การเมืองไทยในปี พ.ศ. 2569 ได้ก้าวข้ามผ่านยุคความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ เข้าสู่สภาวะดุลยภาพใหม่ที่ถูกจัดระเบียบโดยเครือข่ายอำนาจที่ทรงประสิทธิภาพในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย นั่นคือ “ระบอบสีน้ำเงิน”
การเปลี่ยนผ่านของ “ภูมิใจไทย” จากพรรคการเมืองขนาดกลางสู่แกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างเบ็ดเสร็จ เป็นผลผลิตจากยุทธศาสตร์ที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยล และสอดประสานกันในทุกมิติ ก่อนเติบใหญ่กลายเป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ในวันนี้
1. สถาปนิกหลังม่าน และการเมืองแบบ KPI
ศูนย์กลางของความสำเร็จนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึง “เนวิน ชิดชอบ” สถาปนิกการเมืองผู้ผสานบทเรียนจากยุคบริหารความขัดแย้ง เข้ากับกลยุทธ์ “บุรีรัมย์โมเดล” ไม่จำเป็นต้องยืนหัวแถว แต่ได้เป็นพรรคร่วมฯ ในทุกรัฐบาล ขับเคลื่อนด้วย KPI แบบเอกชน เน้นผลลัพธ์ นโยบายที่จับต้องได้ และที่สำคัญที่สุดคือ “การไม่มีศัตรูถาวร”
กลยุทธ์นี้ทำให้พรรคสามารถดึงดูดกลุ่มการเมืองท้องถิ่นระดับ “บ้านใหญ่” เข้ามาอยู่ในสังกัด ด้วยการสร้างระบบนิเวศทางผลประโยชน์เชิงพื้นที่ ที่ทุกฝ่ายได้รับการจัดสรรทรัพยากรเพื่อนำไปต่อยอดความอยู่รอดทางการเมืองของกลุ่มตนเอง

2. สมรภูมิสภาล่าง: ฝ่ายค้านในวงล้อม “สีน้ำเงิน”
เมื่อโฟกัสมาที่สมรภูมิสภาผู้แทนราษฎร ภาพสะท้อนของการ “กินรวบ” ยิ่งเด่นชัด การขับเคี่ยวระหว่าง สส. ฝ่ายรัฐบาลและพรรคแกนนำฝ่ายค้านในยุค “รัฐบาลอนุทิน 2” ไม่ใช่การต่อสู้ที่สูสีทางแต้มต่อและกติกาอีกต่อไป
“พรรคประชาชน” พยายามขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมเชิงอุดมการณ์และการสร้างกระแสโซเชียล แต่ต้องเผชิญกับการตั้งรับและตอบโต้กลับอย่างดุเดือด วาทศิลป์ที่ฝ่ายค้านเคยใช้สั่นคลอนรัฐบาลในอดีต ถูกสยบด้วยกลไกเสียงข้างมากเด็ดขาด และพร้อมคว่ำร่างกฎหมายของฝ่ายตรงข้ามได้ทุกเมื่อ
ระบอบสีน้ำเงินยังใช้ยุทธวิธีดูดซับและโดดเดี่ยวฝ่ายตรงข้าม ทำให้การทำงานของฝ่ายค้านในสภาเป็นไปอย่าง่ค่อนข้างลำบาก การตั้งกระทู้ถามสดหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่สร้างรอยขีดข่วนได้เพียงเล้กน้อย แต่ไม่อาจสะเทือนถึงโครงสร้างอำนาจ เพราะ สส. รัฐบาลมีทั้งกติกาและเครือข่ายในสภาที่ถูกออกแบบมาให้ฝ่ายบริหารคุมเกมได้อย่างเบ็ดเสร็จ
3. ปราการสภาสูง และเครือข่ายองค์กรอิสระ
นอกจากนั้นยังได้รับการปกป้องด้วยโครงสร้างระดับบน จาก สว. ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่า เป็นสายสีน้ำเงิน โดยทำหน้าที่เป็นทั้งเกราะกำบังรัฐบาล และเครื่องมือในการผลักดันกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้น การกุมเสียงข้างมากในวุฒิสภายังส่งผลโดยตรงต่ออำนาจชี้ขาดในการจัดวางบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ สร้างความได้เปรียบในเกมการเมือง
4. “รัฐพันลึก” และกติกาแห่งอนาคต
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” แข็งแกร่งจนยากจะสั่นคลอน คือการได้รับการยอมรับจาก “รัฐพันลึก” (Deep State) และกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพราะในมุมมองของขั้วอำนาจอนุรักษ์นิยม “ระบอบสีน้ำเงิน” คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด เพราะไม่แตะต้องโครงสร้างส่วนบน ไม่สร้างวาทกรรมปะทะ แต่มีศักยภาพในการบริหารจัดการมวลชน
ความเหนือกว่านี้ยังลากยาวไปถึงสมรภูมิการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยสัดส่วนเสียงในสภาที่เหนือกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” จึงเป็นผู้ถือปากกาเขียนกติกาใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าจะถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อต่อการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบอบฯ และการันตีการสืบทอดอำนาจในระยะยาว

5. ข้อสังเกตทิ้งท้าย
“ระบอบสีน้ำเงิน” ในวันนี้ ไม่ใช่แค่พรรคการเมือง แต่ได้ยกระดับเป็น “สถาบันอำนาจแบบเครือข่าย” (Network Governance) คำถามที่น่าขบคิดต่อไปคือ ภายใต้สภาวะอำนาจเบ็ดเสร็จที่ไร้คู่แข่งต่อกร ฝ่ายค้านที่ถูกตีวงล้อม และกลไกการตรวจสอบที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเลือกปฏิบัติ การครองเมืองของ “ระบอบสีน้ำเงิน” จะนำการเมืองไทยไปสู่ “เสถียรภาพ” ที่ยาวนาน หรือจะเป็นเพียงการกดทับระลอกใหม่…ในสังคมที่รอวันปะทุ ?
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →“ป้อม ภาวุธ” จากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ สู่ สส.สายเทค ถล่ม TH-AI Passport
ป้อม ภาวุธ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ใช้ข้อมูลดิจิทัลจับผิดโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท ของรมว.ไชยชนก ชิดชอบ
ชำแหละโมเดลค้าความรันทด เอเจนซี่จีนบุกไทย สร้างคอนเทนต์ลวงโลก
เอเจนซี่จีนนำเข้าโมเดลธุรกิจ “ค้าความรันทด” มาไทย โดยจัดฉากเรื่องราวลำบากเพื่อหลอกผู้ชมและแปลงเป็นรายได้ผ่านการขายสินค้า
ชำแหละโครงการ TH-AI Passport คุ้มงบฯ 1.62 พันล้านบาท หรือไม่ ?
โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.62 พันล้านบาทถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยพบข้อสงสัยเกี่ยวกับกลไกงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง
รู้จัก “ส่องรัฐ” แพลตฟอร์ม AI ของประชาธิปัตย์ ตรวจสอบการใช้งบฯ รัฐบาล
ส่องรัฐ เป็นแพลตฟอร์ม AI ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล




