ทุกครั้งที่ประเทศไทยผ่านพ้นภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นมหาอุทกภัยปี 2554 เหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือล่าสุดกับน้ำท่วมฉับพลันในเขตเมืองปี 2569 คำศัพท์ยอดฮิตที่มักได้ยินจากภาครัฐคือคำว่า “การถอดบทเรียน” (Lesson Learned) แต่ความเป็นจริงที่น่าเจ็บปวดคือ เมื่อวิกฤตลูกใหม่มาเยือน เรามักพบว่าตัวเองกำลังเผชิญกับความผิดพลาดรูปแบบเดิม สับสนแบบเดิม และสูญเสียแบบเดิม
คำถามสำคัญคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราขาดแคลนเวทีระดมสมอง แต่มันเกิดจากความล้มเหลวใน “กระบวนการเรียนรู้และนำไปใช้” ซึ่งมีรากฐานมาจากจุดบอดเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร ดังนี้
1. วัฒนธรรมการหาแพะรับบาป (Blame Culture) ทำลายการเรียนรู้ที่แท้จริง
การถอดบทเรียนที่มีประสิทธิภาพต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยในการพูดความจริง (Just Culture) แต่ในระบบราชการไทย การยอมรับความผิดพลาดมักนำไปสู่การตั้งกรรมการสอบสวน การลงโทษ หรือการทำลายความก้าวหน้าทางอาชีพ ผลที่ตามมาคือ เวทีถอดบทเรียนกลายเป็นการเขียนรายงานเพื่อ “ฟอกขาว” ให้หน่วยงานของตนเอง โยนความผิดให้สภาพอากาศ โยนให้ประชาชน หรือโยนให้หน่วยงานอื่น ข้อมูลที่ได้จึงเป็นข้อมูลที่ถูกบิดเบือน ปัญหาเชิงระบบที่แท้จริงจึงไม่เคยถูกนำมาวางบนโต๊ะเพื่อแก้ไข

2. บทเรียนอยู่บนหิ้ง แต่ไม่เชื่อมโยงกับงบประมาณและกฎหมาย
เอกสารสรุปบทเรียนจากภัยพิบัติของไทยมักมีความหนานับร้อยหน้าและจบลงที่ชั้นวางหนังสือในห้องสมุดของกระทรวง ข้อเสนอแนะดีๆ มากมายไม่เคยถูกแปลง (Translate) ไปสู่การแก้กฎหมายที่ล้าหลัง หรือการจัดสรรงบประมาณใหม่ ทันทีที่น้ำลด งบประมาณมักถูกเทไปที่การซ่อมแซมถนนหรือสิ่งก่อสร้างเดิม (Rebuild) แต่แทบไม่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างใหม่ให้ดีกว่าเดิม (Build Back Better) หรือปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ทำให้การถอดบทเรียนเป็นเพียง “พิธีกรรม” ไม่ใช่ “ยุทธศาสตร์”
3. ภาวะความจำสั้นทางการเมืองและระบบราชการ (Short Institutional Memory)
แรงกระเพื่อมของการแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่วิกฤตยังอยู่ในกระแสสังคม (พฤติกรรมไฟไหม้ฟาง) แต่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างระบบจัดการน้ำหรือผังเมือง ต้องใช้เวลาดำเนินการข้ามรัฐบาล 5-10 ปี เมื่อมีการเปลี่ยนขั้วการเมือง โครงการที่เกิดจากการถอดบทเรียนของรัฐบาลก่อนหน้ามักถูกพับเก็บ นอกจากนี้ ระบบการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง (เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด) ทุกๆ 1-2 ปี ทำให้ความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจในบริบทของพื้นที่สูญหายไปพร้อมกับตัวบุคคล

4. การถอดบทเรียนแบบรวมศูนย์ (Top-Down Learning)
ความล้มเหลวอีกประการคือ การผูกขาดความรู้ไว้ที่ส่วนกลาง การตั้งคณะกรรมการถอดบทเรียนมักประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงในกรุงเทพฯ โดยละเลย “เสียงจากหน้างาน” ทั้งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครกู้ภัย และผู้ประสบภัยโดยตรง เมื่อบทเรียนไม่ได้ถูกถอดจากประสบการณ์จริงในพื้นที่ คู่มือหรือแผนเผชิญเหตุที่ถูกสั่งการลงมาจึงกลายเป็นเสื้อโหลที่ใส่ไม่ได้จริง เช่น การใช้เกณฑ์จัดการน้ำเหนือปี 2554 มาพยายามใช้รับมือกับฝนตกเฉพาะจุด (Rain Bomb) ในปี 2569
5. ทำงานแบบไซโล แม้แต่ตอนถอดบทเรียน
กรมใคร กรมมัน คือวัฒนธรรมที่ฝังลึก กรมชลประทานถอดบทเรียนเรื่องการพร่องน้ำ กรมอุตุนิยมวิทยาถอดบทเรียนเรื่องการพยากรณ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยถอดบทเรียนเรื่องการอพยพ แต่ขาดเจ้าภาพที่มีอำนาจบูรณาการจิ๊กซอว์เหล่านี้เข้าด้วยกัน ทำให้ไม่มีใครเห็นภาพใหญ่ (Big Picture) ว่าในรอยต่อระหว่างการส่งไม้ต่อของแต่ละหน่วยงานนั้น มีรอยรั่วและอุปสรรคใดซ่อนอยู่
หากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจากวงจรนี้ รัฐบาลต้องเลิกมองว่าการถอดบทเรียนคือ “คำนาม” ที่หมายถึงเล่มรายงานหน้าตาดี แต่ต้องมองให้เป็น “คำกริยา” ที่หมายถึงการลงมือรื้อกฎหมายที่ซ้ำซ้อน กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง และสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลเปิด (Open Data) ให้ภาควิชาการและประชาชนร่วมตรวจสอบได้ มิเช่นนั้น เราก็เพียงแค่รอเวลาเพื่อจัดประชุมถอดบทเรียนในวิกฤตครั้งต่อไป ด้วยความเจ็บปวดที่ซ้ำเดิม

บทความโดย ระวี ตะวันธรงค์
ที่ปรึกษา สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
ที่ปรึกษา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
ผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →รมว.กลาโหม สั่งด่วน! เร่งช่วยนักศึกษาชายแดนใต้และชุมชนมุสลิมติดน้ำท่วมรามคำแหง 24
รมว.กลาโหมสั่งด่วนให้หน่วยงานช่วยนักศึกษาชายแดนใต้และชุมชนมุสลิมติดน้ำท่วมรามคำแหง 24 ส่งอาหารสด–ถุงยังชีพเข้าพื้นที่
ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย คดีบาร์โค้ด ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง ไม่โมฆะ !
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญและไม่ละเมิดสิทธิประชาชน การเลือกตั้งไม่โมฆะ
สวนนงนุช พัทยา ชวนเที่ยวปิดเทอม คนเกิดเดือนตุลาคมเข้าฟรี
สวนนงนุชพัทยาเชิญชวนเที่ยวในช่วงปิดเทอม โดยให้คนเกิดเดือนตุลาคมเข้าชมสวนได้ฟรี
กะเทาะสมการม็อบ: เดจาวูบนท้องถนน กับชนวนที่รอการจุดไฟ
บทวิเคราะห์เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองในไทย โดยสำรวจเชื้อปะทุของการลุกฮือของมวลชนและปัจจัยที่อาจจุดติดไฟการเมืองในอนาคต



