
“ระบอบสีน้ำเงิน” จากพรรคตัวแปร สู่ผู้การสืบทอดอำนาจ คสช. ?
บทความวิเคราะห์ว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นการสืบทอดอำนาจของคสช. ผ่านพรรคภูมิใจไทยและเครือข่ายบ้านใหญ่ โดยไม่ใช่การล่มสลายของระบอบทหาร แต่เป็นการถ่ายทอดอำนาจที่แนบเนียนที่สุด

บทความวิเคราะห์ว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นการสืบทอดอำนาจของคสช. ผ่านพรรคภูมิใจไทยและเครือข่ายบ้านใหญ่ โดยไม่ใช่การล่มสลายของระบอบทหาร แต่เป็นการถ่ายทอดอำนาจที่แนบเนียนที่สุด
ปี 2568 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอำนาจในการเมืองไทย ที่เห็นความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยและอนุทินชาญวีรกูลเข้ามาครองอำนาจ
การยุบสภาเมื่อ 11 ธันวาคม 2568 โดยอนุทิน ชาญวีรกูล ตอกย้ำความล้มเหลวของฉันทามติ 25 ล้านเสียงจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่สูญเปล่าจากเล่ห์เหลี่ยมการเมือง
ผลโพลภาคตะวันออกปี 2568 เทียบกับเลือกตั้งล่าสุด พบกลุ่มยังไม่ตัดสินใจหนุนพรรคสูง 34.90% และหนุนนายกฯ 39.75%
เทียบผลโพลนิด้าโพลภาคอีสานปลายปี 2568 กับผลเลือกตั้งปี 2566 พบว่าพรรคประชาชนขึ้นแรงเป็นอันดับ 1 ขณะที่พรรคเพื่อไทยแชมป์เก่าลดลงเหลือ 16.85%
วิเคราะห์เทียบผลโพลภาคเหนือกับผลเลือกตั้ง 2566 พบว่า “พลังเงียบ” ที่ยังหาคนและพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ถึง 36.60% เป็นตัวตัดสินใจสำคัญ
ภาคกลางไทยมีกระแสการเมืองผันผวน โดยผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกนายกฯ และพรรคการเมืองถึง 35.65% และ 28.95% ตามลำดับ
นิด้าโพลเผยพรรคเพื่อไทยตกอันดับ 3 ในภาคอีสานและเหนือ ถูกแซงหน้าโดยพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย
วิสุดา วิเชียรศิลป์ ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ชนะการเลือกตั้งซ่อม สส. กาญจนบุรี เขต 4 ด้วยคะแนนท่วมท้น 52,807 คะแนน
สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยพรรคภูมิใจไทยนำด้วย 19.87% แต่ความเชื่อมั่นยังเปราะบาง