
อินไซด์โค้งสุดท้าย เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ! “ชัชชาติ” นำ แต่โดนรุม
อินไซด์สนามกทม. โค้งสุดท้าย “ชัชชาติ”นำแต่โดนรุม ประเด็น “อากง”กับการแปรงบเปิด 7 อรหันต์กก.วิสามัญงบฯ กทม.
เวทีดีเบตเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ของช่อง 3 ที่มี “สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา” เป็นผู้ดำเนินรายการเมื่อคืนวันที่ 24 มิถุนายน 2569 อดีตผู้ว่าฯ กทม. “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ที่ลงรักษาแชมป์ในปีนี้ เหมือนจะเป็นเป้าของถูกซักฟอกออกอากาศจากผู้สมัครร่วมเวทีอีก 3 คน
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม และตั้งข้อสังเกตอำนาจการบริหาร รวมถึงการตรวจสอบมากที่สุด คือ ประเด็นระบบอากง และการจัดซื้อจัดจ้างในสัญญาย่อยกว่า 500 สัญญา ที่มีวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท และมีบริษัทคู่สัญญารายเดิมๆ ในหลายโครงการ
“มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ผู้สมัครอิสระ จี้ประเด็นนี้ เพื่อให้อดีตผู้ว่าฯ ตอบถึงความโปร่งใส หรือไม่โปร่งใสในการจัดซื้อ จัดจ้างสัญญาย่อยทั้งหมด รวมถึงปล่อยปละละเลย มองข้ามข้อสังเกตที่ควรมีพิรุธของสัญญาเหล่านี้
ขณะที่ทั้ง “อนุชา บูรพชัยศรี” และ “ดร.โจ – ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ต่างพุ่งเป้าไปที่ประเด็นเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นการต่อรองงบประมาณ ระหว่างตัวแทนของฝ่ายบริหารที่นำโดย “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” ที่ถูกตั้งฉายาว่า อากง
ข้อสังเกตุจากผู้สมัครทั้ง 3 ราย บนเวทีดีเบต เมื่อย้อนไปดูโครงสร้างการบริหารงบประมาณของกรุงเทพมหานคร ก็จะเห็นร่องรอยของการต่อรอง และกระบวนการจัดทำงบที่ชัดเจนว่า ทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติต่างก็มีการสร้างสมดุลระหว่างกัน เพื่อจัดทำงบประมาณที่ต่างฝ่าย ต่างก็มีเป้าหมายในมือ

โครงสร้างการจัดงบสภา กทม.
โครงสร้างของการบริหารกรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น อำนาจฝ่ายบริหาร หมายถึงผู้ว่าฯ อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สภา กทม.
ระหว่าง 2 อำนาจ ต้องบริหารจัดการให้สมดุลกันทั้งหมด ทำให้เริ่มเกิดจุดเชื่อมต่อ หรือ จิ๊กซอว์ตัวสำคัญ นั่นก็คือ อากงที่ถูกกล่าวหา
เมื่อผู้ว่าฯ เป็นฝ่ายบริหาร แม้จะมีอำนาจจัดทำงบ เสนอโครงการ และบริหารราชการ กทม. แต่ผู้ว่าฯ ก็ต้องอาศัยสภา กทม. ในการอนุมัติงบ ข้อบัญญัติ และโครงการตามกระบวนการ
ซึ่งหมายถึง หากฝ่ายบริหารต้องการให้งานเดินเร็ว ก็ต้องมีคนมาประสานกับฝ่ายนิติบัญญัติ อันเป็นที่มาของงบในเขตที่อาจถูกหยิบขึ้นมาต่อรอง เพื่อขอใบผ่านทาง
ฝ่ายนิติบัญญัติ จะมีคณะกรรมการพิจารณางบประมาณของกรุงเทพมหานคร เรียกว่า “คณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย” ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดย สภากรุงเทพมหานคร เป็นผู้พิจารณาและแปรงบในแต่ละปี
คณะกรรมการชุดนี้ เป็นชุดที่มีความสำคัญ และตำแหน่งประธานคณะกรรมการ คือ ตำแหน่งที่บทบาทอย่างยิ่ง
บทบาทที่อาจกำหนดทิศทางการแปรงบประมาณ ทิศทางที่กำหนดชะตากรรมของโครงการแต่ละโครงการ
ที่มาของการแปรงบ อยู่ที่คณะกรรมการชุดนี้ต่างหาก
โครงการไหน ที่ไม่ผ่านความเห็นด้วยร่วมกันของฝ่ายบริหาร กับ ตัวแทนของ “คณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย” ตั้งแต่ต้น
หรือการเจรจาในช่วงเวลานั้น เป็นช่วงเวลาที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีความเห็นไม่ลงรอยกัน หรือไม่ลงจตัว การพิจารณางบประมาณโครงการนั้นอาจล่าช้า ถูกแก้ไข หรือท้ายที่สุด อาจไม่ผ่านสภา
ตัวอย่างเช่น โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น โครงการจัดจ้างที่ปรึกษา เพื่อเตรียมการเฝ้าระวังแผ่นดินไหวใน กทม. จนที่สุด ก็เกิดอาคารสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม หลังเกิดแผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบมาถึงใจกลางกทม.

7 อรหันต์ คณะ กก.วิสามัญจัดทำงบ
คณะกรรมการวิสามัญชุดนี้มีจำนวนทั้งหมด 45 คน ประกอบด้วย สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 33 คน และผู้แทนฝ่ายบริหาร 12 คน
โครงสร้างคณะกรรมการชุดนี้ จะมีคณะผู้บริหารที่จัดทำงบประมาณ ประกอบด้วย ประธานคณะ กก. 1 คน จากตัวแทน ส.ก. รองประธานจากฝ่าย ส.ก. 3 คน และรองประธานจากฝ่ายบริหาร หรือ ตัวแทนผู้ว่าฯ 1 คน เลขานุการ ที่มาจาก ส.ก. 1 คน โฆษก และ รองโฆษกที่เป็นตัวแทนจาก ส.ก. อีก 2 คน
รวมเป็นตัวแทน ส.ก.ถึง 7 คน มีตัวแทนฝ่ายผู้ว่าฯ เพียง 1 คน ซึ่งคณะกก.ชุดที่ผ่านมา ฝ่ายส.ก. นำโดย นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา (ส.ก. เขตลาดกระบัง) เป็น ประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ
นายณภัค เพ็งสุข ส.ก.เขตลาดพร้าว จากพรรคประชาชน เป็นรองประธานฯ คนที่หนึ่ง
นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล (ส.ก. เขตประเวศ รองประธานฯ คนที่สอง
นายนภาพล จีระกุล (ส.ก. เขตบางกอกน้อย) รองประธานฯ คนที่สาม
นายต่อศักดิ์ โชติมงคล (ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.) หรือที่ถูกระบุว่า เป็นอากง เป็นรองประธานฯ คนที่สี่
นายประพฤทธิ์ หาญกิจจะกุล (ส.ก. เขตห้วยขวาง) เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ
นางกนกนุช กลิ่นสังข์ (ส.ก. เขตดอนเมือง) เป็น โฆษกคณะกรรมการฯ:
นายเอกกวิน โชคประสพรวย (ส.ก. เขตราชเทวี) เป็น รองโฆษกฯ คนที่หนึ่ง:
ทั้งหมด คือ คณะผู้บริหารที่จัดทำงบประมาณกทม.ปี 2569 และมีอำนาจในการแปรงบ จัดสรรงบ ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาเห็นชอบกรรมการที่มาจากส.ก. 33 คน ก่อนนำเข้าขออนุมัติจากสภากทม. อีกครั้ง
ถ้าบอกว่า มีการแปรงบ
ถ้าบอกว่ามีการต่อรอง
การต่อรองควรเริ่มต้นจากจุดนี้หรือไม่
ต่อศักดิ์ตัวแทนหนึ่งเดียวในคณะกรรมการ จะมีอำนาจคัดค้าน หรือ ต่อรอง ได้มากขนาดไหนกับจำนวนตัวแทนจาก ส.ก.ที่มีถึง 7 คน และอีก 33 คนในคณะกรรมการ
7 : 1 ในคณะผู้บริหารจัดทำงบประมาณ
40 : 1 ในคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย”
และ ผู้ว่าฯชัชชาติ ก็ต้องเสนองบประมาณที่ผ่านคณะกรรมการชุดนี้ต่อสภา กทม. นั่นคือการเผชิญหน้าในสัดส่วน 50 : 1 กลางสภา กทม.
