
เมื่อมาสเตอร์เชฟ 5 เอาผู้แข่งขันที่ติดโควิดกลับมา กับการสะท้อนภาพโควิดในสังคมไทย
มาสเตอร์เชฟประเทศไทยซีซั่น 5 กำลังคุกรุ่นไปด้วยการแข่งขันที่วัดกันด้วยฝีมือของ Home Cook อย่างที่รายการย้ำนักย้ำหนา และดราม่าในสนามที่ร้อนฉ่าแซบซี๊ดได้อยู่ทุกตอน
สิ่งที่ผู้คนกำลังพูดถึงในรายการตอนที่เพิ่งออกอากาศไป (และหาว่าเราสปอยล์ไม่ได้ด้วยนะ) คือการปรากฎตัวของผู้แข่งขันที่ได้ผ้ากันเปื้อน (เข้ารอบ) เป็นกลุ่มแรก ได้แก่อังกฤษ, แหม่ม, เจค, เริญ, เท็น และหมู แต่พวกเขาทั้งหมดดันใกล้ชิดผู้ป่วยโควิด-19 จนกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงและต้องกักตัวตามมาตรการของรัฐ จนได้กลับมาแข่งขันอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งพวกเขาต้องแข่งขันเพื่อเอาชนะกลุ่มผู้แข่งขันที่กำลังอยู่ในบททดสอบ Skill Test จากตอนที่แล้ว ที่ประกอบไปด้วยยุพ, ข้าวทิพย์, นุ, หยก, อาร์ท และเบล โดยหลายคนเข้าใจว่าผู้แข่งขัน 6 คนนั้นถูกตัดสิทธิ์จากรายการไปแล้ว ผู้แข่งขันบางคนจึงเกิดท่าทีที่ไม่พอใจขึ้นมาในทันที โดยเฉพาะนุที่ไม่ว่าจะให้สัมภาษณ์เดี่ยวหรือการแสดงออกในรายการ ก็ย้ำเสมอว่า “เขาไม่ดูแลตัวเอง ทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องมาแข่งขัน” และ “จะมาโทษโรคระบาดไม่ได้ มันเป็นความผิดของเขาที่เขาไม่ดูแลตัวเอง”
นอกจากวิธีคิดของนุจะ “ไม่สมเหตุสมผล” อย่างมากทั้งในการตัดสินผู้ที่ต้องกักตัวจากโควิดว่าเป็นคนที่ “ไม่รับผิดชอบต่อสังคม” หรือ “ไม่ดูแลและป้องกันตนเอง” สถานการณ์ดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนที่ฉายภาพความน่ากลัวของผู้คนในสังคมที่มีต่อโรคโควิด-19 อย่างมาก

ยังมีผู้คนอีกมากที่ถูกตีตราและถูกรังเกียจจากสังคมเมื่อติดเชื้อโควิด หรือต้องกักตัวจากการใช้ชีวิตปกติไม่ว่าจะจากการทำงาน การพบเจอกลุ่มเสี่ยง หรือการใช้ชีวิตปกติ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ยังพบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การถูกไล่ออกจากหมู่บ้าน หอพัก หรือคอนโดมิเนียมจากกลุ่มนิติบุคคลเมื่อลูกบ้านมีความเสี่ยง การถูกกีดกันจากสถานประกอบการเมื่อติดเชื้อ การถูกติฉินนินทาจากผู้คนรอบข้าง และการถูกคอมเมนต์ด่าเสียหายจากชาวเน็ตเมื่อเราประกาศไทม์ไลน์ย้อนหลัง 14 วัน

