
ทำความรู้จัก “วีระพงษ์ ประภา” รองหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน แต่เป็นที่ปรึกษารัฐบาล
ในแวดวงการเมืองที่มักขีดเส้นแบ่งระหว่าง “ฝ่ายค้าน” และ “รัฐบาล” ปรากฏการณ์ที่รัฐมนตรีดึงตัวแกนนำระดับสูงของพรรคฝ่ายค้านมาร่วมทีม ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยนัก
แต่สิ่งนี้เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 เมื่อ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประกาศตั้ง “ดรีมทีม” 12 ที่ปรึกษา กู้อวิกฤตเศรษฐกิจ และรายชื่อที่สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สุดคือ “วีระพงษ์ ประภา” ซึ่งปัจจุบันสวมหมวกใบใหญ่ในฐานะ “รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ”
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมรัฐมนตรีพาณิชย์ถึงยอมเสี่ยงถูกด่าว่า “ไร้มารยาททางการเมือง” เพื่อดึง “วีระพงษ์” มาร่วมทีม ? และทำไมเขาถึงกลายเป็น “ชิ้นส่วนสำคัญ” ที่รัฐบาลต้องการ ในยามที่โลกกำลังทำสงครามการค้า ?

1. จากลูกหลานพ่อค้าหาดใหญ่ สู่เวทีการศึกษาและบรรษัทระดับโลก
“วีระพงษ์” เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2527 (ปัจจุบันอายุ 41 ปี) เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การเติบโตในเมืองหลวงแห่งการค้าชายแดนภาคใต้ ทำให้เขาซึมซับพลวัตของเศรษฐกิจมาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะเดินทางไปบ่มเพาะวิชาความรู้ที่ประเทศนิวซีแลนด์
โปรไฟล์การศึกษาของเขาเรียกได้ว่าหาตัวจับยาก เขาคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 ควบ 3 สาขา (บัญชี, ธุรกิจระหว่างประเทศ, กฎหมายพาณิชย์) จาก Victoria University of Wellington ก่อนจะต่อยอดปริญญาโทด้านการพัฒนาระหว่างประเทศที่ London School of Economics (LSE) และคว้า Executive MBA จาก University of Cambridge ด้วยทุนเกียรติยศสำหรับผู้มีผลงานโดดเด่นในภาคประชาสังคม
เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มต้นในฐานะผู้ตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงินของ Ernst & Young (EY) หนึ่งในบริษัทบัญชี “Big 4” ของโลก ทั้งในสาขานิวซีแลนด์และลอนดอน งานนี้สอนให้เขารู้จักไส้ในของระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และกลไกทุนนิยมของบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติอย่างทะลุปรุโปร่ง
2. ก้าวข้ามเส้นแบ่งทุนนิยม สู่ “นักรบ NGO”
จุดหักเหที่ทำให้โปรไฟล์ของ “วีระพงษ์” โดดเด่นกว่านักการเมืองสายเศรษฐกิจทั่วไป คือการตัดสินใจทิ้งหมวกที่ปรึกษาฝั่งนายทุน มาสวมหมวกนักขับเคลื่อนสังคม เขาเข้าร่วมงานกับ Oxfam ในฐานะที่ปรึกษานโยบายอาวุโสนานถึง 8 ปี (พ.ศ. 2557–2565)
ที่นั่น เขาใช้ความรู้แบบฉบับนักบัญชีมาเจรจาและกดดันบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Amazon หรือ Walmart ให้ต้องยอมปรับเปลี่ยนมาตรฐานการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิทธิแรงงานและสิ่งแวดล้อม
ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้จัดการอาวุโสที่ Freedom Fund ในกรุงลอนดอนเพื่อต่อสู้กับปัญหาการค้ามนุษย์ ประสบการณ์กว่า 20 ปี ในเวทีสากลนี้เอง ที่หล่อหลอมวิสัยทัศน์ “การค้าที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ให้กับเขา
3. เลือดใหม่ประชาธิปัตย์
เมื่อก้าวเข้าสู่สมรภูมิการเมือง วีระพงษ์เลือกสังกัด พรรคประชาธิปัตย์ โดยนั่งแท่นรองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เขาเปรียบเสมือนเลือดใหม่ (New Blood) ที่พยายามเข้ามารีโนเวตพรรค ด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์ที่จับต้องได้
แต่นอกเหนือจากมิติเศรษฐกิจแล้ว วีระพงษ์ยังได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสิทธิมนุษยชนและการเมืองไทย เมื่อเขาจดทะเบียนสมรสกับ ฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568

4. ทำไม “วีระพงษ์” จึงเป็นที่ต้องการของ “ศุภจี”
ในยุคที่โลกกำลังปั่นป่วนจากการกลับมาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่จ้องจะตั้งกำแพงภาษีสูงลิ่ว ประเทศไทยจำเป็นต้องหาเกราะคุ้มกันใหม่ ซึ่งก็คือการเร่งปิดดีล ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thai-EU FTA) ให้สำเร็จ
ปัญหาคือ สหภาพยุโรปตั้งมาตรฐานการเจรจาไว้สูงมาก ทั้งเรื่องคาร์บอน สิทธิแรงงาน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งข้าราชการหรือนักการเมืองแบบดั้งเดิมมักรับมือได้ยาก รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร จึงเคยมอบหมายให้เขาเป็น “ผู้แทนการค้าไทย” เพื่อรับบทหัวหอกในการเจรจาเรื่องนี้มาแล้ว
เมื่อมีการจัดตั้ง ครม. อนุทิน 2 “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.พาณิชย์คนใหม่ มองเห็นแล้วว่าการเจรจา FTA รอบที่ 9 ในเดือนมิถุนายน 2569 จำเป็นต้อง “สะเด็ดน้ำ” เธอจึงไม่มีเวลามานั่งสอนงานคนใหม่ การดึง “วีระพงษ์”กลับมาเป็นที่ปรึกษาแบบ “ไร้ค่าตอบแทน” เพื่อสานต่องานเจรจาที่เขาคุ้นเคย จึงเป็นทางเลือกแบบนักบริหารที่เน้นผลลัพธ์เป็นที่ตั้ง
แต่ผลลัพธ์ทางการเมืองกลับดุเดือดกว่าที่คิด การไปดึงตัว “รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” มาร่วมงานโดยพลการ ทำให้กลุ่มแม่ยกพรรค ปชป. นำโดย “ติ๊งต่าง” กาญจนี วัลยะเสวี ออกมาเปิดฉากถล่มศุภจีอย่างรุนแรงว่า “ไร้มารยาท” ข้ามหัวผู้ใหญ่ในพรรค และตั้งคำถามเจ็บแสบว่า สส. พรรคแกนนำรัฐบาลไม่มีคนเก่งแล้วหรือ ถึงต้องมาหยิบยืมบุคลากรจากพรรคอื่น

5. รัฐบาล ขาดแคลนมืออาชีพ ?
ความขัดแย้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องดราม่าแม่ยกหวงคนในพรรค แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่น่าตกใจของเศรษฐศาสตร์การเมืองไทย
(1) รัฐบาลขาดแคลน Technocrat ?
การที่รัฐบาลต้องกวาดต้อนที่ปรึกษาจากภาคเอกชน นักวิชาการ และถึงขั้นต้องดึงคนจากพรรคฝ่ายค้านมารับมือกับวิกฤตการค้าโลก สะท้อนให้เห็นว่า “ระบบโควตา สส.” ไม่สามารถผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ทันกับความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่
(2) “มืออาชีพ” ปะทะ “ความเป็นสถาบัน”
ปรากฏการณ์นี้คือจุดปะทะระหว่าง มุมมองแบบนักบริหาร (เอาคนเก่งที่สุดมาแก้ปัญหาโดยไม่สนข้อจำกัดทางการเมือง) กับ มุมมองแบบสถาบันนิยม (คนของพรรคคือสมบัติของพรรค การข้ามหัวคือการหยามเกียรติ)
ปรากฏการณ์การดึงตัว “วีระพงษ์” มาร่วมทีมที่ปรึกษาของ “ศุภจี” ในครั้งนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงรอยต่อระหว่างความจำเป็นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองไทย
ในมุมมองของการบริหารจัดการ การเลือกใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและคุ้นเคยกับงานเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ถือเป็นทางเลือกที่มุ่งเน้นผลลัพธ์เป็นสำคัญ ในช่วงเวลาที่ต้องเร่งรัดปิดดีลสำคัญ
แต่อีกด้านหนึ่ง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็สร้างแรงกระเพื่อมและทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องมารยาททางการเมือง ตลอดจนโครงสร้างการทำงานระหว่างรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นี่จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าติดตามต่อไปว่า การเมืองไทยจะสามารถค้นหาจุดสมดุลระหว่าง “การดึงมืออาชีพมาแก้ปัญหา” กับ “ความเหมาะสมทางการเมือง” ได้อย่างไร ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เพื่อเติมสีสันให้กับการท่องเที่ยวไทย
ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม
ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.
จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์
การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง
เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?
สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก



