หลังเกิดเหตุการณ์ฝนตกสะสมกว่า 300 มม. จนทำเอากรุงเทพฯ ต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังอย่างหนักในหลายพื้นที่ คำถามที่ตามมาคือ นี่เป็นเพราะภัยธรรมชาติที่รุนแรงเกินรับไหว หรือการบริหารจัดการที่ผิดพลาดกันแน่ ?
โดย “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์” อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถาม ผู้บริหาร กทม. แท้จริงแล้ววิกฤตน้ำท่วมที่กินเวลายาวนานครั้งนี้ เป็นเพราะฝนตกมาก… หรือเป็นเพราะ กทม. “ประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป” ?
ดร.สามารถ ระบุว่า ไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อจะตำหนิใคร แต่อยากชวนผู้บริหาร กทม.ช่วยไขข้อข้องใจว่า “ทำไมกรุงเทพฯ จึงถูกน้ำท่วมหนักและนาน ทั้งที่เรารู้ล่วงหน้าว่าฝนจะตกหนัก ?”
เหตุการณ์ครั้งนี้มีฝนสะสมในบางพื้นที่มากกว่า 300 มม. ในเวลา 2 วัน และ กทม.เองยอมรับว่าเป็นปริมาณฝนที่สูงมาก พร้อมระบุว่าจะนำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปถอดบทเรียนและพัฒนาระบบพยากรณ์ต่อไป
จึงมีข้อสงสัยสำคัญว่า กทม.อาจประเมินผลกระทบจากฝนครั้งนี้ต่ำไปหรือไม่? เพราะถ้าประเมินต่ำไป การเตรียมความพร้อมก็อาจต่ำกว่าที่สถานการณ์จริงต้องการ

1. กทม.มีทั้งข้อมูล เครื่องมือ และประสบการณ์
ก่อนฝนตกหนักช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผู้บริหาร กทม.ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมรับมือ ก็ทำให้เบาใจได้ระดับหนึ่ง เพราะ กทม.มีเครื่องมือสำคัญอยู่แล้ว
(1) มีเรดาร์ตรวจฝน 2 แห่ง ที่หนองจอกและหนองแขม สามารถติดตามการก่อตัวและการเคลื่อนตัวของกลุ่มฝน
(2) มีศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม ที่รับข้อมูลฝน ระดับน้ำ และข้อมูลจากระบบระบายน้ำแบบ Real Time และใช้ระบบ SCADA ในการควบคุมระบบ
(3) มีแบบจำลองทางอุทกวิทยาและชลศาสตร์ สำหรับประเมินผลกระทบจากฝนและสถานการณ์น้ำ
(4) มีประสบการณ์จากน้ำท่วมใหญ่ในเดือนกันยายน 2565
ดังนั้น คำถามคือ “กทม.ประเมินว่าฝนครั้งนี้จะสร้างผลกระทบรุนแรงแค่ไหน ?” เพราะการประเมินตรงนี้สำคัญมาก ถ้าประเมินถูก ก็จะรู้ว่าต้องเตรียมระบบมากแค่ไหน แต่ถ้าประเมินต่ำไป การเตรียมความพร้อมก็มีโอกาสต่ำไปด้วย
2. ถ้ารู้ว่าฝนหนัก ทำไมไม่เตรียมพื้นที่รับน้ำให้มากกว่านี้ ?
เมื่อเข้าไปดูข้อมูลของสำนักการระบายน้ำ พบว่า ก่อนฝนตกมีการพร่องน้ำในคลองสายหลักจริง ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่อยากรู้คือ พร่องน้ำล่วงหน้าก่อนฝนตกหนักกี่วัน ? พร่องลงไปถึงระดับใด และคลองแต่ละสายรวมทั้งแก้มลิงมีพื้นที่ว่างสำหรับรับน้ำเท่าไร ?
เพราะการพร่องน้ำก็คือการ “สร้างพื้นที่รับน้ำ” ไว้ล่วงหน้า ถ้าการคาดการณ์บอกว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง การเตรียมพื้นที่รับน้ำก็ควรสอดคล้องกับระดับความรุนแรงที่คาดการณ์ไว้
จึงอยากเห็นข้อมูลว่า ก่อนฝนตก กทม.เตรียมพื้นที่รับน้ำไว้เท่าไร เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำฝนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คำตอบนี้จะช่วยให้เราเห็นว่า กทม.ประเมินสถานการณ์ไว้อย่างไร และเตรียมรับมือไว้สอดคล้องกับการประเมินนั้นหรือไม่
3. น้ำฝน 300 มม. มีมากแค่ไหน ?
ลองคำนวณแบบง่ายๆ เพื่อให้เห็น “ขนาดของน้ำ” สมมติเป็นกรณี Worst Case ว่า ฝนตก 300 มม.เท่ากันทั่วกรุงเทพฯ พื้นที่กรุงเทพฯ 1,568.737 ตารางกิโลเมตร จะมีปริมาณน้ำฝนรวม 470.62 ล้าน ลบ.ม.
แน่นอนว่าในความเป็นจริง ฝนไม่ได้ตกเท่ากันทั่วกรุงเทพฯ และน้ำฝนทั้งหมดก็ไม่ได้ไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำของ กทม. บางส่วนซึมลงดิน บางส่วนถูกกักเก็บในพื้นที่สีเขียว และบางส่วนไหลออกนอกพื้นที่
ดังนั้น 470.62 ล้าน ลบ.ม. ไม่ใช่ปริมาณน้ำที่ กทม.ต้องระบายทั้งหมด แต่ตัวเลขนี้ทำให้เห็น “ขนาดของโจทย์” ว่า ฝน 300 มม.ในช่วงเวลา 2 วัน สร้างปริมาณน้ำมหาศาลเพียงใด และยิ่งตอกย้ำว่า การประเมินล่วงหน้าและการเตรียมพื้นที่รับน้ำมีความสำคัญมาก

4. กทม.มีขีดความสามารถระบายน้ำ 1,302.63 ลบ.ม./วินาที แต่ใช้ได้เต็มที่หรือไม่ ?
จากรายงานแผนปฏิบัติการประจำปีของสำนักการระบายน้ำ กทม.มีขีดความสามารถในการระบายน้ำรวม 1,302.63 ลบ.ม./วินาที ตัวเลขนี้รวมอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ 5 แห่ง ซึ่งมีขีดความสามารถรวมประมาณ 255 ลบ.ม./วินาที
แต่คำว่า “ขีดความสามารถ” จะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบทั้งหมดพร้อมใช้งาน ถ้าเครื่องสูบน้ำเสียบางเครื่อง ถ้าท่อหรือคลองมีปัญหา ถ้าน้ำไหลเข้าสู่อุโมงค์ไม่ทัน หรือถ้าอุโมงค์ไม่ได้เดินเครื่องเต็มศักยภาพ ขีดความสามารถบนกระดาษ 1,302.63 ลบ.ม./วินาที ก็ไม่ใช่ขีดความสามารถที่ประชาชนได้รับจริงในวันเกิดเหตุ
ทราบว่ามีเครื่องสูบน้ำหลายเครื่องที่ไม่พร้อมใช้งาน คำถามจึงง่ายมากว่า “ถ้ารู้ว่าจะมีฝนตกหนัก ทำไมจึงไม่ซ่อมเครื่องสูบน้ำเหล่านั้นให้พร้อมก่อนฝนมา ?” เพราะถ้าเครื่องสูบน้ำทั้งหมดพร้อมใช้งาน ขีดความสามารถในการระบายน้ำก็น่าจะเข้าใกล้ตัวเลข 1,302.63 ลบ.ม./วินาที มากขึ้น
5. แล้วอุโมงค์ยักษ์ใช้เต็มศักยภาพหรือไม่ ?
นี่เป็นอีกเรื่องที่ยังคาใจ กรุงเทพฯ ลงทุนสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่เพื่อทำหน้าที่เสมือน “ทางด่วนน้ำ” แต่ถ้าเกิดฝนตกหนักแล้ว อุโมงค์ไม่ได้รับน้ำเข้าเต็มที่ หรือระบบต้นทางไม่สามารถส่งน้ำเข้าอุโมงค์ได้ทัน ก็เท่ากับว่าเรามี “ทางด่วนน้ำ” แต่ไม่ได้ใช้ทางด่วนอย่างเต็มประสิทธิภาพ
จึงอยากเห็นข้อมูลของอุโมงค์ทั้ง 5 แห่งในช่วงเกิดเหตุว่า แต่ละแห่งระบายน้ำได้จริงกี่ ลบ.ม./วินาที ? เทียบกับศักยภาพสูงสุดเท่าไร ? ใช้ศักยภาพไปกี่เปอร์เซ็นต์ ? และถ้าใช้ไม่เต็มศักยภาพ ติดขัดที่ตรงไหน ?
คำตอบนี้สำคัญมาก เพราะการสร้างอุโมงค์เพิ่มอาจไม่ใช่คำตอบ
6. แล้วตัวเลข 4.2 วัน มาจากไหน ?
เมื่อลองนำตัวเลข 470.62 ล้าน ลบ.ม. มาคำนวณกับขีดความสามารถในการระบายน้ำ 1,302.63 ลบ.ม./วินาที จะใช้เวลาระบายน้ำประมาณ 4.2 วัน
ย้ำอีกครั้งว่า นี่เป็นเพียงการคำนวณเชิงทฤษฎี จากสมมติฐานว่า ฝน 300 มม.ตกเท่ากันทั่วกรุงเทพฯ น้ำฝนทั้งหมดไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำ และระบบสามารถระบายน้ำได้เต็มกำลัง 1,302.63 ลบ.ม./วินาทีตลอดเวลา
ในความเป็นจริงย่อมไม่เป็นเช่นนั้น แต่ต้องการให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า ขนาดของน้ำฝนมหาศาลแค่ไหน เมื่อเทียบกับขีดความสามารถของระบบ
และตัวเลข 4.2 วันนี้เองทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า ถ้าระบบมีขีดความสามารถสูงถึง 1,302.63 ลบ.ม./วินาที แล้วทำไมบางพื้นที่จึงยังมีน้ำท่วมขังนานมาก? โดยเฉพาะพื้นที่เคหะร่มเกล้า และเคหะคลองจั่น
7. สิ่งที่สงสัยที่สุดคือ “ประเมินต่ำไปหรือไม่ ?
เมื่อเอาทั้งหมดมาวางต่อกัน กทม.มีเรดาร์ มีข้อมูลฝนและระดับน้ำแบบ Real Time มีศูนย์ควบคุม มี SCADA มีแบบจำลอง มีคลอง มีแก้มลิง มีสถานีสูบน้ำ มีอุโมงค์ยักษ์ และมีขีดความสามารถในการระบายน้ำรวม 1,302.63 ลบ.ม./วินาที
แต่เมื่อเกิดฝนหนักจริง กลับพบหลายปัญหา ทั้งเครื่องสูบน้ำที่ไม่พร้อม การใช้งานระบบระบายน้ำที่อาจไม่เต็มศักยภาพ และข้อสงสัยว่า อุโมงค์ยักษ์ไม่ได้ถูกใช้เต็มประสิทธิภาพ
ทั้งหมดนี้ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า หรือปัญหาเริ่มตั้งแต่ “การประเมินสถานการณ์” ก่อนฝนตก ? ถ้าประเมินว่าฝนครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงมาก ก็อาจไม่ได้เร่งซ่อมเครื่องสูบน้ำทุกเครื่อง อาจไม่ได้พร่องน้ำในคลองจนถึงระดับที่เหมาะสมที่สุด อาจไม่ได้เตรียมพื้นที่รับน้ำไว้มากที่สุด และอาจไม่ได้เตรียมระบบทั้งหมดให้พร้อมรับสถานการณ์ที่รุนแรงจริง
แต่ถ้าคาดการณ์ถูกต้องตั้งแต่ต้นว่า ฝนจะหนักมาก ฝนจะตกต่อเนื่อง ปริมาณน้ำจะมหาศาล และพื้นที่ฝั่งตะวันออกจะได้รับผลกระทบหนัก คำถามก็จะเปลี่ยนไปทันทีว่า “เมื่อรู้แล้ว ทำไมระบบทั้งหมดจึงไม่ได้ถูกเตรียมให้พร้อมเต็มกำลัง?”
8. สรุป
ไม่ได้บอกว่าฝนตก 300 มม.แล้วน้ำจะต้องไม่ท่วมกรุงเทพฯ แต่ กทม.มีทั้งข้อมูล เรดาร์ แบบจำลอง เครื่องสูบน้ำ อุโมงค์ยักษ์ และขีดความสามารถระบายน้ำ 1,302.63 ลบ.ม./วินาที คำถามจึงอยู่ที่ว่า กทม.ประเมินผลกระทบต่ำไปหรือไม่ และเตรียมระบบไว้พร้อมแค่ไหน ?
โดย ดร.สามารถได้ระบุทิ้งท้ายว่า “ผมไม่ขอสรุปแทน แล้วคุณล่ะ คิดว่าจุดบกพร่องอยู่ตรงไหน ?”
ที่มา บทความ กรุงเทพฯ น้ำท่วมหนัก… เพราะฝนมาก หรือเราประเมินฝนต่ำไป? โดย ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ประเทศไทยในวันที่พวกเราจะกลายเป็นแค่ "ผู้เช่า" ในแผ่นดินเกิด!...
ไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองที่ลึกซึ้ง โดยทุนใหญ่ย้ายฐาน SME ตกงาน และระบบราชการล้าหลัง ตามสัญญาณเตือนจาก IMF และธนาคารโลก
หมากในเกมศึกซักฟอก..เมื่อ 'มารยาท' มันค้ำคอ
บทความวิเคราะห์การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา โดยเน้นท่าทีและจุดยืนของพรรคการเมืองต่อประเด็นคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. และความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย
“ศิริโชค” จี้สอบลึกบ่อน Shuffle สั่งบล็อกคนไทยหนีการตรวจสอบ ! เปิดปมหุ้นบุริมสิทธิ 1 % เชื่อมโยงการเมืองหรือไม่ ?
เว็บพนันออนไลน์ Shuffle ประกาศปิดกั้นผู้เล่นจากไทย ท่ามกลางการตรวจสอบเส้นทางเงินและสัดส่วนหุ้นบุริมสิทธิ 1% ที่เชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดนักการเมือง
“ศิริโชค” เปิดปม “ไอเดียร์” บริจาคเงินให้ภูมิใจไทย โยงข้อสงสัยที่มาของทรัพย์สิน
ศิริโชค โสภา ตั้งคำถามเงินบริจาค 150,000 บาทให้พรรคภูมิใจไทยจากสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ท่ามกลางทรัพย์สินรวมเกือบ 2,000 ล้านบาท และข้อสงสัยเรื่องที่มาของความมั่งคั่ง