การเถียงกันระหว่างผู้แข่งขันที่กำลังจะเสี่ยงตกรอบ ผู้แข่งขันที่เพิ่งได้โอกาสกลับมาแข่ง และคณะกรรมการ จึงกลายเป็นภาพจำลองที่ทำให้เราได้เข้าใจมากขึ้นถึงความคิดของผู้คนที่มีต่อการระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ ดังที่เชฟป้อม-หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล ย้ำในช่วงเวลาของการถกเถียงว่า
“คนที่เขากักตัว เขารับผิดชอบต่อสังคม เขาผิดด้วยเหรอคะ คุณจะไม่ให้โอกาสเขาเลยเหรอ?”
ซึ่งเป็นจังหวะที่พอดีกับการตัดสลับให้ผู้ชมได้เห็นว่า ผู้แข่งขันบางคนที่ยืนอยู่ในการแข่งขัน แท้จริงเขาเคย “ตกรอบ” และได้รับ “โอกาสที่สอง” มาก่อน ทั้งจากคณะกรรมการ หรือการที่เพื่อนเลือกให้เข้ารอบ (ซึ่งนุก็คือคนที่เคยได้รับโอกาสที่ว่านั้นนั่นแหละ)

ฉากนี้ของมาสเตอร์เชฟ ประเทศไทย แจ่มชัดในการแสดงออกถึงการ “เข้าใจ” ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในช่วงเวลาที่ผู้คนยังคงหวาดกลัวจากการผลิตซ้ำของสื่อ ที่ตอกย้ำให้ประชาชนยัง “กลัว” การออกมาใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติ รวมถึงการตอกย้ำถึงคุณค่าของ “โอกาส” ที่ไม่ว่าคุณจะมีโอกาสครั้งสุดท้ายจากความพยายาม หรือได้รับมันเพราะความโชคดี
เราไม่ควรปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป และต้องทำทุกฉากในชีวิตให้ดีที่สุด
ระวี ตะวันธรงค์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด REWIND →เมื่อ #สื่อไร้จรรยาบรรณ เกิดขึ้น คนในวงการสื่อต้องแก้ตรงไหน?
ส่องสื่อ ในฐานะสถาบันสื่อที่ดำเนินการขึ้นเพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ในนิเวศสื่อ และเป็นสื่อที่เน้นสะท้อนสื่อด้วยกันเอง เราไม่รอช้าที่จะเก็บสถานการณ์สื่อที่เกิดขึ้น และมุ่งตรงไปถามยังนักวิชาการสื่อทั้ง 2 ท่าน เพื่อไขคำตอบและหาหนทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยทั้งนี้ ส่องสื่อไม่ได้มีเจตนาในการมุ่งให้ร้ายกับสื่อมวลชนสำนักใดสำนักหนึ่ง เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่ให้ทุกคนเรียนรู้การทำสื่อมวลชนอย่างรับผิดชอบสังคมไปด้วยกัน และสร้าง Solution ที่ทำให้สังคมและสื่อเข้าใจร่วมกันในการนำเสนอในช่วงภาวะวิกฤตอีกด้วย
เมื่อการเสนอข่าวต้องมีความจริงมากกว่าความรู้สึก
จรรยาบรรณเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงค่านิยมขององค์กรและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ที่สื่อมวลชนมีต่อสังคม
ทำไมคนเชื่อข้อมูลในไลน์มากกว่าการอ่านข่าว
เรามีสมาร์ทโฟนที่สามารถทำงานได้มากมาย นั่นจึงทำให้ขั้นตอนในการกระจายข่าวลดน้อยถอยลงไป กลับกันการมีสิ่งที่ทำให้สามารถกระจายข่าวได้เร็วขึ้นก็ย่อมส่งผลร้ายในการขาดการตรวจสอบข่าวที่ดีได้ด้วยเช่นเดียวกัน
ข่าว.jpeg : สะดวกคนอ่าน อันตรายคนแชร์ โทษร้ายสังคม
หากพูดถึงการรับข้อมูลข่าวสารทุกวันนี้แล้ว ช่องทางที่สำคัญในการรับข้อมูลข่าวสารนั่นก็คือ “สื่อสังคมออนไลน์” นั่นเอง โดยเฉพาะในยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้แล้ว การผลิตสื่อให้เข้าถึงประชาชนจึงง่ายมากขึ้น และสะดวกต่อการส่งต่อมากยิ่งขึ้นอีกด้วย



