ลองมองไปถึงจุดนั้นว่าถึงตอนนั้นแล้ว Television off จะไปข้างหน้าต่อยังไง

โชค : ไม่มีทางรู้ได้ เพราะว่าวงมันจะพัฒนาตัวเองไปยังไง สมมติสิ่งที่เราพัฒนาไปถึงแล้วมันเข้าไปอยู่ในช่องนั้นก็ดี เราก็ยังอยู่ต่อได้ แต่ว่าถ้าเราจะฝืนเปลี่ยนมันก็มีหลายวงมากที่พยายามจะเปลี่ยนให้ทันวัยรุ่น แล้วแม่งก็ตายเพราะมันดูฝืน มันอยู่ไม่ได้ แต่ว่าวงที่เขายังอยู่ได้ก็ยังอยู่ได้ตลอดไปและเขาไม่ต้องพยายามด้วย
เฟิร์ส : สำหรับผมเชื่อว่าวงจะพัฒนาไปโดยที่บางที่คนในวงอาจจะไม่รู้ด้วย มันอาจจะเปลี่ยนไปตามเพื่อให้อยู่รอด ผมเชื่อนะแต่เราไม่รู้อนาคต เหมือนสัตว์ที่แม่งวิวัฒนาการแล้วแม่งยังอยู่รอด
ลาภ : เราอาจเปลี่ยนไปเอง แต่เราแค่ไม่รู้ตัวก็ได้
เฟิร์ส : เราอาจจะไม่รู้ว่าเปลี่ยนก็ได้
ลาภ : ผมว่ามันอาจจะไม่ได้ตายสนิท แต่ดนตรีอินดี้มันอาจเป็นดนตรีรองของวงการเพลงไทยก็ได้

มีอะไรที่อยากจะบอกแฟนคลับที่สนับสนุนมาตั้งแต่วันแรก แต่ยังไม่เคยได้บอกหรือไม่

ลาภ : ต้องบอกว่าขอบคุณทุกๆ คนมากๆ ครับ ถ้าเป็นผมเห็นวงมาตั้งแต่วันแรกมันยังแบบไม่เป็นรูปไม่เป็นร่าง
โชค : มันมีคนตามตั้งแต่วันนั้นครับ ตอนที่เพลงยังหลักร้อยวิวแล้วเราจำเขาได้ทุกคน ทุกวันนี้เขาก็ยังตามอยู่เราก็ยังเห็นเขาอยู่เรื่อย ๆ 
ลาภ : ผมจำได้หมดว่าใครบ้าง ถ้าแบบเป็นคนที่ตามตั้งแต่แรก 
โชค : รู้สึกขอบคุณมากที่ตามมาตั้งแต่วันแรก
ลาภ : เขาอาจจะเห็นอะไรในตัวเราที่เราอาจจะไม่ได้เห็น ยังไงก็รู้สึกขอบคุณมาก
เฟิร์ส : คือผมเชื่อว่าศิลปินหรือคนทำเพลงทุกคนก็อยากให้คนได้ฟังเพลง แล้วเพลงมันทำมาเพื่อให้คนฟัง พอมันมีคนฟังเราก็รู้สึกว่าดี

แล้วในตอนนี้อยากแฟนคลับจดจำพวกคุณในฐานะศิลปินอย่างไรบ้าง

โชค : ของผมง่ายๆ เลย อยากเท่แค่นั้นเลย (หัวเราะ) อยากจะทำอะไรก็เท่เหมือนที่ผมบอกว่าชอบ Joji เขาทำอะไรก็เท่ ใน MV เขาทำอะไรบ้าๆ ติ๊งต๊อง แต่เขาก็เท่อยู่ดี อยากเป็นแบบนั้น
ลาภ : ถ้าผมนะ ผมอยากเป็น Someone ผมอยากโตไปมีลูก แล้วลูกไปเสิร์ชผมใน Google แล้วเจอผมได้ ไม่ใช่เป็นแค่วงดนตรีวงหนึ่งเล็ก ๆ ในลีคนี้เฉย ๆ 
เฟิร์ส : จริงๆ ผมว่าทุกคนมันก็อยากเท่นะ 
ลาภ : แต่เท่อย่างเดียวไม่ได้ต้องเป็น Somebody ด้วย ผมยังอยากให้ในอีก 10 ปี ข้างหน้ามีแผ่นของเราวางขาย ยังถือว่าเป็นของ Rare อยู่หรือว่ามีคนที่รู้จักไม่ใช่เป็นแค่แผ่นหางแถวในกล่อง ไม่มีคนรู้จัก

การเป็น Somebody ในฐานะวง แล้วคิดว่าในแต่ละคนในวงควรจะเป็น Somebody ด้วยหรือไม่ คิดว่าอยากจะเป็นแบบนั้นหรือไม่

เฟิร์ส : ผมคิดว่าถ้าเป็นได้ก็ดี
ลาภ : เป็นได้ก็ดี แต่ไม่ได้พยายามทำ
โชค : ไม่ได้อยากฝืน เพราะมันจะแปลกๆ 
ลาภ : ผมไม่อยาก represent ตัวเองเยอะ อยากให้วงไปด้วยกัน แต่ถ้าวันหนึ่งเฟิร์สจะอยากไปเล่นหนังหรือไปทางหล่อจัดๆ อะไรแบบนั้นมันก็เป็นเรื่องดี ส่งผลดีต่อวงด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้อยากผลักดัน
เฟิร์ส : ตอนนี้ผมมองกลับไปว่าตรงนั้นมันเป็นเราได้มากแค่ไหน ผมรู้สึกว่าทุกคนไม่สามารถเป็นตัวเองได้ 100% ถ้าต้องทำวงดนตรี มันก็ Weight กันว่าผมอาจจะ 20% โชคกับลาภอาจจะ 40% 40% โบ๊ทอาจจะ 0.1 % ไม่ใช่ หยอกๆ (หัวเราะ) แต่ผมว่ามันต้อง Weight กัน มันไม่สามารถเป็นตัวเองได้ 100% ซึ่ง 100% ของผมอาจจะไม่ใช่แบบนี้ก็ได้
โชค : ผมว่าถ้าเป็นตัวเองหมดน่าจะเละเทะอยู่ แบบติสท์จัด

อะไรคือสิ่งที่ Television off จะทำในพาร์ตถัดไป

ลาภ : ผมพยายามจะเปลี่ยนพฤติกรรมการฟังเพลงด้วย และก็เริ่มฟังวงอื่นให้มากขึ้นเพราะผมรู้สึกว่าวงมันจะไม่พัฒนาถ้าแบบเราไม่มองข้างนอกบ้าง
โชค : แล้วก็ถ้าเราไม่ Play safe เราน่าจะสุดทางมากขึ้น
ลาภ : ที่เราชอบ Play safe เพราะกลัวว่าเดี๋ยวไม่มีคนฟัง ตอนแรกผมก็โอเคเห็นด้วย แต่ทำไปทำมาผมเริ่มเบื่อล่ะ ขนาดคนทำยังเบื่อ คนฟังก็น่าจะเบื่อด้วย เราก็ต้องพัฒนาตัวเองกันต่อไป

ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด Editor

ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม

ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.

Srawut··1 min read

จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  

การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง

Srawut··1 min read

เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?

สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก

Srawut··1 min read