ภูเก็ตกำลังเผชิญโจทย์ที่ใหญ่กว่าปัญหาอาชญากรรม หรือข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนกับผู้ประกอบการบางราย
เพราะหากมองลึกลงไป สิ่งที่กำลังสั่นคลอน ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ของจังหวัดท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของประเทศ แต่คือ “ความเชื่อมั่น” ที่ประชาคมโลกมีต่อประเทศไทย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภูเก็ตกลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยว นักลงทุน และผู้เกษียณอายุจากทั่วโลก เงินทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาล พร้อมกับการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การบริการ และการลงทุนรูปแบบต่าง ๆ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีข้อร้องเรียนสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้นอมินีถือครองธุรกิจ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เป็นไปตามสัญญา โครงการก่อสร้างที่ไม่แล้วเสร็จ การโยกย้ายเงินออกนอกประเทศ ตลอดจนข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ช่องว่างของกฎหมายและกระบวนการอนุญาตของภาครัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจบางกลุ่ม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “มีการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่?” แต่คือ ระบบกำกับดูแลของรัฐยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทย นักลงทุน และประชาคมโลกได้มากเพียงใด
1. ปัญหาที่เชื่อมโยงกันเป็น “ระบบ”
“ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา” กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน มองว่า ปัญหาของภูเก็ตในวันนี้ ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยมิติใดมิติหนึ่ง
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเครือข่ายของปัญหาที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ทุนต่างชาติ นอมินี ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การออกใบอนุญาต ผังเมือง กองช่าง หน่วยงานท้องถิ่น ผู้ประกอบวิชาชีพบางส่วน แรงงานต่างด้าว การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงอิทธิพลของกลุ่มทุนสีเทา
หากแก้เพียงการจับกุมเป็นรายคดี ปัญหาอาจลดลงเพียงชั่วคราว แต่ต้นตอของปัญหาจะยังคงอยู่ เพราะสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข คือ “ระบบ” ไม่ใช่เพียง “ผลลัพธ์”
และหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป ความเสียหายจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่จังหวัดภูเก็ต แต่จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศปลายทางด้านการท่องเที่ยว การลงทุน และการดำเนินธุรกิจ

2. จากเมืองท่องเที่ยว สู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศ
“ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา” เสนอว่า วันนี้ภูเก็ตไม่ควรถูกมองเป็นเพียงจังหวัดท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่ต้องยกระดับให้เป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านความเชื่อมั่นของประเทศ” เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในภูเก็ต ถูกจับตามองจากนักลงทุน นักท่องเที่ยว และประชาคมโลก
ความปลอดภัย ความโปร่งใส หลักนิติธรรม และมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยโดยตรง
เขายังเห็นว่า การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงการปรับยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่า รัฐเริ่มให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงระบบมากขึ้นอย่างไรก็ตาม การสร้างความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากยังอาศัยเพียงมาตรการเฉพาะหน้า
3. ข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน 7 ประการ
เพื่อ “รีเซ็ตภูเก็ต” และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศ “ผศ.ดร.นพดล” เสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน 7 ประการ ได้แก่
(1) จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจภูเก็ต
บูรณาการการทำงานของตำรวจ ฝ่ายปกครอง ตรวจคนเข้าเมือง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรรพากร กรมที่ดิน หน่วยงานท้องถิ่น และกระทรวงแรงงาน
(2) ตรวจสอบโครงสร้างนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินี
โดยใช้ข้อมูลผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน งบการเงิน ใบอนุญาต และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
(3) เร่งตรวจสอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีข้อร้องเรียน
โดยเฉพาะโครงการที่ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ผิดสัญญา ไม่คืนเงิน หรือใช้นอมินีคนไทยเป็นเพียงตัวแทนทางกฎหมาย
(4) ตรวจสอบกระบวนการอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตของท้องถิ่น
เพื่ออุดช่องว่างที่อาจเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ
(5) จัดระเบียบแรงงานต่างด้าวและผู้ประกอบการต่างชาติ
แยกผู้ประกอบธุรกิจถูกกฎหมายออกจากผู้ที่ใช้ช่องว่างของกฎหมายหรือเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ
(6) ยกระดับตำรวจท่องเที่ยวสู่ระบบ “Tourist Trust Police”
ให้ทำหน้าที่มากกว่าการดูแลความปลอดภัย แต่เป็นกลไกสร้างความไว้วางใจให้กับนักท่องเที่ยว นักลงทุน และประชาชน
(7) ใช้ Data Science สร้างดัชนีความเสี่ยงของภูเก็ต
เชื่อมโยงข้อมูลคดีร้องเรียน นิติบุคคล ใบอนุญาต งบการเงิน แรงงานต่างด้าว และข้อมูลจากประชาชน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

4. โจทย์สำคัญไม่ใช่ “ปราบปราม” แต่คือ “ฟื้นฟูความเชื่อมั่น”
แก่นของข้อเสนอทั้งหมด ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มการจับกุม หรือการใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพียงอย่างเดียว
แต่คือการทำให้ภูเก็ตกลับมาเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวไว้วางใจ นักลงทุนเชื่อมั่น และประชาชนรู้สึกว่ากฎหมายถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียม
ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ภูเก็ต “ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของกลุ่มทุนสีเทา นอมินีผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ”
เพราะในโลกปัจจุบัน ความมั่นคงของประเทศไม่ได้วัดจากกำลังทางทหารหรือเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
แต่ยังวัดจากระดับ “ความเชื่อมั่น” ที่ประชาชน นักลงทุน และประชาคมโลกมีต่อหลักนิติธรรมและระบบบริหารจัดการของประเทศนั้นด้วย
หากประเทศไทยสามารถใช้ภูเก็ตเป็นต้นแบบของการปฏิรูประบบกำกับดูแล ฟื้นฟูหลักนิติธรรม และสร้างมาตรฐานใหม่ของเมืองท่องเที่ยวระดับโลกได้สำเร็จ ภูเก็ตอาจไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่ผู้คนจดจำเพราะทะเลสวยอีกต่อไป
แต่อาจกลายเป็นต้นแบบของเมืองที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นความไว้วางใจ และเปลี่ยนความเชื่อมั่นให้เป็นแต้มต่อในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
——————–
เรียบเรียงจากบทความ “รีเซ็ตภูเก็ต: จากเมืองท่องเที่ยวสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติและความเชื่อมั่นของโลกในศตวรรษที่ 21 ของ ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน ผู้แทนเครือข่ายวิชาการขับเคลื่อน AI เชิงสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยความสุขชุมชน

Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ถอดรหัสกับดักการเติบโตของ “เนื้อแท้”
บทวิเคราะห์ปัญหาการเติบโตของร้านอาหาร “เนื้อแท้” ที่ประสบวิกฤตการเงินจากการขยายสาขาเร็วกว่าการควบคุมต้นทุน และความไม่สมดุลระหว่างรายได้กับกำไร
กองทัพบก โชว์ศักยภาพ พร้อมรับมือสงครามรูปแบบใหม่
ป.1 พัน.31 รอ. โชว์ศักยภาพ “พร้อม 24 ชั่วโมง” ตรวจเข้มความพร้อมรบหน่วยเฉพาะกิจ (RDF-X) รับมือสงครามรูปแบบใหม่
แม่ทัพภาคที่ 2 และแม่ทัพภาคที่ 3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา
แม่ทัพภาคที่ 2 และแม่ทัพภาคที่ 3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อติดตามสถานการณ์ ตรวจเยี่ยมกำลังพล และให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคง
ผลสำรวจเรตติ้งการเมือง นิด้าโพล สะท้อนวิกฤตศรัทธา รัฐบาลภูมิใจไทย
นิด้าโพลสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองไตรมาส 2/2569 เผยให้เห็นวิกฤตศรัทธาต่อรัฐบาลภูมิใจไทย โดยฝ่ายค้านและนายกฯ ณัฐพงษ์ขึ้นนำ




