ท่านผู้อ่านครับ เปิดหน้าข่าวสารบ้านเมืองและโลกช่วงนี้ มองไปทางไหนก็ชวนให้ใจคอหดหู่ สัญญาณแวดล้อมมันฟ้องประดังประเดเข้ามาจนชวนให้คิดว่า โลกเรากำลังเข้าสู่โหมด “ฉิบหายฉับพลัน” แล้วหรือเปล่า ?
ประเทศนั้นประเทศนี้เริ่มกระซิบพลเมืองตัวเองให้ตุนข้าวปลาอาหาร น้ำดื่ม ของใช้กัน 5 วัน 7 วัน อเมริกากับอิหร่านก็ฮึ่มๆ ใส่กันตึงเปรี๊ยะ ม็อบในยุโรปก็ลามทุ่งไป 7 ประเทศ ข่าวชวนสะดุ้งสุดก็พ่อเจ้าประคุณสหรัฐฯ เล่นเอา “เครื่องบินวันสิ้นโลก” ขึ้นบินพรึ่บพร้อมกัน 5 ลำ ให้ชาวบ้านชาวช่องผวาเล่นว่าเตรียมกดปุ่มนิวเคลียร์กันหรือเปล่า
นี่ยังไม่นับซูเปอร์เอลนีโญที่จ่อคิวถล่มโลกอีกนะ ทุกอย่างมันเป็นฟืนชั้นดีที่โหมกระพือให้ผู้คนตื่นตระหนก แห่แพนิกตามกระแสโซเชียลกันไปใหญ่โต
แต่พวกท่านรู้กันไหมครับว่า จริงๆ แล้วมนุษยชาติเรามีหน้าปัด “เข็มไมล์วัดความพินาศ” อยู่เรือนหนึ่ง เป็นตัวแทนการบ่งบอก “วันสิ้นโลก” (Doomsday Clock) กติกามันง่ายนิดเดียว เข็มชี้เป๊ะที่เที่ยงคืนเมื่อไหร่ ก็แยกย้ายไปเกิดใหม่เมื่อนั้น
นาฬิกาขี้เมาเรือนนี้ตั้งมาตั้งแต่ปี 1947 สตาร์ทที่ 7 นาทีก่อนเที่ยงคืน เขาจะมาประกาศปรับเข็มกันปีละหนช่วงปลายมกราคม แกว่งไปก็แกว่งมา แต่อนิจจา… แนวโน้มมันมีแต่จะเดินหน้าจี้ตูดเที่ยงคืนเข้าไปทุกที พวกนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกเขาใช้ 3 ปัจจัยหลักมาตั้งเวลาครับ คือ 1. นิวเคลียร์ 2. โลกร้อน และ 3. เทคโนโลยีที่คุมไม่อยู่อย่าง AI และอาวุธชีวภาพ

ผมอยากชวนพวกท่านย้อนดูสถิติ 10 ปีหลังสุดดูสิครับ แล้วจะเห็นว่าเวลาของเผ่าพันธุ์มนุษย์มันหดสั้นลงจนน่าใจหาย
ปี 2016 นาฬิกายังอยู่ที่ 3 นาทีก่อนเที่ยงคืน
ปี 2017 ขยับมาเหลือ 2.5 นาที เพราะกระแสคลั่งชาติเริ่มระบาด ผู้นำมหาอำนาจปากเปราะท้าทายเรื่องนิวเคลียร์ แถมเมินเฉยเรื่องโลกร้อน
ปี 2018-2019 ร่นมาเหลือแค่ 2 นาที เพราะบรรดาผู้นำโลกสอบตกยับเยินในการจัดการความขัดแย้ง ทั้งเกาหลีเหนือ และพากันฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์ทิ้งหน้าตาเฉย
ปี 2020 เป็นปีแรกที่สถานการณ์บัดซบจนต้องเปลี่ยนหน่วยนับจาก “นาที” เป็น “วินาที” จี้คอหอยมาที่ 100 วินาทีก่อนเที่ยงคืน เพราะสนธิสัญญานิวเคลียร์หลักๆ ล่มสลาย บวกกับวิชามารไซเบอร์และเฟกนิวส์ปั่นหัวคนให้ตีกันทั้งโลก
ปี 2023-2024 หดลงอีกเหลือ 90 วินาที ชัดเจนว่ามาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำลายบรรทัดฐานความปลอดภัยโลกจนเสี่ยงจะลามปามไปใช้นิวเคลียร์
ปี 2025 เหลือ 89 วินาที ผู้นำโลกยังคงมืดแปดด้าน ไร้น้ำยาจะเบนหัวเรือหนีภูเขาน้ำแข็ง
ปี 2026 ล่าสุดเมื่อต้นปี ปรับลดลงมาเหลือแค่ 85 วินาที ใกล้ความพินาศที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุผลที่ว่ากลไกคุมความเสี่ยงนิวเคลียร์พังพินาศ สนธิสัญญา New START สิ้นสุดแบบไร้เยื่อใย แถมชาวโลกยังดันไปหั่นงบเฝ้าระวังภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศและสาธารณสุขทิ้งซะอีก เรียกว่าพร้อมใจกัน “ตัดสายเบรกทิ้งตอนรถกำลังพุ่งลงเหว” ชัดๆ
แต่แม้เหตุผลชวนระทึกเหล่านี้จะมาจากพฤติกรรมมนุษย์ การเมือง การทหาร แต่ถ้ามองให้ลึก เรื่องพรรค์นั้นยังมีโอกาสหักมุมไปในทางที่ดีได้ง่ายกว่าเรื่อง “สภาพภูมิอากาศ”
เพราะสงครามมันเกิดจากผู้นำนั่งโต๊ะคุยกัน วันไหนผลประโยชน์ลงตัว เข็มนาฬิกาก็ถอยห่างเที่ยงคืนได้ทันที แต่โลกที่พังทลายทุกวันนี้ มันคือ “ผลกรรม” ที่สะสมหมักหมมมาเป็นร้อยปี จะมาแก้ปุบปับให้จบเหมือนเซ็นสัญญาสงบศึกน่ะลืมไปได้เลย ต่อให้วันนี้มนุษย์โลกพร้อมใจกันหยุดพ่นพิษและก้มหน้าก้มตาแก้ปัญหาแบบถวายหัว เราก็อาจไม่มีบุญได้อยู่ทันสูดอากาศบริสุทธิ์เหมือนอดีตอีกแล้วในชั่วชีวิตนี้… นั่นคือถ้าเริ่มทำกันตอนนี้นะ แต่ถ้ายังเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกันต่อไป รุ่นลูกรุ่นหลานคงมีแต่คำถามก่นด่าในใจว่า ปู่ย่าตายายทำบ้าอะไรกันไว้ ถึงได้ทิ้งกองขยะไว้ให้พวกกู

นอกเหนือจากนาฬิกาวันสิ้นโลกแล้ว มันยังมีอีกตัวชี้วัดที่ศูนย์วิจัย Stockholm Resilience Centre เขาประเมินไว้ เรียกว่า “สัญญาณชีพโลก” หรือ ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries) เขาตั้งระบบค้ำจุนโลกไว้ 9 อย่าง ปัจจุบันทะลุขีดแดง อาการโคม่าเกินเยียวยาไปแล้วถึง 6 อย่าง!
สภาพภูมิอากาศ (Climate Change): โลกสูญเสียความสามารถในการคุมอุณหภูมิตัวเองไปแล้ว ร้อนตับแลบอย่างที่เห็น
ความหลากหลายทางชีวภาพพังทลาย: สัตว์และพืชสูญพันธุ์เร็วกว่าปกติหลายสิบเท่า ระบบนิเวศรวนไปหมด
พื้นที่ป่าไม้เหี้ยนเตียน: ถูกถางเปลี่ยนเป็นที่เกษตร เป็นเมือง จนภูเขาหัวโล้นเลี่ยน
ระบบน้ำจืดพินาศ: ทั้งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน ความชื้นในดิน ถูกสูบมาใช้และปนเปื้อนจนวงจรน้ำปกติพังพินาศ
เขตมรณะในแหล่งน้ำ: ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสจากสารพัดปุ๋ยเคมีไหลลงน้ำ จนเกิด Dead Zones สิ่งมีชีวิตอยู่ไม่ได้
สิ่งแปลกปลอมใหม่ (Novel Entities): ขยะไมโครพลาสติก สารเคมีสังเคราะห์ กัมมันตภาพรังสี สะสมจนโลกย่อยสลายไม่ทัน ตกค้างยันในที่ที่ไม่ควรมี
เหลืออีกแค่ 3 ข้อที่ยังพอประคองตัว ปริ่มๆ น้ำ
มหาสมุทรเป็นกรด: ทะเลอมคาร์บอนไดออกไซด์ไว้เยอะจนค่าความเป็นกรดพุ่ง แม้ยังไม่ทะลุเส้นแดง แต่ก็จ่อคิวร่อแร่
มลพิษทางอากาศ: ฝุ่นควันเฉพาะถิ่นอาจจะสาหัส แต่ภาพรวมระดับโลกยังพอทน ไม่ถึงขั้นเกินขีดจำกัด
ชั้นโอโซน: ข้อเดียวที่พอเชิดหน้าชูตาได้ เพราะโอโซนฟื้นตัวจากการแบนสาร CFC สำเร็จ
ถ้าโลกเป็นคนไข้ หมอก็คงเดินมาตบไหล่แล้วบอกญาติให้เตรียมจองศาลาได้เลย เพราะระบบยังชีพใกล้ล้มเหลวเต็มที
“สัญญาณชีพโลก” นี่วิทยาศาสตร์ล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่เกี่ยวกับการชิงอำนาจ แค่วัดกันด้วยตัวเลข โลกก็เข้าไอซียูแล้ว เรื่องสงครามระดับโลก หรือเกมการเมืองบ้าบอ มันไกลมือไกลตีนเกินกว่าที่เราชาวบ้านจะไปเปลี่ยนอะไรมันได้โดยตรง ได้แต่ภาวนาให้พวกมหาอำนาจมันตาสว่างกันเสียทีว่า อำนาจที่ได้มาบนโลกที่กำลังจะพังทลาย มันก็เศษขยะดีๆ นี่เอง
เรื่องสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเราต่างหากที่จับต้องและช่วยกันแก้ได้ทันที ว่าแต่…วันนี้ เราเริ่มลงมือทำกันแล้วหรือยังล่ะครับ?
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ข่าวลือสงครามโลก VS ข่าวจริงวิกฤตเอลนีโญ่ ที่คนแทบไม่สนใจ
บทความวิเคราะห์ข่าวลือสงครามโลกกับวิกฤตซูเปอร์เอลนีโญ่ที่คนไทยไม่สนใจ พูดถึงการเตรียมตัวรับมือภัยแล้งและวิกฤตค่าครองชีพ
นงนุช เวิลด์ พัทยา จัดโปร “เกิดเดือนพฤศจิกายน สุขไปด้วยกันทั้งครอบครัว”
นงนุช เวิลด์ มอบสิทธิพิเศษให้ผู้ที่เกิดในเดือนพฤศจิกายน เข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรี พร้อมสิทธิเข้าเที่ยวในสวนสัตว์ฟรี
ถอดรหัส "คุนซาน–เซี่ยงไฮ้" เมื่อจีนสร้างอาณาจักรซัพพลายเชนกาแฟระดับโลก และกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้
จีนสร้างอาณาจักรซัพพลายเชนกาแฟระดับโลก โดยเมืองคุนซานกลายเป็นศูนย์กลางการจัดจำหน่ายเมล็ดกาแฟดิบภูมิภาคเอเชีย ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยี การศึกษา และการสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรม
“สามารถ” กางแผนผ่าโครงการรถไฟฟ้า จังหวัดไหนจะได้สร้างก่อน ?
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ วิเคราะห์โครงการรถไฟฟ้า 5 จังหวัด (เชียงใหม่ ภูเก็ต นครราชสีมา พิษณุโลก หาดใหญ่) และ 3 ปัจจัยชี้ขาดว่าจังหวัดใดควรได้ก่อสร้างเป็นแห่งแรก




