ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
ทำความรู้จัก “วีระพงษ์ ประภา” รองหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน แต่เป็นที่ปรึกษารัฐบาล

ทำความรู้จัก “วีระพงษ์ ประภา” รองหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน แต่เป็นที่ปรึกษารัฐบาล

Srawut
Srawut
กองบรรณาธิการ
1 min read

ในแวดวงการเมืองที่มักขีดเส้นแบ่งระหว่าง “ฝ่ายค้าน” และ “รัฐบาล” ปรากฏการณ์ที่รัฐมนตรีดึงตัวแกนนำระดับสูงของพรรคฝ่ายค้านมาร่วมทีม ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยนัก

แต่สิ่งนี้เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 เมื่อ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประกาศตั้ง “ดรีมทีม” 12 ที่ปรึกษา กู้อวิกฤตเศรษฐกิจ และรายชื่อที่สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สุดคือ “วีระพงษ์ ประภา” ซึ่งปัจจุบันสวมหมวกใบใหญ่ในฐานะ “รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ”

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมรัฐมนตรีพาณิชย์ถึงยอมเสี่ยงถูกด่าว่า “ไร้มารยาททางการเมือง” เพื่อดึง “วีระพงษ์” มาร่วมทีม  ? และทำไมเขาถึงกลายเป็น “ชิ้นส่วนสำคัญ” ที่รัฐบาลต้องการ ในยามที่โลกกำลังทำสงครามการค้า ?

1. จากลูกหลานพ่อค้าหาดใหญ่ สู่เวทีการศึกษาและบรรษัทระดับโลก

“วีระพงษ์” เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2527 (ปัจจุบันอายุ 41 ปี) เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การเติบโตในเมืองหลวงแห่งการค้าชายแดนภาคใต้ ทำให้เขาซึมซับพลวัตของเศรษฐกิจมาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะเดินทางไปบ่มเพาะวิชาความรู้ที่ประเทศนิวซีแลนด์

โปรไฟล์การศึกษาของเขาเรียกได้ว่าหาตัวจับยาก เขาคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 ควบ 3 สาขา (บัญชี, ธุรกิจระหว่างประเทศ, กฎหมายพาณิชย์) จาก Victoria University of Wellington ก่อนจะต่อยอดปริญญาโทด้านการพัฒนาระหว่างประเทศที่ London School of Economics (LSE) และคว้า Executive MBA จาก University of Cambridge ด้วยทุนเกียรติยศสำหรับผู้มีผลงานโดดเด่นในภาคประชาสังคม

เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มต้นในฐานะผู้ตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงินของ Ernst & Young (EY) หนึ่งในบริษัทบัญชี “Big 4” ของโลก ทั้งในสาขานิวซีแลนด์และลอนดอน งานนี้สอนให้เขารู้จักไส้ในของระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และกลไกทุนนิยมของบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติอย่างทะลุปรุโปร่ง

2. ก้าวข้ามเส้นแบ่งทุนนิยม สู่ “นักรบ NGO”

จุดหักเหที่ทำให้โปรไฟล์ของ “วีระพงษ์” โดดเด่นกว่านักการเมืองสายเศรษฐกิจทั่วไป คือการตัดสินใจทิ้งหมวกที่ปรึกษาฝั่งนายทุน มาสวมหมวกนักขับเคลื่อนสังคม เขาเข้าร่วมงานกับ Oxfam ในฐานะที่ปรึกษานโยบายอาวุโสนานถึง 8 ปี (พ.ศ. 2557–2565)

ที่นั่น เขาใช้ความรู้แบบฉบับนักบัญชีมาเจรจาและกดดันบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Amazon หรือ Walmart ให้ต้องยอมปรับเปลี่ยนมาตรฐานการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิทธิแรงงานและสิ่งแวดล้อม

ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้จัดการอาวุโสที่ Freedom Fund ในกรุงลอนดอนเพื่อต่อสู้กับปัญหาการค้ามนุษย์ ประสบการณ์กว่า 20 ปี ในเวทีสากลนี้เอง ที่หล่อหลอมวิสัยทัศน์ “การค้าที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ให้กับเขา

3. เลือดใหม่ประชาธิปัตย์

เมื่อก้าวเข้าสู่สมรภูมิการเมือง วีระพงษ์เลือกสังกัด พรรคประชาธิปัตย์ โดยนั่งแท่นรองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เขาเปรียบเสมือนเลือดใหม่ (New Blood) ที่พยายามเข้ามารีโนเวตพรรค ด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์ที่จับต้องได้

แต่นอกเหนือจากมิติเศรษฐกิจแล้ว วีระพงษ์ยังได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสิทธิมนุษยชนและการเมืองไทย เมื่อเขาจดทะเบียนสมรสกับ ฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568

4. ทำไม “วีระพงษ์” จึงเป็นที่ต้องการของ “ศุภจี”

ในยุคที่โลกกำลังปั่นป่วนจากการกลับมาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่จ้องจะตั้งกำแพงภาษีสูงลิ่ว ประเทศไทยจำเป็นต้องหาเกราะคุ้มกันใหม่ ซึ่งก็คือการเร่งปิดดีล ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thai-EU FTA) ให้สำเร็จ

ปัญหาคือ สหภาพยุโรปตั้งมาตรฐานการเจรจาไว้สูงมาก ทั้งเรื่องคาร์บอน สิทธิแรงงาน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งข้าราชการหรือนักการเมืองแบบดั้งเดิมมักรับมือได้ยาก รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร จึงเคยมอบหมายให้เขาเป็น “ผู้แทนการค้าไทย” เพื่อรับบทหัวหอกในการเจรจาเรื่องนี้มาแล้ว

เมื่อมีการจัดตั้ง ครม. อนุทิน 2 “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.พาณิชย์คนใหม่ มองเห็นแล้วว่าการเจรจา FTA รอบที่ 9 ในเดือนมิถุนายน 2569 จำเป็นต้อง “สะเด็ดน้ำ” เธอจึงไม่มีเวลามานั่งสอนงานคนใหม่ การดึง “วีระพงษ์”กลับมาเป็นที่ปรึกษาแบบ “ไร้ค่าตอบแทน” เพื่อสานต่องานเจรจาที่เขาคุ้นเคย จึงเป็นทางเลือกแบบนักบริหารที่เน้นผลลัพธ์เป็นที่ตั้ง

แต่ผลลัพธ์ทางการเมืองกลับดุเดือดกว่าที่คิด การไปดึงตัว “รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” มาร่วมงานโดยพลการ ทำให้กลุ่มแม่ยกพรรค ปชป. นำโดย “ติ๊งต่าง” กาญจนี วัลยะเสวี ออกมาเปิดฉากถล่มศุภจีอย่างรุนแรงว่า “ไร้มารยาท” ข้ามหัวผู้ใหญ่ในพรรค และตั้งคำถามเจ็บแสบว่า สส. พรรคแกนนำรัฐบาลไม่มีคนเก่งแล้วหรือ ถึงต้องมาหยิบยืมบุคลากรจากพรรคอื่น

5. รัฐบาล ขาดแคลนมืออาชีพ ?

ความขัดแย้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องดราม่าแม่ยกหวงคนในพรรค แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่น่าตกใจของเศรษฐศาสตร์การเมืองไทย

(1) รัฐบาลขาดแคลน Technocrat ?

การที่รัฐบาลต้องกวาดต้อนที่ปรึกษาจากภาคเอกชน นักวิชาการ และถึงขั้นต้องดึงคนจากพรรคฝ่ายค้านมารับมือกับวิกฤตการค้าโลก สะท้อนให้เห็นว่า “ระบบโควตา สส.” ไม่สามารถผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ทันกับความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่

(2) “มืออาชีพ” ปะทะ “ความเป็นสถาบัน”

ปรากฏการณ์นี้คือจุดปะทะระหว่าง มุมมองแบบนักบริหาร (เอาคนเก่งที่สุดมาแก้ปัญหาโดยไม่สนข้อจำกัดทางการเมือง) กับ มุมมองแบบสถาบันนิยม (คนของพรรคคือสมบัติของพรรค การข้ามหัวคือการหยามเกียรติ)

ปรากฏการณ์การดึงตัว “วีระพงษ์” มาร่วมทีมที่ปรึกษาของ “ศุภจี” ในครั้งนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงรอยต่อระหว่างความจำเป็นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองไทย

ในมุมมองของการบริหารจัดการ การเลือกใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและคุ้นเคยกับงานเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ถือเป็นทางเลือกที่มุ่งเน้นผลลัพธ์เป็นสำคัญ ในช่วงเวลาที่ต้องเร่งรัดปิดดีลสำคัญ

แต่อีกด้านหนึ่ง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็สร้างแรงกระเพื่อมและทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องมารยาททางการเมือง ตลอดจนโครงสร้างการทำงานระหว่างรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าติดตามต่อไปว่า การเมืองไทยจะสามารถค้นหาจุดสมดุลระหว่าง “การดึงมืออาชีพมาแก้ปัญหา” กับ “ความเหมาะสมทางการเมือง” ได้อย่างไร ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน

Srawut
Author

Srawut

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด Editor

ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม

ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.

Srawut··1 min read

จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  

การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง

Srawut··1 min read

เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?

สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก

Srawut··1 min read