
รู้หรือไม่ ? กรุงเทพฯ เลือกตั้งผู้ว่าฯ ได้ เพราะไม่ใช่จังหวัดในทางกฎหมาย
ในขณะที่คนกรุงเทพฯ กำลังจะได้เดินเข้าคูหาเพื่อกำหนดอนาคตเมืองของตัวเองผ่านการเลือกตั้ง “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” อีกครั้ง คำถามที่มักจะดังก้องมาจากอีก 76 จังหวัดทั่วประเทศคือ “แล้วทำไมพวกเราถึงไม่มีสิทธิเลือกผู้ว่าฯ ของตัวเองบ้าง ?”
หากมองเผินๆ นี่คือความเหลื่อมล้ำทางสิทธิทางการเมือง แต่หากเจาะลึกลงไปในโครงสร้างรัฐและกฎหมายปกครอง คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในภาพลวงตาของคำว่า “จังหวัด” และ “ผู้ว่าราชการ”
1. ภาพลวงตาของคำว่า “ผู้ว่าราชการ”
ความจริงที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ ในทางกฎหมายปกครอง กรุงเทพมหานคร ไม่ได้มีสถานะเป็น “จังหวัด”
นับตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 รัฐได้ทำการยุบ “จังหวัดพระนคร” และ “จังหวัดธนบุรี” ทิ้งไป พร้อมกับยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในพื้นที่นี้ทั้งหมด เพื่อสถาปนา กทม. ขึ้นเป็น “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ”
คำว่า “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” จึงเป็นเพียงชื่อตำแหน่งที่ตั้งขึ้นเพื่อรักษาเกียรติยศและความคุ้นชิน แต่ในความเป็นจริงโดยสากล ตำแหน่งนี้เทียบเท่ากับ “นายกเทศมนตรีเมืองหลวง” (Mayor) ซึ่งตามหลักการกระจายอำนาจ เมื่อเป็นองค์กรส่วนท้องถิ่น ประชาชนย่อมมีสิทธิเลือกตั้งผู้บริหารของตนเองได้อย่างชอบธรรม

2. โซ่ตรวนที่ผูกมัดอีก 76 จังหวัด
ในขณะที่กรุงเทพฯ ได้รับการปลดล็อก อีก 76 พื้นที่ที่เหลือยังคงสถานะเป็น “ราชการส่วนภูมิภาค” ซึ่งหมายความว่าผู้บริหารสูงสุดต้องมาจากการ “แต่งตั้ง” โดยกระทรวงมหาดไทย เพื่อเป็นตัวแทนของรัฐบาลส่วนกลางในการคุมพื้นที่ ทำไมส่วนกลางถึงยังไม่ยอมปล่อยมือ? ปัจจัยหลักมาจาก 4 มิติ:
(1) ความกังวลเรื่องรัฐเดี่ยว: ความหวาดระแวงของฝ่ายความมั่นคงที่มองว่า การให้ทุกจังหวัดเลือกผู้บริหารเอง อาจนำไปสู่แนวคิดการแบ่งแยกดินแดน หรือการแข็งข้อต่ออำนาจรัฐส่วนกลาง โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบาง
(2) การทับซ้อนของอำนาจ: หากให้ผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้ง อำนาจจะไปทับซ้อนกับ “นายก อบจ.” ทันที การจะเดินหน้าเรื่องนี้จึงต้องแลกมาด้วยการรื้อโครงสร้าง ยุบราชการส่วนภูมิภาคทิ้ง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ข้าราชการประจำไม่ยอมง่ายๆ
(3) กำแพงระบบอุปถัมภ์: ความกังวลว่าสนามท้องถิ่นระดับจังหวัดจะตกเป็นของ “บ้านใหญ่” หรือกลุ่มทุนผูกขาด ทำให้ส่วนกลางมองว่าผู้ว่าฯ แต่งตั้งมีความเป็นกลางมากกว่า
(4) อิสระทางการคลัง: จังหวัดส่วนใหญ่จัดเก็บรายได้เองได้น้อยมาก ต่างจาก กทม. หรือ “เมืองพัทยา” (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอีกแห่งของไทย) ที่มีฐานภาษีมหาศาล ทำให้ส่วนกลางใช้ข้ออ้างเรื่อง “ท้องถิ่นหาเงินเองไม่ได้” มาเป็นข้ออ้างในการดึงอำนาจไว้

2. ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่รัฐต้องไว้ใจประชาชน ?
การที่กรุงเทพมหานครจัดการตัวเองได้ เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เมื่อโครงสร้างเปิดทางให้ประชาชนกำหนดอนาคตของเมือง แม้จะมีความขลุกขลัก ทว่าการแก้ปัญหาก็จะตรงจุดและตอบสนองต่อพลวัตของเมืองได้ดีกว่าการรอคำสั่งจากส่วนกลาง
ตราบใดที่โครงสร้างรัฐยังคงมอง 76 จังหวัดเป็นเพียง “แขนขา” ของกระทรวงมหาดไทย ประเทศไทยก็จะยังคงติดหล่มการพัฒนาที่กระจุกตัว คำถามสำคัญที่สังคมและรัฐบาลต้องร่วมกันหาคำตอบในยุคนี้ ไม่ใช่คำถามที่ว่า “ท้องถิ่นพร้อมหรือไม่ ?”
แต่คือคำถามที่ว่า “ส่วนกลาง พร้อมที่จะไว้ใจประชาชน แล้วหรือยัง ?”
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →2569 ระบอบสีน้ำเงิน ครองเมือง
พ.ศ. 2569 การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะดุลยภาพใหม่ที่ถูกจัดระเบียบโดย “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจที่มีประสิทธิภาพในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย
ชำแหละโครงการ TH-AI Passport คุ้มงบฯ 1.62 พันล้านบาท หรือไม่ ?
โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.62 พันล้านบาทถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยพบข้อสงสัยเกี่ยวกับกลไกงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง
รู้จัก “ส่องรัฐ” แพลตฟอร์ม AI ของประชาธิปัตย์ ตรวจสอบการใช้งบฯ รัฐบาล
ส่องรัฐ เป็นแพลตฟอร์ม AI ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล
เปิดรายงานสภาพัฒน์ ถอดรหัสอนาคต: เมื่อ AI ไล่ล่าตลาดแรงงานไทย
สภาพัฒน์เปิดรายงานภาวะสังคมไทยเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน โดยพบว่า 2.2 ล้านคนเสี่ยงถูกทดแทนโดยสิ้นเชิง โดยส่วนใหญ่เป็นผู้จบปริญญาตรีขึ้นไป