เพราะสมัยที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ไม่มี ส.ก.ในมือแม้แต่คนเดียว
ถามว่า ชัชชาติ และ ต่อศักดิ์ มีอำนาจขนาดนั้นจริงหรือ
ถามว่า แล้วใครมีอำนาจจริงในการจัดสรรและแปรงบ กทม.
7 เสียงของส.ก.ในคณะผู้บริหารจัดทำงบประมาณต่งหาก ที่เป็นต้นทางเสียงข้างมากของการจัดทำงบฯ
40 เสียงในคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายกรุงเทพมหานครต่างหากที่มีอำนาจ เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ การจัดทำงบประมาณในขั้นต้น
50 เสียง ในสภา กทม. ต่างหากที่มีอำนาจผ่าน หรือ ไม่ผ่านงบประมาณในแต่ละปี
ที่น่าแปลก คือ 7 เสียงในคณะผู้บริหารจัดทำงบประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา ตกอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเดียว คือ กลุ่มของ ส.ก.ล้าน นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง อดีต ส.ก.จากหลายพรรค ที่ล่าสุดสังกัดพรรคเพื่อไทย เป็นประธานกรรมการ 2 ปี คือ ปี 2566 และปี 2567
ส่วนปี 2568 เป็นนางกนกนุช กลิ่นสังข์ ส.ก.เขตดอนเมือง อดีต ส.ก.พรรคเพื่อไทย
ปีล่าสุด 2569 เป็น นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา (ส.ก. เขตลาดกระบัง) อดีต ส.ก.พรรคเพื่อไทย
นอกจากนั้น หากตรวจสอบรายคณะกรรมการชุดนี้ย้อนหลัง 4 ปี ทั้งหมด ทั้ง 7 คน ต่างก็ยังวนกันเป็นกรรมการ รองกรรมการ เลขานุการ และโฆษกวนกันในแต่ละปี
โดยมี 4 ส.ก.จากพรรคประชาธิปัตย์ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล (ส.ก. เขตประเวศ) , นายนภาพล จีระกุล (ส.ก. เขตบางกอกน้อย) นายประพฤทธิ์ หาญกิจจะกุล (ส.ก. เขตห้วยขวาง) และนายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ ส.ก.เขต วังทองหลาง
รวมถึง 2 ส.ก.จากพรรคประชาชน นายณภัค เพ็งสุข ส.ก.เขตลาดพร้าว และนายเอกกวิน โชคประสพรวย (ส.ก. เขตราชเทวี) ต่างก็สลับตำแหน่งกันอยู่ในคณะกก.ผู้บริหาร และคณะกก.วิสามัญทั้งสิ้น
ทั้งหมด คือ 7 คณะผู้บริหารที่มีบทบาทในคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายกรุงเทพมหานคร ตลอด 4 ปี ที่ผ่านมา
อันเป็นการไขปริศนา ว่าทำไม 4 ปีที่ผ่านมา ชัชชาติ สิทธิพันธ์ จึงเหมือนเป็นผู้ว่าฯ ที่ต้องต่อสู้โดดเดี่ยวกลางสภา กทม.
โดดเดี่ยวที่ต้องส่ง ต่อศักดิ์ เข้าไปสู้ 1 ต่อ 7 ในคณะผู้บริหารจัดทำงบประมาณ ต้องให้ ต่อศักดิ์ ยืนสู้ 1 ต่อ 40 ในคณะกรรมการวิสามัญ่พิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายกรุงเทพมหานคร ขณะที่ขั้นตอนสุดท้าย ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ก็ต้องยืนสู้โดดเดี่ยว 1 ต่อ 50 กลางสภา กทม.
การออกมาโจมตีระบบอากง ของทั้งวิโรจน์ และ คริส จึงเป็นการออกมาแถลงที่ตรงจุด คือ ในสภา กทม.มีการต่อรอง โดยพุ่งเป้าไปที่ต่อศักดิ์ ว่าเป็นตัวแทนผู้ว่า ในการต่อรอง
แต่ทั้งคู่กลับไม่บอกว่า ใคร คือ แกนนำหลักฝ่าย ส.ก.ในการจับกลุ่ม ส.ก.ต่อรองกับฝ่ายบริหาร
นั่นหมายถึงหากผู้ว่าฯ ชัชชาติชนะการเลือกตั้งรอบนี้ สิ่งที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติอาจต้องเจอก็หนีไม่พ้นการต่อรองรอบใหม่
หนีไม่พ้นวังวนอำนาจเดิมๆ ที่แม้จะพยายามเลี่ยงแค่ไหน สุดท้ายก็อาจทานเสียงข้างมากไม่ไหว โครงการดีๆหลายโครงการของคนกทม. ถึงไม่เคยผ่านสภา หรือหากจะผ่านก็เลือดตาแทบกระเด็น ต่างจากงบจัดซื้อเก้าอี้พลาสติก ถังขยะ ที่ผ่านฉลุยในทุกๆ ปี
การออกมาแถลงของทั้งคู่ จึงชวนฉงน เป้าหมายอาจไม่ใช่แค่ดิสเครดิต พรือพยายามลดกระแสความนิยมในตัวชัชชาติ ในฐานะเต็ง 1 ที่กำลังนำลิ่ว
แต่เป้าหมายหลัก คือ พุ่งเป้าไปที่ผู้สมัคร สก.อิสระกลุ่มคนทำงาน ที่ประกาศตัวชัดเจนว่า การลงสมัครรอบนี้ แม้จะเป็นผู้สมัครอิสระ แต่พร้อมเข้าไปสนับสนุนผู้ว่าฯ ที่เป็นคนทำงาน และขจัดระบบการรวมกลุ่มเพื่อต่อรองผลประโยชน์ของอดีต สก.บางกลุ่ม
หรือ ท้ายที่สุด ระบบอากง จะเป็นระบบอาแปะ ที่มีอาแปะใหญ่คอยบริหาร จัดการ คัดท้าย และควบคุมคะแนนเสียงส.ก.ที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะที่นั่งในคณะ กก.วิสามัญพิจารณางบฯ กทม.
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →เปิดประวัติ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. คนที่ 16
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 โดยมีระยะเวลาในตำแหน่งยาวนาน 7 ปี
ทำความรู้จัก “กฤชเทพ สิมลี” เพื่อนสนิทเนวิน “เลขาฯ รมว.คมนาคม คนใหม่”
กฤชเทพ สิมลี ศิษย์เก่า OSK 90 ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเนวิน ชิดชอบ
เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน : สร้างคอนเทนต์อย่างไรให้คนจดจำ ?
เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน สอนวิธีสร้างคอนเทนต์ให้คนจดจำ โดยเน้นการหลีกเลี่ยงการไล่ตามกระแส การค้นหาความแตกต่าง และการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
ปฐมบท EP1 : ทำความเข้าใจ รายได้สื่อจากอดีตสู่ปัจจุบัน
ซีรีย์รายได้สื่อ EP1 ย้อนกลับไปเมื่อ 25-30 ปีก่อน เมื่อเรตติ้งเป็นตัววัดมูลค่าสื่อ และรายได้โฆษณาเข้มข้น แต่วันนี้ผู้ชมกระจายตัวไปบนแพลตฟอร์มต่างๆ ทำให้โครงสร้างรายได้เปลี่ยนไป



