ในภูมิทัศน์การเมืองไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงและต่อรองผลประโยชน์กันอย่างเข้มข้น หากเอ่ยถึง “ผู้มากบารมี” ที่เปี่ยมด้วยอิทธิพลและชั้นเชิงทางการเมือง ชื่อของ “เนวิน ชิดชอบ” และ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ย่อมถูกจับตามองมากที่สุด บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จ ตั้งแต่เส้นทางการสะสมบารมี ศิลปะการย้ายขั้วเพื่อความอยู่รอดและเติบโต รวมถึงความเหมือนและความแตกต่างระหว่างทั้ง 2 คน
1. ที่มาของอำนาจ ทุนมรดก vs ทุนเครือข่าย
แม้ทั้งคู่จะเติบโตมาจากการเมืองท้องถิ่นเหมือนกัน แต่รากฐานอำนาจมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะ
(1) เนวิน ชิดชอบ
จุดเริ่มต้นอำนาจของ “เนวิน” คือการรับช่วงต่อจาก “ชัย ชิดชอบ” (พ่อ) ซึ่งวางรากฐานธุรกิจโรงโม่หินและความสัมพันธ์กับการเมืองท้องถิ่นกับการเมืองระดับประเทศไว้แล้ว
โดย “เนวิน” ใช้เวลากว่า 30 ปีในการเปลี่ยน “บารมีส่วนบุคคล” ให้เป็น “ระบบพรรค” (ภูมิใจไทย) ที่มีโครงสร้างชัดเจน มีทุนสนับสนุนถาวร โดยเลือกที่จะอยู่หลังฉาก แต่เป็นศูนย์กลางอำนาจที่แท้จริง
(2) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
จุดเริ่มต้นอำนาจของ “ร.อ.ธรรมนัส” ไต่เต้าจากทหารชั้นผู้น้อย เติบโตด้วยคอนเนกชันกับผู้มีอิทธิพล มีความสามารถในการ “บริหารจัดการทรัพยากร” เพื่อแจกจ่ายให้เครือข่าย เลือกที่จะอยู่เบื้องหน้า มีสไตล์การต่อสู้ในแบบหัวหมู่ทะลวงฟัน
อำนาจรูปแบบนี้มีความคล่องตัวสูงแต่เปราะบาง เพราะผูกติดกับสถานภาพของ “ร.อ.ธรรมนัส” หากเขาหลุดจากวงจรอำนาจรัฐ เครือข่ายอาจสลายตัวได้โดยง่าย

2. ยุทธศาสตร์การสร้างเมือง vs การยึดพื้นที่
ทั้งสองคนใช้จังหวัดบ้านเกิดเป็นฐานที่มั่น แต่มีวิธีการครองใจมวลชนที่ต่างกัน
(1) “เนวิน” กับ “บุรีรัมย์โมเดล”
“เนวิน” ใช้วิธีเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัด ด้วยการดึงงบประมาณรัฐมาสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (ถนน, สนามบิน) ผสมผสานกับทุนเอกชนสร้างแลนด์มาร์ก (สนามฟุตบอล, สนามแข่งรถ)
ผลลัพธ์: ประชาชนรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณจากการที่ “มูลค่าทรัพย์สิน” และ “รายได้” เพิ่มขึ้นจริง ทำให้เกิดความภักดีต่อแบรนด์
(2) “ร.อ.ธรรมนัส” กับ “พะเยาโมเดล”
“ร.อ.ธรรมนัส” ใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบถึงลูกถึงคน โดยใช้กลไกราชการ (กระทรวงเกษตรฯ) เข้าไปแทรกแซงโดยตรง เช่น การเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนด, การขุดลอกแหล่งน้ำ, การประกันราคาพืชผล
ผลลัพธ์: เป็นการซื้อใจด้วย “ผลประโยชน์ระยะสั้น” ที่รวดเร็วและจับต้องได้ เหมาะสำหรับการเจาะพื้นที่ชนบทที่รัฐเอื้อมไม่ถึง ซึ่งพิสูจน์แล้วจากการที่เขาสามารถล้มแชมป์เก่าพรรคเพื่อไทยได้หลายเขตในการเลือกตั้งปี 2569

3. ศิลปะการเอาตัวรอด และหาช่องทางในการเติบโต
ทั้งคู่มีประวัติการ “ย้ายขั้ว” ที่ถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ แต่มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ต่างกัน
(1) เนวิน (2551) “มันจบแล้วครับนาย”
การหันหลังให้ “ทักษิณ” ไปจับมือกับ “ประชาธิปัตย์” ในปี 2551 คือการเปลี่ยนขั้วเพื่อให้ได้ไปต่อ เนวินชิงจังหวะย้ายข้างในช่วงที่ “ทักษิณ” และเครือข่าวกำลังเพลี่ยงพล้ำ เพื่อสถาปนา “พรรคภูมิใจไทย” ให้เป็นตัวแปรถาวร ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมต้องพึ่งพา
(2) ธรรมนัส (2567) “ประกาศอิสรภาพ”
การชิ่งจาก “พล.อ.ประวิตร” คือการแยกตัวเพื่อความอยู่รอด “ร.อ.ธรรมนัส” ถูกบีบทางการเมืองและต้องการรักษาโควตารัฐมนตรีเพื่อเลี้ยงดูเครือข่าย สส. ในมุ้ง การย้ายขั้วของเขาจึงมีลักษณะเป็น “ยุทธวิธี” มากกว่า “ยุทธศาสตร์” คือเน้นแก้เกมเป็นคราวๆ ไป ทำให้เขายังสามารถกลับมาดีลกับขั้วอำนาจเดิมได้ หากผลประโยชน์ลงตัว
4. สถานการณ์ปัจจุบัน
(1) พรรคภูมิใจไทย (193 ที่นั่ง) : ยึดครองพื้นที่ภาคอีสานใต้ ภาคกลาง และรุกคืบเข้าสู่พื้นที่บ้านใหญ่เดิมของเพื่อไทย กลายเป็นพรรคหลักของฝ่ายอนุรักษนิยม
(2) พรรคกล้าธรรม (58 ที่นั่ง) : ใช้ยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” เจาะฐานเสียงรากหญ้าในภาคเหนือและอีสานบางส่วน โดยอาศัยการชิงความได้เปรียบในช่วงที่พรรคเพื่อไทยยังบอบช้ำ
ความเหมือนของ “เนวิน” และ “ร.อ.ธรรมนัส” คือความเป็นนักการเมืองสายปฏิบัติ ยึดหลัก “ผลประโยชน์นิยม” เน้นผลลัพธ์และการจัดสรรผลประโยชน์
ส่วนความแตกต่างของทั้งคู่ ได้แก่ เนวินสร้างพรรคการเมืองอย่างเป็นระบบ เลือกจะเป็นผู้คอนโทรลเกม วางหมากกำหนดกลยุทธ์อยู่เบื้องหลัง เพื่อลดการปะทะโดยตรง และเลี่ยงการถูกโจมตี อันเนื่องมาจากจุดอ่อนด้านภาพลักษณ์ในอดีต
ในขณะที่ “ร.อ.ธรรมนัส” ยังคงเป็น “Strongman” ที่ต้องใช้แรงกายและทรัพยากรส่วนตัวในการขับเคลื่อนเครือข่าย แม้จะมีปัญหาด้านภาพลักษณ์ แต่ก็เลือกที่จะอยู่เบื้องหน้า เขาจึงเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของพรรคในเวลาเดียวกัน
หลังการจัดตั้งรัฐบาลปี 2569 “ภูมิใจไทย” กับ “กล้าธรรม” เปิดศึกกันอย่างหนักหน่วง และก็เป็นกล้าธรรมที่จำยอมต้องถอย ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วกล้าธรรมจะได้เข้าร่วมรัฐบาลไหม ? และการถอยในครั้งนี้ เพื่อเอาคืนในวันข้างหน้าหรือไม่ ?
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เพื่อเติมสีสันให้กับการท่องเที่ยวไทย
ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม
ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.
จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์
การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง
เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?
สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก




