ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
เขียนหนังให้ถูกใจแฟน-เมื่อภาพยนตร์เข้าสู่ยุคที่ Fan Service สำคัญกว่าเรื่องราว

เขียนหนังให้ถูกใจแฟน-เมื่อภาพยนตร์เข้าสู่ยุคที่ Fan Service สำคัญกว่าเรื่องราว

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
2 min read

บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ Spider-Man: No Way Home 

“พูดโดยสัตย์จริง ด้วยวิธีการทำงาน, ด้วยการแสดงของนักแสดงที่พยายามอย่างที่สุดแล้วในเงื่อนไขแบบนั้น สิ่งใกล้เคียงที่สุดกับงานพวกนี้ น่าจะเป็นสวนสนุกมากกว่า มันไม่ได้มีความเป็นภาพยนตร์ที่พยายามสื่อสารด้านอารมณ์ และประสบการณ์ทางจิตวิทยาไปสู่ความเป็นมนุษย์แบบอื่น” 

คำพูดอันเผ็ดร้อนของผู้กำกับลายครามอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี ที่ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Empire เมื่อปี 2019 กับความเห็นของเขาต่อแฟรนไชส์หนังมาร์เวล ที่สร้างกระแสตื่นตัวและต่อต้านพอสมควรจากแฟนมาร์เวลที่ผู้กำกับรุ่นปู่วิพากษ์วิจารณ์หนังมาร์เวลแบบนั้น

เอาเข้าจริง แม้เราจะเข้าใจทั้งมุมมองของปู่มาร์ติน ที่เติบโตมาในยุคที่ภาพยนตร์ต้องทำหน้าที่สะท้อนเนื้อหาบางอย่าง ขณะเดียวกันก็เข้าใจความรู้สึกของแฟนมาร์เวลด้วย ว่าที่ปู่พูดก็ดูแรงไปหน่อย แต่หลังจากที่ได้รับชมงานของมาร์เวลเรื่องล่าสุดอย่าง Spider-Man: No Way Home อยู่ดีๆ คำพูดของปู่มาร์ตินก็ค่อยๆ เดินเข้ามาในหัวอย่างช้าๆ ขณะที่ความรู้สึกตื่นเต้นจากหนัง (หรือความ Hype ในภาษาของแฟนๆ) ค่อยๆ ลดลดไปตามเวลาผ่านเลย

จริงๆ ตัวหนังไม่ได้เป็นหนังที่แย่แต่อย่างใด เอาเข้าจริงมันคือหนังที่ให้ความบันเทิงได้อย่างเต็มรูปแบบในแบบที่มันควรจะเป็น อุดมไปด้วยฉากแอ็คชั่น มุกตลก และสารพัดฉาก Fan Service ที่ชวนให้ตาลุกวาว แต่หลังจากที่ความตื่นเต้นจากสิ่งที่เห็นได้เริ่มหายไป เริ่มวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังแบบจริงจัง เราก็เริ่มจะเห็นช่องโหว่บางประการของหนังที่ถูกบดบังเอาไว้เพราะความรู้สึก Hype ของเราในขณะที่รับชม

เพราะหากคิดกันดีๆ หากหนังไม่ได้จุดเซอร์ไพรส์ในแง่ที่ว่ามันได้รวบรวมไอ้แมงมุมทั้งสองคนก่อนหน้าอย่างโทบี้ แม็คไกวร์ และแอนดรูว์ การ์ฟิลด์ มาร่วมจอกัน เราจะตื่นเต้นกับเรื่องราวของหนังขนาดนี้รึเปล่า? หรือหากตัดฉากแอ็คชั่นที่มีไอ้แมงมุมสามคนร่วมต่อสู้กันในไคล์แมกซ์ของหนังออกไป (ที่เอาเข้าจริงดูเหมือนว่าทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานที่เคยทำได้ในภาคก่อนๆ เสียอีก) มันจะทำงานกับความรู้สึกตื่นเต้นของเราขนาดนี้หรือไม่? 

ถ้าเราคิดถึงแค่ตัวเรื่องราวของหนัง วิเคราะห์เหตุและผลของการเกิดเรื่องราวทั้งหมด โดยตัด Fan Service ออกไป ก็คงไม่อาจให้หนังไอ้แมงมุมภาคนี้เป็นหนังที่ดีได้ จากเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดวุ่นวายเพียงเพราะการตัดสินใจอันหุนหันพลันแล่นของเด็กวัยรุ่นที่ตัดสินใจแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ซ้ำยังแก้ปัญหาแบบเด็กๆ แบบที่ทำทุกอย่างที่ไม่ควรทำ โดยหนังทั้งเรื่องก็วนเวียนอยู่กับการแก้ปัญหาที่มีจุดเริ่มต้นอันน่าปวดหัวของเด็กวัยรุ่น ที่เราก็ควรตั้งคำถามถึงพัฒนาของตัวละครที่ผ่านเรื่องราวมาก็มาก ผ่านการต่อสู้มาหลายสมรภูมิที่ได้พบเจอกับการสูญเสียและพลัดพราก แต่เหตุใดตัวละครนั้นถึงไม่เรียนรู้ในการเติบโต และสร้างเรื่องราวที่วุ่นวายอยู่ร่ำไป แม้ว่าหนังได้ลงท้ายด้วยการให้บทเรียนกับตัวละครในท้ายเรื่องที่ส่งให้เขาเติบโตอย่างเต็มตัวกับการเสียสละเพื่อคนที่รัก แต่ก็ไม่อาจช่วยให้ตัวละครดูดีขึ้นจากการเขียนให้ตัวละครไม่รู้จักโตในตอนแรกได้ 

ซึ่งทั้งหมดมันไม่ใช่ว่าทีมผู้เขียนบทนั้นไม่รู้หรือลืมไปหรอก พวกเขาไม่ได้มักง่ายแบบนั้น แต่เหตุผลเดียวที่ผู้เขียนบทต้องทำแบบนั้น คือต้องยอมทำเพื่อให้เรื่องราวนี้เกิดขึ้น เพื่อให้มีเหตุผลที่สามารถใส่ฉาก Fan Service เข้าไปได้ โดยยอมแลกกับเหตุผลในแง่ของเรื่องราวที่สมเหตุสมผลออกไป

มันจึงสรุปได้ว่าหนังเรื่องนี้ดำรงอยู่โดยจุดประสงค์ในการทำหนังเพื่อ Fan Service เป็นหลัก ไม่ใช่ต้องการมอบหนังที่ดีให้กับคนดูมาตั้งแต่แรก และมันเหมือนเป็นการบอกคนดูทางอ้อมว่าเราอาจกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคที่ผู้สร้างหนังเริ่มให้ความสำคัญกับ Fan Service มากกว่าเรื่องราวของภาพยนตร์ 

และนั่นเอง ที่คำพูดของปู่มาร์ตินที่บอกว่าหนังมาร์เวลไม่ใช่ภาพยนตร์ แต่เป็นสวนสนุก ก็ไม่ใช่คำพูดที่เกินเลยอีกต่อไป

ผิดไหม ที่ Fan Service?

เราอาจต้องมาพูดกันถึงข้อดีของการ Fan Service กันเสียหน่อย จริงๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดของการ Fan Service มันก็นับเป็นอีกหนึ่งรสชาติพิเศษที่เราได้รับจากภาพยนตร์เช่นกัน แน่นอนว่ามันสร้างประสบการณ์พิเศษในรูปแบบเฉพาะ ที่ไม่ใช่หนังทุกเรื่องจะสามารถทำได้ อย่างฉากรวมตัวต่อสู้กับเหล่าร้ายของสามไอ้แมงมุมในหนัง ถามว่าคนที่เป็นแฟนและติดตามมาตั้งแต่ภาคแรก ใครจะไม่ตื่นตาจนเนื้อเต้นกับมันได้ หรือฉากรวมพลใน Avergers: Endgame (2019) ที่กัปตันอเมริกาเอ่ยคำว่า Assemble จนสร้างเสียงเฮลั่นสนั่นโรงหนังได้แบบนั้น 

เพราะมันคือภาพในฝันที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า ที่เติมเต็มความฝันและความรู้สึกของแฟนๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งหากจะมีปัญหา เราคงต้องมองไปในเรื่องที่ว่ามันตั้งหน้าตั้งตาจะ Fan Service จนลืมความสมเหตุสมผลของเนื้อเรื่องเกินไปรึเปล่า? อย่างใน Avenger: Endgame มาร์เวลสามารถสร้างทั้งเรื่องราวที่น่าสนใจ ปิดช่องโหว่ของเรื่องราวให้มากที่สุด พร้อมกับ Fan Service ได้อย่างลงตัว ซึ่งหากตัดเรื่อง Fan Service ไป ตัวหนังก็ยังมีเรื่องราวที่สมบูรณ์ในตัวเอง หากเป็นแบบนั้น คนดูได้ดูทั้งหนังที่ดีและประสบการณ์ร่วมที่ไม่มีวันลืม 

แต่กับบางเรื่อง (เช่น No Way Home) ทันทีที่คนดูเห็นว่าหนังตั้งหน้าตั้งตาจะ Fan Service จนลืมความสมบูรณ์ของเรื่องราวไป มีช่องโหว่ให้เห็นพอสมควร มันจึงเป็นปัญหา เพราะเท่ากับว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของภาพยนตร์อย่างเรื่องราวของหนังได้ถูกละเลยไป

ท้ายที่สุด กรณีของ No Way Home เราอาจไม่สามารถตัดสินได้ว่ามันถูกหรือผิด เพราะความสำเร็จของหนังที่เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ของภาพยนตร์ที่ทำรายได้ทั่วโลกผ่านหลัก 1,600 ล้านเหรียญเข้าไปแล้ว (แถมเกิดขึ้นในช่วงที่ไวรัสโควิดระบาดทั่วโลก) ก็บอกชัดเจนว่าคนดูชอบขนาดไหนกับสิ่งที่เห็นความรู้สึกที่เขาได้รับ แต่คำถามสำคัญที่ควรตระหนักก็คือ คนดูจะจดจำหนังเรื่องนี้ในฐานะหนังฮีโร่ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง แบบที่เคยเกิดขึ้นกับ Spider-Man 2 (2004) หรือจดจำในฐานะหนังที่เราเคยตื่นเต้นกับมัน เพราะมีสไปเดอร์แมนสามคนมาร่วมจอเดียวกันเท่านั้น 

นี่เป็นสิ่งที่ผู้สร้างสามารถเลือกได้ว่าต้องการแบบไหน

Marvel รู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่

ภายใต้การบริหารของหัวเรือใหญ่อย่าง เควิน ไฟกี เราสามารถพอที่จะสบายใจได้ ว่าทางมาร์เวลก็ไม่ได้กำลังหลงทางหรือละเลยใจความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่าภาพยนตร์ขนาดนั้น เพราะมาร์เวลก็แสดงให้เห็นมาหลายครั้งหลายคราว่าหนังของเขาไม่ได้จงใจจะ Fan Service จนลืมความหมายของภาพยนตร์ไปซะทั้งหมด 

อย่างที่เราได้เห็นหนังที่เข้าฉายในปีเดียวกันอย่าง Eternals (2021) ที่กำกับโดยผู้กำกับหญิงดีกรีออสการ์อย่าง โคลอี้ เจา ที่ชัดเจนในแง่การสร้างภาพยนตร์ที่ใส่องค์ประกอบความเป็นภาพยนตร์ที่ตั้งใจใส่ความเป็นมนุษย์ลงไปตัวละครอยู่สูง มีอารมณ์ดราม่าที่ซีเรียสจริงจังยิ่งกว่าเรื่องก่อนที่เคยสร้าง รวมถึงด้านองค์ประกอบศิลป์ของภาพยนตร์ที่อยู่ในระดับหนังลุยเวทีรางวัล หรือหนังอย่าง Captain America: The Winter Soldier (2014) ที่มีการผสมหนังแนวสายลับช่วงยุค 70 ในเรื่องหนอนบ่อนไส้ในองค์กรได้อย่างลงตัวกับหนังฮีโร่ 

หรือจะเป็นงานซีรีส์ที่สร้างความแปลกใหม่ด้วยการผสมวิธีการเล่าแบบละครซิตคอมอเมริกันช่วงยุค 60 ในซีรีส์อย่าง WandaVision (2021) หรือโทนหนังแอ็คชั่นท่ามกลางบรรยากาศความสุขในวันหยุดส่งท้ายปีอย่างเทศกาลคริสต์มาสที่หิมะโปรยปรายอย่าง Hawkeye (2021) 

จะเห็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ทางสตูดิโอมาร์เวล ก็ไม่ได้เล่นเพลย์เซฟ โดยการทำหนังเอาใจแฟนๆ ในรูปแบบเดิมๆ อย่างเดียว แต่ดูเหมือนว่าทางมาร์เวลก็กำลังพยายามผสมผสานและสร้างความแปลกใหม่ให้กับหนังและซีรีส์ของตัวเองอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด 

และ Spider-Man: No Way Home เป็นเพียงหนังอีกเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นโดยเป้าหมายให้ Fan Service เป็นหลักเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ามาร์เวลจะทำแบบนั้นทุกเรื่องเสียหน่อย

ความหมายของภาพยนตร์

เรารับชมภาพยนตร์เพื่ออะไร? รับความบันเทิงเต็มรูปแบบ พักผ่อนหย่อนใจไปกับความบันเทิงตรงหน้าสัก 2 ชั่วโมงในสถานที่โรงหนังมืด ที่มีแค่เรากับภาพยนตร์ ก่อนจะกลับสู่โลกความจริง หรือการไปเสพศิลปะที่บางครั้งก็อาจไม่บันเทิงนัก กับหนังบางเรื่องที่อาจทำให้คุณต้องปวดหัวในการตีความ หรือดำดิ่งและจิตตกกับเรื่องราวอันหดหู่ที่ได้รับรู้ หากแต่ได้คุณค่าของศิลปะจากสื่อภาพยนตร์ในงานด้านการกำกับ การแสดง หรืองานด้านภาพอย่างเต็มที่ เป็นของฝากกลับบ้านไป

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง หนังภาคต่อถือเป็นภาพยนตร์ทำเงินหลักไปโดยปริยาย ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่หรือหนังแฟรนไชส์กลายเป็นหนังประเภทที่ทำเงินสูงสุดอย่างปฏิเสธไม่ได้ และด้วยเนื้อหาความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ มันจำกัดคนดูอยู่แล้วว่าคนดูต้องการความบันเทิงเป็นหลัก ซึ่งค่ายหนังเองก็รู้จุดนี้จึงทำอย่างไรก็ได้ให้คนดูมีความสุขและสมปรารถนาในความรู้สึกที่สุด อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ณ ปัจจุบัน จึงเดินทางมาถึงจุดนี้ 

แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ภาพยนตร์คือสิ่งที่ดำรงอยู่เพื่อถ่ายทอดสถานการณ์และความเป็นมนุษย์ ไม่เว้นแม้แต่หนังฮีโร่ ที่ไม่มากไม่น้อย มันต้องถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมนุษย์ ซึ่งฮีโร่ก็คือมนุษย์ และมันไม่แปลกที่คนทำหนังรุ่นเก๋าอย่างมาร์ติน สกอร์เซซี จะแสดงความเห็นแบบนั้น เพราะเขาเติบโตมาคนละยุคสมัย เขาโตมาในยุคที่ภาพยนตร์ต้องมีความหมายในการเล่าเรื่อง แม้จะเป็นเรื่องราวประโลมโลกหากแต่ต้องสะท้อนแนวคิดทางสังคมบางอย่าง หรือให้ความสำคัญต่อความเป็นมนุษย์ของตัวละครให้ถึงที่สุด 

เราจึงไม่แปลกใจหากเรามองไปที่งานของสกอร์เซซีไม่ว่าจะเป็น Taxi Driver (1976), Raging Bull (1980) และ Goodfellas (1990) แม้แต่งานยุคใหม่อย่าง Hugo (2011) หรือ The Wolf of Wall Street (2013) ก็ล้วนแล้วแต่เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนสภาพสังคม การถวิลหาอดีต ไม่ก็ต้องถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งดีและเลวทั้งสิ้น ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหน มันก็ยังคงได้รับการยกย่องในฐานะภาพยนตร์ที่ดีอีกเรื่อง และกับบางเรื่อง มันอาจอยู่เหนือกาลเวลาเสียด้วยซ้ำ 

เพราะคอหนังทั่วโลกคงไม่ได้จดจำหนังอย่าง The Shawshank Redemption (1994), Forrest Gump (1994), The Dark Knight (2008), Pulp Fiction (1994) หรือ The Godfather (1972) ในฐานะหนังที่มันทำให้เราสนุกหรือตื่นเต้นจนถึงขีดสุดหรอก เพราะนั่นมันก็แค่ประสบการณ์ร่วมขณะดู หากแต่จดจำมันในฐานะหนังที่เรารู้สึกได้ถึงองค์ประกอบทางด้านภาพยนตร์ที่ดีในทุกด้าน และเรื่องราวที่มีทั้งเหตุและผล มีความน่าสนใจ มีการแสดงที่ยอดเยี่ยม และสะท้อนความเป็นมนุษย์และมิติของตัวละคร

นี่ต่างหากที่น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ได้รับการจดจำ ยกย่อง และอยู่เหนือกาลเวลา

อ้างอิง
https://www.theguardian.com/film/2019/oct/04/martin-scorsese-says-marvel-movies-are-not-cinema
www.imdb.com

ภาพประกอบ
Marvel
Miramax

ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด Motion Picture 101

16 ปี Little Miss Sunshine ภาพยนตร์ที่บอกเราว่า ชีวิตแพ้ได้ และเราจะไม่เป็นไร

Little Miss Sunshineได้ครบรอบ 16 ปีพอดีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำหน้าที่ชุบชูจิตใจ สร้างพลังและแง่คิดในการใช้ชีวิตให้กับคนมากมาย

ระวี ตะวันธรงค์··1 min read

เลือกผู้กำกับยังไงให้หนังปัง (หรือพัง) ไขแนวคิดการเลือกผู้กำกับฉบับจักรวาลมาร์เวล

สิ่งที่ Marvel Studios ได้ทำลงไปก็ไม่ใช่การสุ่มทำไปมั่ว ๆ และดันประสบความสำเร็จ หากแต่มันคือการวางแผนในระยะยาวอย่างรัดกุม

ระวี ตะวันธรงค์··3 min read

กำเนิด Jurassic Park ภาพยนตร์ไดโนเสาร์ที่พลิกโฉมฮอลลีวูดไปตลอดกาล

มีภาพยนตร์อีกเรื่องที่ส่งเสริมสถานภาพของหนัง Blockbuster ให้ไปไกลทั่วโลก ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ Jurassic Park ของสตีเวน สปีลเบิร์กเจ้าเก่า

ระวี ตะวันธรงค์··3 min read

Fantastic Beasts กับความมั่นใจเกินเหตุของสตูดิโอวอร์เนอร์และเจ.เค.โรว์ลิ่ง

Fantastic Beasts เป็นเพียงปฐมบทของเรื่องราวสงคราม โดยเราได้รู้ในภายหลังว่า เจ.เค. โรว์ลิ่งและวางแผนเรื่องราวไว้ถึงห้าภาคด้วยกัน

ระวี ตะวันธรงค์··2 min read