จากกรณีที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การสื่อสารของประเทศ ซึ่ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานคณะกรรมการ
สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 คน ซึ่งล้วนเป็นบุคลากรชั้นแนวหน้าจากหลากหลายวงการ ทั้งวงการบันเทิง สื่อสารมวลชน วิชาการ และนวัตกรรมดิจิทัล การผสมผสานความเชี่ยวชาญเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการประชาสัมพันธ์ของรัฐให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม
แต่ก่อนที่จะไปเจาะลึกทำความรู้จักผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 คน เรามาทำความเข้าใจโครงสร้างคณะกรรมการทั้งหมด ของ “คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ” กันก่อน
1. โครงสร้างของคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ
เพื่อให้การดำเนินการด้านการประชาสัมพันธ์ของรัฐเป็นไปอย่างบูรณาการและมีเอกภาพ คณะกรรมการชุดนี้จึงประกอบด้วยบุคลากรจากทั้งฝ่ายบริหาร ข้าราชการระดับสูง และผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้
(1) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานคณะกรรมการ(ได้รับการมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี)
(2) คณะกรรมการโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย
– รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
– ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
– ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
– ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
– ปลัดกระทรวงมหาดไทย
– เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
– โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
– อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
– ผู้อำนวยการสำนักในกรมประชาสัมพันธ์
แห่งชาติ
(3) ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานคณะกรรมการ
2. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ทั้ง 6 คน ที่ได้รับแต่งตั้งจาก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ มีดังต่อไปนี้

(1) นิติพงษ์ ห่อนาค
“นิติพงษ์ ห่อนาค” เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงและเป็นที่รู้จักในวงกว้างในฐานะหัวหน้าวงดนตรี “เฉลียง” มีผลงานแต่งเพลงจำนวนมาก โดยเฉพาะบทเพลงเฉลิมพระเกียรติที่ฝังลึกในใจคนไทยอย่าง “ต้นไม้ของพ่อ” (พ.ศ. 2539) และ “ของขวัญจากก้อนดิน” (พ.ศ. 2542) เป็นต้น
โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ยังเคยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2551 แม้ไม่ได้รับการเลือกตั้ง แต่ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนสูงถึง 221,067 คะแนน ซึ่งเป็นอันดับที่ 2 ของกรุงเทพมหานคร
การก้าวเข้ามารับตำแหน่งใน กปช. สะท้อนว่าภาครัฐต้องการใช้ศาสตร์แห่งการเล่าเรื่อง (Storytelling) และกลยุทธ์ทางอารมณ์ (Emotional Connection) เพื่อสื่อสารกับประชาชนอย่างลึกซึ้ง

(2) ระวี ตะวันธรงค์
“ระวี ตะวันธรงค์” ด้วยประสบการณ์การบริหารระดับยุทธศาสตร์กับสื่อยักษ์ใหญ่มาแล้วหลายแห่ง อาทิ ไทยรัฐออนไลน์และไทยรัฐทีวี , กรรมการผู้จัดการและบรรณาธิหารบริหารสปริงนิวส์ , The Nation Thailand และเป็น Executive Vice President สายงานดิจิตอลสื่อในเครือเนชั่นกรุ๊ป รวมถึงเป็นอดีตนายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ฯลฯ
ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง กรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ , ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย รวมถึงมีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารแบรนด์ทั้งองค์กรและบุคคล
โดย “ระวี” ทำเรื่อง Digital transformation และเป็นวิทยากรให้ความรู้ เรื่องการปรับตัวของสื่อทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อรับมือกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่ไปกับการสื่อสารบนความน่าเชื่อถือและการทำงานบนพื้นฐานของจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างนิเวศสื่อโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยียุคใหม่

(3) พีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์
“พีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์” เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะนักจัดรายการและนักวิเคราะห์ข่าวทางคลื่นวิทยุ FM 100.5 MCOT News Network ซึ่งเคยจัดรายการสำคัญอย่าง “2 มุมข่าว” และเมื่อก้าวสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เขาก็ประสบความสำเร็จกับการจัดรายการผ่านทาง YouTube อย่างรายการ “[Live] โต้งเดียวจบ” ทางช่อง Naewna Online
ด้วยสไตล์การเล่าข่าวที่ฉับไว ตรงไปตรงมา และสามารถอธิบายประเด็นซับซ้อนทางการเมืองหรือสังคมให้เข้าใจได้ง่าย การมี “พีระพัฒน์” ร่วมทีมจะช่วยให้ กปช. สามารถรักษาเสถียรภาพการสื่อสารกับกลุ่มผู้รับสารกระแสหลัก และใช้ความเชี่ยวชาญของเขาในการอธิบายประเด็นนโยบายต่างๆ ให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว

(4) อรัญญา เกตุแก้ว
ในฐานะรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่รับผิดชอบกำกับดูแลศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการประชาสัมพันธ์“อรัญญา เกตุแก้ว” จึงเป็นกลไกสำคัญ ที่ผสานความเข้าใจในระบบราชการเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร
จุดเด่นของ “อรัญญา” อยู่ที่สไตล์การทำงานในฐานะผู้บริหารสายปฏิบัติการ ซึ่งให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสื่อให้สอดรับกับบริบทและความต้องการของแต่ละท้องถิ่น
ในการเข้ามาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ กปช. ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของเธอจะมีส่วนสำคัญต่อการเชื่อมโยงแนวนโยบายของคณะกรรมการ เข้ากับการทำงานในระดับปฏิบัติ เพื่อให้การสื่อสารของภาครัฐสามารถเข้าถึงประชาชนในทุกภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(5) รศ. สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ
“รศ. สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ” อาจารย์ประจำวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นนักวิชาการที่อุทิศตนให้กับการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง โดยเคยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร สภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ส.ส.ม.ท.)
เขาเป็นเจ้าของผลงานวิชาการ ตำรา และงานวิจัยมากมาย เช่น “การสื่อข่าว : หลักการและเทคนิค” (ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2545) ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสื่อสารในยุคดิจิทัล เช่น “การศึกษาเปรียบเทียบคุณค่าข่าวของสื่อมวลชนออนไลน์ประเภทเน้นข่าวเบาและประเภทเน้นข่าวหนักในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19”
นอกจากนี้ เขายังเชี่ยวชาญด้านการศึกษาพฤติกรรมการเสพสื่อของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ความเชี่ยวชาญด้านวิชาการนี้จะช่วยเติมเต็มยุทธศาสตร์ของ กปช. ในการส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อและข่าวปลอม (Fake News) ได้อย่างมีหลักการรองรับ

(6) สมปรารถนา นาวงษ์
“สมปรารถนา นาวงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ซิกซ์ ฟิงเกอร์ มีเดีย จำกัด ผู้บริหารและเจ้าของสื่อโซเชียลมีเดียชื่อดัง “อีจัน” ได้เปลี่ยนผ่านจากนักข่าวสายอาชญากรรมของสื่อดั้งเดิม มาสู่ผู้สร้างปรากฏการณ์ข่าวบนโลกออนไลน์ ที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก
นอกจากการทำข่าวที่รวดเร็ว กระชับ และตรงใจชาวเน็ตแล้ว “สมปรารถนา” ยังใช้แพลตฟอร์มสื่อในการขับเคลื่อนสังคมอย่างจริงจัง ล่าสุดได้ริเริ่มโครงการ “อีจัน Green” ที่ร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ในการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นพื้นที่ระดมสรรพกำลังช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต
การร่วมทีมของเธอถือเป็นการนำเอาวิถีการสื่อสารแบบดิจิทัล และความรวดเร็วของการบริหารงานแบบเอกชน มาช่วยเสริมความคล่องตัวให้กับการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ
การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 คน สะท้อนให้เห็นว่า คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ กำลังเปลี่ยนผ่านจากการสื่อสารแบบดั้งเดิม ไปสู่การบูรณาการความเชี่ยวชาญแบบรอบด้าน ทั้งงานบริหารราชการ วิชาการ สื่อกระแสหลัก โซเชียลมีเดีย โครงสร้างดิจิทัล และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อนำพาการสื่อสารของประเทศไทยก้าวข้ามความท้าทายในโลกยุคใหม่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง
3. อำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ
คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ มีหน้าที่เปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการที่กำหนดทิศทางนโยบายด้านการสื่อสารของประเทศ โดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) เสนอนโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ รวมทั้งเสนอแนะเรื่องที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ แผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติต้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และต้องกำหนดหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามแผนด้วย
(2) เสนอแนะ และให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานของรัฐตามข้อ (1) และประสานการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ
(3) แนะนำ และให้ความเห็นด้านการบริหารงานสื่อแก่หน่วยงานสื่อมวลชนภาครัฐ เพื่อให้สอดคล้องและบรรลุเป้าหมายตามนโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ
(4) ประสานการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน เพื่อให้สอดคล้องและบรรลุเป้าหมายตามนโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ
(5) ประเมินสถานการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อประเทศชาติและกำหนดมาตรการประชาสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและทันต่อเหตุการณ์
(6) ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงงานประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
(7) สนับสนุนและส่งเสริมให้มีการอบรม การประชุม หรือสัมมนา เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอันถูกต้อง และประสานงานในการปฏิบัติงานการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน
(8) จัดทำรายงานผลการดำเนินงานประจำปีเสนอคณะรัฐมนตรี
(9) ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 คน จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการเติมบุคลากรจากหลากหลายสาขาเข้ามาในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ แต่สะท้อนความพยายามที่จะปรับระบบการสื่อสารของภาครัฐให้สอดรับกับพฤติกรรมการรับข่าวสารของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อประกอบกับอำนาจหน้าที่ของ กปช. ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบายและแผนประชาสัมพันธ์แห่งชาติ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การประเมินสถานการณ์ ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล จึงทำให้คณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการสื่อสารของภาครัฐในภาพรวม
โจทย์สำคัญต่อจากนี้จึงอยู่ที่ว่า ความหลากหลายของประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของกรรมการทั้ง 6 คน จะสามารถถูกนำมาผสานเป็นยุทธศาสตร์การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพได้มากเพียงใด และจะทำให้การสื่อสารของภาครัฐสามารถสร้างความเข้าใจ เข้าถึงประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นต่อข้อมูลข่าวสารของรัฐ ได้อย่างแท้จริงหรือไม่
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →รมว.กลาโหม สั่งด่วน! เร่งช่วยนักศึกษาชายแดนใต้และชุมชนมุสลิมติดน้ำท่วมรามคำแหง 24
รมว.กลาโหมสั่งด่วนให้หน่วยงานช่วยนักศึกษาชายแดนใต้และชุมชนมุสลิมติดน้ำท่วมรามคำแหง 24 ส่งอาหารสด–ถุงยังชีพเข้าพื้นที่
ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย คดีบาร์โค้ด ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง ไม่โมฆะ !
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญและไม่ละเมิดสิทธิประชาชน การเลือกตั้งไม่โมฆะ
วงจรวิกฤตซ้ำซาก: ทำไมสังคมไทยจึง "ถอดบทเรียน" ไม่เคยสำเร็จ ?
บทความวิเคราะห์เหตุผลที่สังคมไทยไม่สามารถดึงบทเรียนจากวิกฤตซ้ำซากได้สำเร็จ
สวนนงนุช พัทยา ชวนเที่ยวปิดเทอม คนเกิดเดือนตุลาคมเข้าฟรี
สวนนงนุชพัทยาเชิญชวนเที่ยวในช่วงปิดเทอม โดยให้คนเกิดเดือนตุลาคมเข้าชมสวนได้ฟรี



