การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฏว่า “พรรคภูมิใจไทย” สามารถกวาดคะแนนเสียงได้เป็นอันดับ 1 ทิ้งห่าง “พรรคประชาชน” ในอันดับที่ 2 โดย Joshua Kurlantzick นักวิชาการอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก Council on Foreign Relations (CFR) ได้วิเคราะห์ถึงชัยชนะของ “พรรคภูมิใจไทย” และเจาะลึกถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้ “พรรคประชาชน” ต้องพบกับความพ่ายแพ้ ดังต่อไปนี้
1. ผลการเลือกตั้งที่ต่างจากผลโพล
ผลการเลือกตั้งระดับชาติของไทยครั้งนี้ ไม่เป็นไปตามที่โพลสำนักต่างๆ เคยทำนายไว้ ซึ่งโพลเหล่านั้นมุ่งวัดความตั้งใจในการเลือกพรรคเป็นหลัก ผลสำรวจดูเหมือนจะคลาดเคลื่อนไปมาก แม้กระทั่งในส่วนของความนิยมปาร์ตี้ลิสต์
2. กลยุทธ์ “บ้านใหญ่” กุญแจชัยชนะของภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทยทำผลงานได้ดีเยี่ยมในช่วงหาเสียง โดยเน้นไปที่ผู้สมัคร สส..กลุ่มบ้านใหญ่ และสามารถกวาดที่นั่ง สส. เขตมาได้จำนวนมาก ในขณะที่พรรคประชาชนละเลยจุดนี้
ผู้เขียนได้อ้างอิงถึง “เคน มาติส โลหะเตปานนท์” (The Coffee Parliament) ที่ได้วิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ถึงกลยุทธ์ของภูมิใจไทยในการรวบรวม “บ้านใหญ่” แต่ประเด็นนี้ถูกมองข้ามไป เพราะกระแสโพลของพรรคประชาชนที่มาแรง ซึ่งท้ายที่สุดกลุ่มบ้านใหญ่เหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภูมิใจไทยได้ สส. จำนวนมาก และมีชัยชนะเหนือพรรคพรรคประชาชน

3. ปัญหาผู้นำและกับดัก “ชาตินิยม” ที่พรรคประชาชนก้าวไม่พ้น
ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชนอาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการขาดผู้นำที่มีเสน่ห์ดึงดูด , กระแสชาตินิยมที่พุ่งสูง ฯลฯ สิ่งที่ชัดเจนคือพรรคประชาชนไม่มีผู้นำที่มีบารมีเทียบเท่าการเลือกตั้งปี 2566 และมีความขัดแย้งภายในกลุ่มแกนนำตลอดช่วงหาเสียง
การขาดผู้นำที่มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างแท้จริง และสไตล์การหาเสียงที่ย่ำแย่ ล้วนส่งผลกระทบ เพราะพรรคต้องพึ่งพาแรงจูงใจที่เข้มข้นและเสน่ห์ของผู้นำอย่างมากในการฝ่าฟันอุปสรรค
นอกจากนี้ บรรยากาศชาตินิยมจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เอื้อประโยชน์ต่อภูมิใจไทย โดยสงครามชายแดนช่วยให้ภูมิใจไทยได้รับคะแนนนิยมที่สูงขึ้น ขณะที่พรรคประชาชนตกที่นั่งลำบาก ต้องรักษาสมดุลระหว่างภาพลักษณ์รักชาติกับเป้าหมายปฏิรูปกองทัพ
พรรคประชาชนแก้เกมเรื่องชาตินิยมได้ไม่ดีพอ การยอมถอยจุดยืนเรื่องปฏิรูปกองทัพอาจทำให้เสียฐานเสียงหลัก มีเสียงวิจารณ์รุนแรงทางออนไลน์เรื่องการทิ้งคำสัญญาปฏิรูป แต่ท้ายที่สุด การถอยหลังนี้ก็ไม่เพียงพอในการชนะใจฝั่งชาตินิยม จึงเท่ากับสูญเปล่า
4. ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์: “การประนีประนอมครั้งใหญ่”
พรรคประชาชนคำนวณพลาดอย่างมหันต์เมื่อปลายปีก่อน โดยการตกลงโหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ แลกกับสัญญาบางอย่าง พรรคภูมิใจไทยได้ใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่กลับสร้างความบอบช้ำให้พรรคประชาชน และแสดงถึงความอ่อนหัดทางการเมือง เมื่อมองย้อนกลับไป นี่คือความผิดพลาดที่ใหญ่หลวง
5. อนาคตประเทศไทย: การโหยหา “เสถียรภาพ”
คนไทยต้องทนกับความไร้เสถียรภาพ เศรษฐกิจถดถอย และความขัดแย้งมานานหลายทศวรรษ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมาก
ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสสร้างเสถียรภาพด้วยชัยชนะที่เด็ดขาด ความวุ่นวายไม่น่าจะเกิดขึ้น พรรคประชาชนยอมรับความพ่ายแพ้และดูเหมือนจะยังอยู่ในอาการช็อก
รัฐบาลใหม่ต้องใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน , ฟื้นฟูเศรษฐกิจ , ทวงคืนบทบาทผู้นำภูมิภาค , และหยุดภาวะสมองไหล

6. บทเรียนของคน Gen Z และเทรนด์โลก
ผลการเลือกตั้งตั้งคำถามว่า พลังของคน Gen Z ในเอเชีย (เช่น เนปาล, บังกลาเทศ) จะแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงในคูหาได้หรือไม่ ?
ในไทย พรรคประชาชนซึ่งเป็นขวัญใจ Gen Z พ่ายแพ้ยับเยิน เพราะผู้คนมองหา “เสถียรภาพ” ท่ามกลางความไม่แน่นอนรอบด้าน ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับชัยชนะถล่มทลายของพรรค LDP ในญี่ปุ่น ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ลงคะแนนกำลังเปลี่ยนทิศทางไปหาความมั่นคงและเสถียรภาพ อย่างน้อยก็ในเวลานี้
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %
โพลสำรวจชี้ว่าระบอบอากงไม่ส่งผลกระทบต่อความนำของ “ชัชชาติ” ซึ่งยังคงนำห่างอยู่ที่ 67.30 %
หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?
ทักษิณ ชินวัตร เผชิญหนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท และต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ ยืดเวลา หรือเสี่ยงต่อการล้มละลาย
“สามารถ” ผ่าเบื้องลึก รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน กลายเป็นฝันค้าง
บทความวิเคราะห์เรื่องรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ซึ่งกลายเป็นฝันค้าง
รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย




