ท่ามกลางฝุ่นตลบของการเมืองไทยปลายปี 2568 ต่อเนื่องปี 2569 เสียงที่ดังที่สุดในสนามเลือกตั้ง ไม่ใช่เสียงปราศรัยขายนโยบายปากท้อง แต่กลับเป็นเสียงประกาศก้องของ “จุดยืน” ที่ขีดเส้นแบ่งมิตรและศัตรูอย่างชัดเจน
“พรรคประชาธิปัตย์” ยุคอภิสิทธิ์รีเทิร์น ประกาศไม่ร่วมรัฐบาลที่มี “พรรคกล้าธรรม” ขณะที่ “พรรคประชาชน” ยืนกรานไม่จับมือกับ “พรรคภูมิใจไทย” ที่บาดแผลจากการถูกหักเหลี่ยม ยังคงอักเสบอยู่ และไม่จับมือกับ “พรรคกล้าธรรม” ส่วน “พรรคภูมิใจไทย” ก็ประกาศไม่จับมือกับ “พรรคประชาชน” เช่นกัน หากไม่มีความชัดเจนว่า ได้ล้มเลิกความตั้งใจในการตะแก้กฎหมาย ม. 112 แล้ว
ส่วน “พรรคเพื่อไทย” จากความบอบช้ำทางการเมืองอย่างหนัก และวางกลยุทธ์เป็น “พรรคตัวแปร” หลังเลือกตั้งปี 2569 ที่ไม่จำเป็นต้องชนะ แต่ต้องได้เป็นรัฐบาล จึงมีท่าทีที่เปิดกว้าง พร้อมร่วมงานกับทุกพรรคการเมือง
และหากจะว่าไปแล้ว การเมืองไทยก็มีการแบ่งข้างกันมาทุกการเลือกตั้ง อย่างในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้ประกาศ “ไม่เอาพรรคลุง” แต่สุดท้ายก็ได้มาร่วมรัฐเดียวกัน
หรือในกรณีของ “พรรคประชาชน” ที่มีดีลพิสดารกับ “พรรคภูมิใจไทย” ด้วยการโหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ แม้จะไม่เข้าร่วมรัฐบาล แต่ก็สร้างความผิดหวังและงงงวยให้กับฐานเสียงไม่น้อย ก่อนจะถูกหักดิบเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ จนกลายเป็นอีกพรรคที่สุดช้ำในห้วงเวลานี้
ซึ่งหากย้อนไปในอดีต ณ ช่วงที่มีการแยกขั้วทางการเมืองในระดับเล่นใหญ่ไฟกระพริบ ก็ต้องยกให้กับ กรณี”พรรคเทพ พรรคมาร” ช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535

1. จุดกำเนิด พรรคเทพ พรรคมาร ทางการเมือง
ย้อนกลับไปในปี 2534-2535 บรรยากาศการเมืองไทยตึงเครียดจากการรัฐประหารของ รสช. ที่พยายามสืบทอดอำนาจผ่านกลไกการเลือกตั้ง เครื่องมือสำคัญในเวลานั้นคือ “สามัคคีธรรม” พรรคที่ถูกมองว่าเป็นเพียงนั่งร้านให้ทหาร โดยใช้วิธีรวบรวมนักการเมืองหน้าเดิมและผู้มีอิทธิพลเข้ามาอยู่ในสังกัดเพื่อการันตีตัวเลขในการเลือกตั้ง
จุดแตกหักเริ่มขึ้นเมื่อ “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” แกนนำ รสช. ผู้เคยลั่นวาจาว่า จะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่จำเป็นต้องกลืนน้ำลายตัวเองด้วยวาทะประวัติศาสตร์ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ขึ้นรับตำแหน่งนายกฯ เหตุการณ์ในครั้งนั้นคือเชื้อไฟที่แบ่งแยกรัฐสภาไทยออกเป็นสองซีกทันที โดยได้รับการเรียกขานจากสื่อมวลชนและกลายเป็นนิยามที่แพร่หลายขึ้นอย่างรวดเร็วว่า “พรคคเทพ พรรคมาร”
– ฝ่ายพรรคมาร: คือ 5 พรรคการเมืองที่ยกมือสนับสนุน พล.อ.สุจินดา (สามัคคีธรรม, ชาติไทย, กิจสังคม, ประชากรไทย และราษฎร)
– ฝ่ายพรรคเทพ: คือ 4 พรรคที่ทำหน้าที่ค้านหัวชนฝา (ความหวังใหม่, ประชาธิปัตย์, พลังธรรม และเอกภาพ) ซึ่งกลายเป็นความหวังของประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตย
2. การแบ่งข้างทางการเมือง จากอดีต สู่ปัจจุบัน
การต่อสู้ไม่ได้จบแค่ในสภา เมื่อ “ม็อบมือถือ” ซึ่งประกอบด้วยชนชั้นกลาง นักธุรกิจ และคนทำงานในเมือง ออกมารวมตัวกันขับไล่รัฐบาล จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมพฤษภาทมิฬ และจบลงด้วยการลาออกของ พล.อ.สุจินดา
แต่หลังการเลือกตั้งครั้งนั้น สุดท้ายฝั่งพรรคเทพ 4 พรรค ที่มี “ประชาธิปัตย์” เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็มีความจำเป็นต้องดึงพรรคฝ่ายตรงข้ามเข้าร่วม เพื่อให้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภา
การแบ่งขั้ว แบ่งข้าง ประกาศจุดยืน เป็นกลยุทธ์ทางการเลือกตั้งที่นักการเมืองไทยใช้มาทุกยุคทุกสมัย และกลยุทธ์นี้ก็ยังคงดำเนินต่อไปในทุกการเลือกตั้ง แม้สุดท้ายแล้วสิ่งที่กำหนดว่า พรรคใดจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคไหน จะใช้จำนวนตัวเลข สส. เป็นตัวตั้ง และเมื่อถึงเวลานั้นก็จะวาทะต่างๆ ออกมาอธิบายมากมาย ถึงความจำเป็น โดยข้ออ้างที่ใช้มาทุกยุคทุกสมัย นั่นก็คือ เพื่อประเทศชาติ และประชาชน

Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เพื่อเติมสีสันให้กับการท่องเที่ยวไทย
ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม
ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.
จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์
การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง
เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?
สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก




