ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ได้กลายมาเป็นคลื่นยักษ์ที่กำลังซัดเข้าใส่ตลาดแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามสำคัญคือ แรงงานไทยในปัจจุบันกำลังยืนอยู่บนพื้นที่ที่มั่นคง หรือกำลังยืนอยู่บนผืนทรายที่พร้อมจะทรุดตัวลงทุกเมื่อ ?
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าจับตามองใน “รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 1 ปี 2569” ภายใต้หัวข้อ “วิกฤตและโอกาส : อนาคตตลาดแรงงานไทยภายใต้การเข้ามาของ AI”
ซึ่งตัวเลขและข้อเท็จจริงในรายงานฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถิติ แต่คือสัญญาณเตือนภัยและแผนที่นำทางที่ชวนให้เราต้องกลับมาตั้งข้อสังเกตอย่างจริงจังว่า “เราพร้อมรับมือกับอนาคตแล้วหรือยัง ?
1. มายาคติของ “ปริญญาตรี” และความเสี่ยงของแรงงานทักษะสูง
ในอดีต “การศึกษาที่สูงขึ้น” คือหลักประกันความมั่นคงในอาชีพ แต่รายงานของสภาพัฒน์ชิ้นนี้กำลังทลายมายาคติดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง
จากกลุ่มแรงงานที่เสี่ยงถูกทดแทนโดยสมบูรณ์ (Task Replacement) ที่มีจำนวนสูงถึง 2.2 ล้านคน (5.4% ของแรงงานไทย) สิ่งที่น่าตกใจคือ กว่า 55.8% ของคนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป
และเป็นกลุ่มคนรุ่นทำงานที่มีรายได้เฉลี่ย 27,820 บาท/เดือน โดยเฉพาะในสายงานบริหารธุรกิจ (41.8%) รวมถึงอาชีพที่เคยคิดว่าต้องใช้มันสมองขั้นสูงอย่าง โปรแกรมเมอร์ (เสี่ยง 74.5%) หรือนักวิเคราะห์ทางการเงิน (เสี่ยง 57.2%)
ประเด็นที่ชวนขบคิด: ทำไมยิ่งเรียนสูงยิ่งเสี่ยง ? คำตอบอาจอยู่ที่ศักยภาพของ AI ในปัจจุบัน สิ่งใดก็ตามที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน มีการคำนวณ ตรรกะ หรือโครงสร้างข้อมูลที่แน่นอน (Structured Data) สิ่งนั้นคือ “อาหารอันโอชะ” ที่ AI สามารถเรียนรู้และเลียนแบบได้ดีกว่ามนุษย์
ในทางกลับกัน งานที่ต้องใช้ทักษะทางกายภาพหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบหน้างาน กลับกลายเป็นป้อมปราการสุดท้ายที่ AI ยังเจาะได้ยากกว่า
นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเรื่อง “การโยกย้ายแรงงานจากทักษะสูง ไปสู่ทักษะต่ำ” (De-skilling) ซึ่งนี่คือสิ่งที่น่ากังวลที่สุด เพราะหากแรงงานที่จบปริญญาตรีต้องไปแข่งขันในตลาดแรงงานทักษะต่ำเนื่องจากถูก AI แย่งงาน มันจะนำมาซึ่งวิกฤตค่าจ้างขั้นต่ำ และการสูญเสียศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในประเทศอย่างมหาศาล

2. จากผู้ช่วย สู่ผู้แทน เส้นแบ่งที่กำลังเลือนหาย
สภาพัฒน์แบ่งกลุ่มแรงงานที่ได้ประโยชน์จากการนำ AI มาสนับสนุนการทำงาน (Task Augmentation) ไว้สูงถึง 6.5 ล้านคน (16.3%) ตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงานขาย ไปจนถึงพนักงานขนส่ง ที่เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
ทว่า หากเรามองลึกลงไปในพัฒนาการของเทคโนโลยีที่รายงานระบุ จาก Machine Learning สู่ Generative AI และกำลังมุ่งหน้าไปสู่ “Agentic AI” (AI ที่สามารถคิด วางแผน ลงมือทำ และปรับปรุงงานได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่งทีละขั้นตอน) เราจะพบข้อสังเกตที่น่ากลัวว่า เส้นแบ่งระหว่าง “การสนับสนุน” กับ “การทดแทน” กำลังสั้นลงเรื่อยๆ
วันนี้ AI อาจเป็นแค่ “ผู้ช่วย” คอยสรุปเอกสารหรือวิเคราะห์ข้อมูลให้ผู้จัดการ แต่ในวันที่มันกลายเป็น Agentic AI ที่สามารถตัดสินใจทางธุรกิจขั้นพื้นฐานได้เอง ขอบเขตของงานที่ต้องใช้มนุษย์จะเหลืออยู่แค่ไหน ? แรงงานในกลุ่ม Augmentation 6.5 ล้านคนในวันนี้ อาจกลายสภาพเป็นกลุ่ม Replacement ในวันพรุ่งนี้ได้ หากไม่มีการอัปเกรดทักษะที่เท่าทัน

3. ความเร็วของเทคโนโลยี ปะทะความล่าช้าของระบบรัฐ
รายงานได้ฉายภาพความท้าทายที่น่ากังวลใจ 2 เรื่องหลัก คือ “โอกาสของเด็กจบใหม่ที่ลดลง” เนื่องจากองค์กรหันไปหาคนมีประสบการณ์หรือใช้ AI แทน และ “ความเร็วในการผลิตกำลังคน”
แม้รัฐจะมีนโยบายขับเคลื่อนอย่าง “อว. for AI” (พ.ศ. 2565-2570) แต่ก็ต้องตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ความเร็วของระบบราชการและหลักสูตรมหาวิทยาลัย จะวิ่งกวดทันความเร็วแบบก้าวกระโดด ของเทคโนโลยีได้อย่างไร ?
ทางรอดที่รายงานเสนอคือการผลักดันให้แรงงานทักษะสูงผันตัวไปเป็น “ผู้บริหารจัดการ AI” (AI Managers) เพื่อควบคุมข้อจำกัดของเทคโนโลยี เช่น เรื่องข้อมูลคลาดเคลื่อน หรืออคติของชุดข้อมูล แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ ประเทศไทยต้องเคลียร์โจทย์ใหญ่ 3 ข้อที่สภาพัฒน์ให้ไว้ ดังต่อไปนี้
(1) การเข้าถึงเทคโนโลยี AI อย่างเท่าเทียมในทุกระดับทักษะ เพื่อไม่ให้เกิด “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” ซ้ำเติมสังคม
(2) การปรับหลักสูตรให้เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง และการบริหารจัดการ มากกว่าการท่องจำทฤษฎีที่ AI รู้ดีกว่าเรา
(3) กรอบกฎหมายและธรรมาภิบาล ที่ต้องยืดหยุ่นและรวดเร็วพอที่จะคุ้มครองแรงงาน พร้อมๆ กับการระบุความรับผิดชอบเมื่อ AI ก่อความเสียหาย

4. อนาคตที่เลือกได้ของแรงงานไทย
ตัวเลข 8.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 21.8% ของแรงงานไทยทั้งหมด ที่ได้รับผลกระทบจาก AI ตามรายงานของสภาพัฒน์ฉบับนี้ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า พายุ AI ได้ขึ้นฝั่งประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ข้อคิดสำคัญส่งท้ายคือ AI อาจไม่ได้เข้ามาแทนที่คน แต่คนที่ใช้ AI เป็น กำลังจะเข้ามาแทนที่คนที่ใช้ไม่เป็น และในยุคต่อไป แม้แต่การใช้เป็น อาจยังไม่พอ แต่เราต้องอยู่เหนือมันในฐานะ “ผู้บริหารจัดการ”
รัฐบาล ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ไม่สามารถทำงานแบบ “แยกส่วน” ได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเปลี่ยนวิกฤตของแรงงาน 2.2 ล้านคน ให้กลายเป็นโอกาสของประเทศ และเปลี่ยนแรงงานไทยจากการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี ให้กลายเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยี ก่อนที่แรงงานไทยจะสูญเสียอำนาจต่อรอง และถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่
ที่มา สภาพัฒน์ / วิกฤตและโอกาส : อนาคตตลาดแรงงานไทยภายใต้การเข้ามาของ AI
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →“ป้อม ภาวุธ” จากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ สู่ สส.สายเทค ถล่ม TH-AI Passport
ป้อม ภาวุธ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ใช้ข้อมูลดิจิทัลจับผิดโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท ของรมว.ไชยชนก ชิดชอบ
ชำแหละโมเดลค้าความรันทด เอเจนซี่จีนบุกไทย สร้างคอนเทนต์ลวงโลก
เอเจนซี่จีนนำเข้าโมเดลธุรกิจ “ค้าความรันทด” มาไทย โดยจัดฉากเรื่องราวลำบากเพื่อหลอกผู้ชมและแปลงเป็นรายได้ผ่านการขายสินค้า
2569 ระบอบสีน้ำเงิน ครองเมือง
พ.ศ. 2569 การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะดุลยภาพใหม่ที่ถูกจัดระเบียบโดย “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจที่มีประสิทธิภาพในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย
ชำแหละโครงการ TH-AI Passport คุ้มงบฯ 1.62 พันล้านบาท หรือไม่ ?
โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.62 พันล้านบาทถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยพบข้อสงสัยเกี่ยวกับกลไกงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง




