เมื่อเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ตัวเลขสถิติไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลโหวต แต่คือเสียงสะท้อนวิธีคิดและความคาดหวังของคนกรุงเทพฯ ในยุคปัจจุบันได้อย่างแหลมคม ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นของสวนดุสิตโพลทั้ง 4 ครั้ง เราได้เห็นพลวัตที่น่าสนใจของ 4 ผู้สมัครหลัก ซึ่งทิ้งข้อสังเกตและนัยยะทางการเมืองที่ชวนให้ขบคิด ดังนี้
1. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
“ชัชชาติ” ครองอันดับ 1 อย่างเหนียวแน่นตั้งแต่โพลครั้งแรกด้วยคะแนน 56.70 % และไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึง 61.09% ในช่วงโค้งสุดท้าย สิ่งที่น่าสนใจคือทำไมคะแนนถึงไม่แผ่วลงเลย ? คำตอบอยู่ที่ความคาดหวังของคนกรุงเทพฯ ที่มองหาผู้ที่มีประสบการณ์และพร้อมทำงานทันที
โดยประชาชนให้เหตุผลว่า พวกเขาเห็นผลงานการพัฒนา กทม. ที่ดีขึ้น ต้องการให้สานงานต่อ และเชื่อมั่นในประสบการณ์ นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า คนกรุงในยุคนี้ให้น้ำหนักกับ “ความสามารถเชิงประจักษ์” มากกว่าสิ่งอื่นใด

2. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
ในขณะที่คะแนนของ “ชัชชาติ” พุ่งขึ้น กราฟของ “ชัยวัฒน์” กลับมีทิศทางสวนทาง โดยเริ่มต้นที่ 18.90 % ก่อนจะค่อยๆ ลดลงเหลือ 10.93 % ในโค้งสุดท้าย
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า คะแนนนิยมของพรรค ไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนนิยมของผู้สมัครโดยอัตโนมัติ ฐานเสียงเดิมของพรรคไม่ได้ย้ายมาสนับสนุนผู้สมัครอย่างเบ็ดเสร็จ
แม้กลุ่มผู้สนับสนุนจะชื่นชอบความเป็นคนรุ่นใหม่ นโยบาย และความโปร่งใสของพรรค แต่นั่นอาจยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
3. มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
หากใครคิดว่าคะแนนโพลจะดำเนินไปเป็นเส้นตรง กราฟของ “มัลลิกา” คือข้อยกเว้น เธอเริ่มต้นที่ 5.78 % ก่อนจะร่วงลงไปเหลือ 2.70 % แต่กลับพลิกฟื้นทะยานขึ้นมาจบที่ 9.84 % ในโค้งสุดท้าย
ทรงกราฟรูปตัว V นี้มีนัยยะซ่อนอยู่ นั่นคือประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง อยากให้โอกาสผู้หญิงได้ลองบริหาร และที่สำคัญคือการชื่นชอบนโยบายที่แปลกใหม่อย่างการนำ AI มาแก้ปัญหาเมือง แสดงให้เห็นว่านโยบายที่ตอบโจทย์อนาคตสามารถดึงดูดกลุ่มคนที่กำลังมองหา “ทางเลือกใหม่ๆ” ได้เสมอ

4. อนุชา บูรพชัยศรี
แม้คะแนนโพลของนายอนุชาจะไม่ได้หวือหวา แต่การขยับจาก 1.87 % เพิ่มขึ้นเป็น 4.64 % สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของ “สถาบันพรรคการเมือง” ที่ฐานเสียงเดิมเริ่มกลับมาผูกโยงกับผู้สมัครเมื่อเข้าใกล้วันเลือกตั้ง
โดยผู้สนับสนุนให้เหตุผลว่าชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ มองเห็นถึงทีมงานที่มีประสิทธิภาพ และอยากให้โอกาสคนใหม่ๆ
5. บทสรุปและข้อสังเกตชวนคิด
ข้อมูลจากสวนดุสิตโพลชี้ให้เห็นว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กำลังก้าวเข้าสู่ยุค “การเมืองเชิงประสิทธิภาพ” อย่างเต็มตัว ประชาชนตัดสินใจจากผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ มากกว่าการยึดโยงกับอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ผลโพลยังระบุว่าในช่วงโค้งสุดท้าย มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งสูงถึง 55.66 % ที่ยืนยันว่าจะ “ไม่เปลี่ยนใจแน่นอน” ประกอบกับตัวเลขของผู้ที่ “ยังไม่ตัดสินใจ” ซึ่งลดลงอย่างมีนัยยะ จาก 13.13% ในครั้งแรก หดตัวลงเหลือเพียง 8.98% ในครั้งล่าสุด
ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่า คนกรุงเทพฯ ได้ผ่านกระบวนการคิด ไตร่ตรอง และมีคำตอบในใจที่แน่วแน่แล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่การเลือกเพราะกระแสชั่วข้ามคืน แต่เป็นการเลือกจากวิจารณญาณที่ถูกกลั่นกรองมาอย่างดีตลอดช่วงเวลาของการหาเสียง
อ้างอิง
สวนดุสิตโพล : การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 1)
สวนดุสิตโพล : การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 2)
สวนดุสิตโพล : การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 3)
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ประเทศไทยในวันที่พวกเราจะกลายเป็นแค่ "ผู้เช่า" ในแผ่นดินเกิด!...
ไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองที่ลึกซึ้ง โดยทุนใหญ่ย้ายฐาน SME ตกงาน และระบบราชการล้าหลัง ตามสัญญาณเตือนจาก IMF และธนาคารโลก
หมากในเกมศึกซักฟอก..เมื่อ 'มารยาท' มันค้ำคอ
บทความวิเคราะห์การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา โดยเน้นท่าทีและจุดยืนของพรรคการเมืองต่อประเด็นคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. และความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย
“ศิริโชค” จี้สอบลึกบ่อน Shuffle สั่งบล็อกคนไทยหนีการตรวจสอบ ! เปิดปมหุ้นบุริมสิทธิ 1 % เชื่อมโยงการเมืองหรือไม่ ?
เว็บพนันออนไลน์ Shuffle ประกาศปิดกั้นผู้เล่นจากไทย ท่ามกลางการตรวจสอบเส้นทางเงินและสัดส่วนหุ้นบุริมสิทธิ 1% ที่เชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดนักการเมือง
“ศิริโชค” เปิดปม “ไอเดียร์” บริจาคเงินให้ภูมิใจไทย โยงข้อสงสัยที่มาของทรัพย์สิน
ศิริโชค โสภา ตั้งคำถามเงินบริจาค 150,000 บาทให้พรรคภูมิใจไทยจากสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ท่ามกลางทรัพย์สินรวมเกือบ 2,000 ล้านบาท และข้อสงสัยเรื่องที่มาของความมั่งคั่ง




