เมื่อการแก้ปัญหารถติดและจุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพฯ อาจไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ทุกคนคาดหวัง นโยบายล่าสุดจากกระทรวงคมนาคมที่เตรียมศึกษาแผน “ห้ามรถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน” กำลังถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า นี่คือการแก้ปัญหาที่ตรงจุด หรือกำลังผลักภาระไปสู่ผู้โดยสาร
โดย ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะตั้งคำถามและวิเคราะห์ให้เห็นว่า ขณะที่มหานครทั่วโลกต่างดึงระบบรางเข้าหาผู้คน เหตุใดไทยจึงคิดสวนทางพยายามกันรถไฟออกจากเมือง ผ่านบทความที่ชื่อว่า “คิดได้ไง? ห้ามรถไฟเข้าเมือง แก้จุดตัด… หรือสร้างปัญหาใหม่ ?” ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
หลายคนคงงงว่าทำไม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงผุดไอเดียห้ามรถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน ทั้งที่ทั่วโลกกำลังพยายาม “ดึงคนขึ้นระบบราง” เพื่อลดรถติด ลดมลพิษ และลดต้นทุนขนส่ง
แต่ไทยกำลังคิดจะ “กันรถไฟออกจากเมือง” เพื่อแก้ปัญหา “จุดตัดทางรถไฟ ?”
1. แนวคิดที่ “ชวนอึ้ง!”
กระทรวงคมนาคมมอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ศึกษาแนวทางการลดขบวนรถไฟทั้งรถโดยสารและรถสินค้าเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน ภายใน 3 เดือน
สายตะวันออกให้รถไฟจอดแค่สถานีลาดกระบัง แล้วต่อแอร์พอร์ตลิงก์หรือรถเมล์ ขสมก.เข้าเมือง ส่วนสายใต้และสายตะวันตก ให้จอดที่สถานีตลิ่งชัน แล้วต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงหรือรถเมล์
ส่วนรถสินค้าจะให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีขนถ่ายสินค้าชานกรุงเทพฯ แล้วไปใช้รถบรรทุกเล็กขนเข้าเมืองแทน
ขบวนรถสินค้าอื่นที่จำเป็นต้องเข้าเมือง อนุญาตให้วิ่งเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น ส่วนขบวนรถน้ำมันจะห้ามไม่ให้เข้าเมือง
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะหาทางสนับสนุนค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับภาระเพิ่มขึ้น
ฟังเผินๆ เหมือนเป็นระเบียบมากขึ้น แต่คำถามคือ… “ผู้โดยสารรถไฟจะเดือดร้อนไหม?”

2. แก้ปัญหา… หรือสร้างปัญหาใหม่ ?
การแก้ปัญหาตามแนวทางของ รมว.คมนาคม จะทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นดังนี้
(1) ผู้โดยสารรถไฟจะลำบากกว่าเดิม
จากเดิมนั่งยาวเข้าเมืองได้ ต่อไปจะยุ่งยากกับการเชื่อมต่อ สำหรับคนชรา คนป่วย เด็ก คนมีครรภ์ หรือคนมีสัมภาระ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย
(2) รถไฟฟ้าไม่ได้พาไปทุกที่
ทั้งแอร์พอร์ตลิงก์ และรถไฟฟ้าสายสีแดงอาจไม่มีเส้นทางผ่านแหล่งทำงาน สถาบันการศึกษา สถานพยาบาล หรือสถานที่อื่นๆ ตามที่ผู้โดยสารรถไฟต้องการ ทำให้เขาต้องต่อรถเมล์ มอเตอร์ไซค์ หรือแท็กซี่ เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน อีกทั้ง แอร์พอร์ตลิงก์ และรถไฟฟ้าสายสีแดงก็มีขบวนรถน้อย ต้องรอนาน
(3) รถบรรทุกจะกลับมาแน่นถนน
แทนที่จะใช้รถไฟขนสินค้าเข้ามา กลับต้องเปลี่ยนเป็นรถบรรทุกเล็กวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน คำถามคือ… นี่เรากำลัง “ลดปัญหาจราจร” หรือกำลัง “เพิ่มรถบนถนน?”
(4) ต้นทุนขนส่งอาจสูงขึ้น
การเปลี่ยนถ่ายสินค้าหลายต่อจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และสุดท้ายต้นทุนเหล่านั้นจะถูกผลักไปที่สินค้า ทำให้ประชาชนต้องซื้อสินค้าแพงขึ้น
3. ทางแก้ที่ดีกว่า… มีไหม ?
ตอบว่ามี เช่น…
(1) เข้มงวดวินัยจราจร ใครที่ฝ่าไม้กั้นต้องถูกลงโทษอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยจนเคยตัว
(2) ติดตั้งสัญญาณไฟแบบ Count Down ให้คนรู้ว่าเหลือเวลาอีกกี่วินาทีก่อนไม้กั้นจะปิดถนน
(3) ติดตั้งป้ายแจ้งเวลารถไฟจะมาถึง ช่วยลดการเสี่ยงติดค้างอยู่บนราง
(4) ปุ่มหยุดฉุกเฉิน (Emergency Button) หากรถติดค้างบนราง ประชาชนแจ้งหยุดรถไฟได้ทันที
(5) ระบบตรวจจับสิ่งกีดขวางด้วยเลเซอร์ (Laser Detector) ถ้ามีรถหรือคนค้างอยู่บนราง ระบบจะแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติ
(6) เร่งรัดโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-หัวหมาก ซึ่งจะช่วยลดจุดตัดได้เป็นอย่างดี นี่ต่างหากคือการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
4. สรุป
(1) การแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดสำหรับรัฐบาล อาจกลายเป็นการสร้างภาระให้ประชาชนมากที่สุด
(2) ถ้าปัญหาเกิดขึ้นที่จุดตัดทางรถไฟ สิ่งที่ต้องแก้คือ “จุดตัด” ไม่ใช่ “รถไฟ”
(3) เมืองใหญ่ทั่วโลกพยายามทำให้คน “เข้าถึงระบบรางง่ายขึ้น” แต่เรากำลังทำให้การขึ้นรถไฟ “ยุ่งยากขึ้น”
(4) การแก้ปัญหาที่ดี ไม่ใช่การทำให้ระบบที่ประชาชนใช้อยู่ “หายไป” แต่คือการทำให้ระบบนั้น “ปลอดภัย สะดวก และมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
(5) ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการ “กันรถไฟออกจากเมือง” แต่เขาแก้ด้วยการทำให้ “ระบบรางกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเมือง”
ที่มา บทความ “คิดได้ไง? ห้ามรถไฟเข้าเมือง แก้จุดตัด… หรือสร้างปัญหาใหม่ ?” ของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →น่าสงสารประเทศ! มีเงินใต้พรมสี่ล้านล้าน ไม่ใช้ แต่ดันกล้าไปขอกู้ใหม่มาเพิ่ม ทำไมน้อ ?
ประเทศมีเงินนอกงบประมาณ 4 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลเลือกกู้เงินเพิ่มแทนที่จะใช้เงินที่มีอยู่ เพราะเงินกู้ง่ายต่อการแบ่งปันและสร้างโครงการหาเสียง
สรุปการแถลงของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ทวงคืนประเทศไทย
สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าวใหญ่เพื่อทวงคืนประเทศไทยภายใต้แนวคิด "เอาประเทศไทยของเราคืนมา" โดยมุ่งตรวจสอบการทุจริตและปกป้องอธิปไตย
หมดเวลาเรียน AI เดิมๆ AI Agent อัปเกรดเป็น Astra = JARVIS
AI agent ASTRA ยุคใหม่เปลี่ยนวิธีการสร้างเนื้อหา ความน่าเชื่อถือและคุณค่าต่อสังคมกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญแทนความเร็วการผลิต
ผลโพลเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ. นนทบุรี ! “นฤพนธ์” ยืนหนึ่ง แบรนด์ผึ้งหลวง ยังทรงพลัง
นนทบุรีเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ. โพลล่าสุดแสดง "นฤพนธ์" นำด้วย 37.27% จากแบรนด์ผึ้งหลวง ขณะ "เดชรัต" ของพรรคประชาชนได้ 27.55%




