สันติภาพที่เปราะบางในตะวันออกกลางได้เข้าสู่สถานการณ์วิกฤต เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการ Epic Fury โจมตีอิหร่านเต็มรูปแบบ ที่สุ่มเสี่ยงขยายวงกว้างสร้างผลกระทบให้กับหลายภูมิภาค รวมทั้งประเทศไทย
1. ปฐมบทแห่งความแตกหัก
สงครามครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่มันคือระเบิดเวลาที่ถูกนับถอยหลังมาตั้งแต่ปี 2567 (ค.ศ. 2024) เมื่ออิสราเอลและอิหร่านเริ่มยิงขีปนาวุธใส่กัน ตามมาด้วย “สงคราม 12 วัน” ในเดือนมิถุนายน ปี 2568 (ค.ศ. 2025) ที่สหรัฐฯ ต้องเข้ามาช่วยอิสราเอลเจาะทำลายศูนย์นิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน โดยฟางเส้นสุดท้ายที่จุดชนวนสงครามครั้งนี้มี 2 ปัจจัยหลัก
(1) วิกฤตเศรษฐกิจและการประท้วงใหญ่ในอิหร่านเมื่อปลายปี 2568 (ค.ศ. 2025) ที่ทำให้รัฐบาลอิหร่านต้องปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 7,000 คน ภาพลักษณ์ที่อ่อนแอลงนี้ทำให้มหาอำนาจตะวันตกมองเห็น “รอยร้าว” ของระบอบการปกครอง
(2) ความล้มเหลวบนโต๊ะเจรจา เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ยื่นคำขาดว่าอิหร่านต้อง “ไม่มีการเสริมสมรรถนะอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่อิหร่านไม่มีวันยอมรับได้ เมื่อการทูตถึงทางตัน เสียงระเบิดจึงดังกึกก้อง
2. จาก “การป้องปราม” สู่ “การล้มกระดาน”
สิ่งที่ทำให้ปฏิบัติการ Epic Fury น่าสะพรึงกลัว คือการเปลี่ยนผ่านยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และอิสราเอล จากเดิมที่เพียงแค่ต้องการ “ป้องปราม” ไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ กลายมาเป็นยุทธศาสตร์ “ทำลายล้างและเปลี่ยนระบอบการปกครอง”
เป้าหมายทางทหารของพวกเขาชัดเจนและเด็ดขาด: บดขยี้โครงการนิวเคลียร์ ทำลายคลังขีปนาวุธ ตัดตอนกองกำลังตัวแทน และประกาศกวาดล้างกองทัพเรืออิหร่านให้สิ้นซาก
ยิ่งไปกว่านั้น อิสราเอลยังใช้ยุทธวิธีมุ่งเป้าลอบสังหารไปยังผู้นำระดับสูงของอิหร่าน เพื่อให้สายการบังคับบัญชาเป็นอัมพาต ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้วิธีทำสงครามจิตวิทยา ปลุกระดมให้ชาวอิหร่านลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลตนเอง
3. เมื่อ “ผู้ถูกโจมตี” ลุกขึ้นสู้
สหรัฐฯ อาจประเมินความสามารถในการฟื้นตัวของอิหร่านต่ำเกินไป เพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมงหลังถูกโจมตี อิหร่านได้สวนกลับทันที โดยไม่ได้เล็งไปที่อิสราเอลเพียงแห่งเดียว แต่สาดขีปนาวุธและฝูงโดรนพลีชีพเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลาง
การที่อิหร่านมองว่าประเทศใดก็ตามที่ให้สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพ ถือเป็นการตอบโต้ที่ชอบธรรม นับเป็นปฏิบัติการที่อันตรายยิ่ง เพราะมันกำลังดึงกลุ่มประเทศอาหรับให้กระโจนเข้าสู่ความขัดแย้ง และนี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงว่า สงครามนี้กำลังขยายวง กลายเป็นสงครามภูมิภาค
4. วิกฤตฮอร์มุซ: เมื่อภูมิศาสตร์กลายเป็นอาวุธ
หากอิหร่านหลังชนฝา อาวุธที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ขีปนาวุธ แต่เป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ชื่อว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ร่องน้ำที่เป็นเสมือนคอหอยของโลก ซึ่งรองรับการขนส่งน้ำมันดิบถึง 20 % และก๊าซ LNG อีก 20 % ของทั้งโลก
อิหร่านไม่จำเป็นต้องใช้กองเรือรบขนาดใหญ่ไปปิดช่องแคบ เพียงแค่สร้างความหวาดผวา เช่น ปล่อยฝูงเรือเร็วเข้าไปก่อกวน หรือส่งโดรนพลีชีพโฉบไปมา ก็เพียงพอที่จะทำให้บริษัทประกันภัยสั่งเพิ่มเบี้ยความเสี่ยงจนสูงลิบลิ่ว และทำให้เรือสินค้าไม่กล้าแล่นผ่าน
หากช่องแคบนี้ถูกปิด นักวิเคราะห์ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะยานทะลุ 120-140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก๊าซ LNG อาจราคาพุ่งขึ้นถึง 4 เท่า อัตราเงินเฟ้อโลกจะกลับมาทะยานสูง ห่วงโซ่อุปทานจะพังทลาย น่านฟ้าในตะวันออกกลางจะกลายเป็นเขตห้ามบิน ซึ่งจะทำให้การขนส่งและการเดินทางทั่วโลกต้องหยุดชะงัก
5. ผลกระทบกับไทย: บททดสอบครั้งใหญ่ของรัฐบาล
แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง แต่นี่คือ Perfect Storm ที่กำลังพัดถล่มโครงสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคงของไทยใน 3 มิติหลัก
(1) วิกฤตพลังงาน
ไทยพึ่งพาพลังงานที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 1 ใน 3 ของการใช้ทั้งประเทศ หากถูกปิดล้อม ราคาน้ำมันและก๊าซ (ซึ่งไทยใช้ผลิตไฟฟ้าถึง 60-65%) จะพุ่งกระฉูด กองทุนน้ำมันอาจติดลบหนักขึ้น และหากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เราอาจต้องเจอกับการ “ปันส่วนพลังงาน” (Fuel Rationing)
(2) พิษเศรษฐกิจและวิกฤตโลจิสติกส์
การชะงักงันของการขนส่งน้ำมันและเส้นทางเดินเรือจะสร้างคลื่นกระแทกต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั่วโลก เมื่อค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น รถยนต์ อะไหล่ ยางพารา และอาหารแปรรูป จะพุ่งสูงตามไปด้วยจนกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
นอกจากนี้ ความผันผวนของสถานการณ์และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังบีบให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง จนตลาดหุ้นดิ่งลง และดันราคาทองคำในประเทศให้พุ่งสูงจนร้านทองรายใหญ่ต้องสั่งระงับการซื้อขายชั่วคราว
(3) ความปลอดภัยของแรงงานไทย
ภารกิจที่บีบคั้นหัวใจที่สุดคือชะตากรรมของแรงงานไทย ที่ทำงานอยู่ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางวิกฤตนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการด่วนตั้ง War Room ตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมพร้อมเครื่องบินจากกองทัพอากาศเพื่ออพยพคนไทยทันทีที่มีโอกาส รวมถึงสั่งระงับการส่งแรงงานใหม่ไปพื้นที่เสี่ยงทั้งหมด
สำหรับประเทศไทย วิกฤตครั้งนี้เป็นการบ่งชี้ว่า เราไม่สามารถพึ่งพากลไกแบบเดิมได้อีกต่อไป การเร่งกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน การวางตัวทางการทูตเชิงเศรษฐกิจอย่างชาญฉลาด และการเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตแบบเบ็ดเสร็จ คือกุญแจสำคัญที่จะนำพาประเทศให้รอดพ้นจากคลื่นลมแห่งภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังปั่นป่วนที่สุดในศตวรรษนี้
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เพื่อเติมสีสันให้กับการท่องเที่ยวไทย
ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม
ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.
จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์
การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง
เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?
สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก




