
12 ปี รัฐประหาร 2557 จากรถถัง สู่นิติสงคราม และการกลายพันธุ์ของพรรคเพื่อไทย
22 พฤษภาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงวันครบรอบ 12 ปีของการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่เป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำให้เห็นถึง “ความตลกร้าย” และ “การกลายพันธุ์” ของภูมิทัศน์การเมืองไทยอย่างสมบูรณ์แบบ
หากเป้าหมายของการรัฐประหารเมื่อ 12 ปีก่อน คือการกวาดล้างระบอบทักษิณและบดขยี้พรรคเพื่อไทยให้สิ้นซาก ผลลัพธ์ในวันนี้กลับพิสูจน์แล้วว่า ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่ได้เกิดจากการใช้กำลังทหาร แต่เกิดจากการใช้กลไกทางอำนาจ กฎหมาย และดีลลับ บีบบังคับและหลอกล่อให้ศัตรูต้องยอมกลายสภาพ จนไม่เหลือเค้าโครงความน่าสะพรึงกลัวอีกต่อไป
1. จาก “รถถัง” สู่ยุคสมัยแห่ง “นิติสงคราม”
บทเรียนสำคัญที่เครือข่ายอำนาจเดิมได้เรียนรู้จากทศวรรษที่ผ่านมา คือการทำรัฐประหารด้วยกำลังทหารนั้นมีต้นทุนที่สูงเกินไปและล้าสมัย โครงสร้างอำนาจจึงถูกออกแบบใหม่ผ่านรัฐธรรมนูญปี 2560 ถ่ายโอนอำนาจจากปลายกระบอกปืนไปสู่ “องค์กรอิสระ”
“นิติสงคราม” กลายเป็นอาวุธหลักที่ทรงประสิทธิภาพ เด็ดขาด และมีความชอบธรรมทางรูปแบบ การยุบพรรคการเมือง การตัดสิทธิ์ สส. หรือการชี้ขาดคดีสำคัญ สามารถพลิกขั้วอำนาจและสกัดกั้นภัยคุกคามใหม่ๆ ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับแรงต้านบนท้องถนน กติกาเหล่านี้คือตาข่ายที่ขึงไว้เพื่อบีบให้ทุกพรรคการเมืองต้องเล่นตามเกมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว

2. การพลิกขั้วของ “เพื่อไทย” หลังเลือกตั้งปี 2566
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยสูญเสียตัวตน คือการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์หลังการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อเลือกพลิกขั้ว จับมือกับฝ่ายตรงข้ามเพื่อสกัดกั้นการเติบโตของพรรคก้าวไกล (พรรคประชาชน) และผลักดันให้ตัวเองขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ยุทธศาสตร์ในวันนั้น พรรคเพื่อไทยวาดหวังที่จะสถาปนาตัวเองขึ้นเป็น “กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่” (Neo-Conservative) ที่มีทั้งความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ และประนีประนอมกับชนชั้นนำ เป็นกำแพงพิงหลังให้กับโครงสร้างอำนาจเดิม ในการต่อกรกับกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง
แต่ผลลัพธ์กลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง การทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เคยเป็นเกราะคุ้มกัน ทำให้พรรคสูญเสียฐานมวลชนจำนวนมหาศาล ในขณะที่ชนชั้นนำก็ไม่เคยให้ความไว้วางใจอย่างแท้จริง พรรคเพื่อไทยจึงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นอนุรักษ์นิยมก็ไม่สุด เป็นประชาธิปไตยต่อก็ไม่ได้

3. ภูมิใจไทยผงาด และการถดถอยของเพื่อไทย
ผลพวงจากการกลายพันธุ์ นำมาสู่ภาพจำลองทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดในการเลือกตั้งปี 2569 เมื่อ “พรรคภูมิใจไทย” สามารถผงาดขึ้นมาเป็นหัวแถวของกลุ่มอนุรักษ์นิยม และกวาดที่นั่ง สส. ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
ความสำเร็จของภูมิใจไทยคือการตกผลึกของระบบ “บ้านใหญ่” ที่ปรับตัวเข้ากับกติกาใหม่ได้อย่างแนบเนียน พวกเขาสามารถประสานผลประโยชน์ทางการเมือง ดูแล สส. ในสังกัด และเป็นที่ไว้วางใจของเครือข่ายอำนาจอนุรักษ์นิยมเดิมได้ดีกว่าพรรคเพื่อไทย
ในวันนี้พรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นพรรคขนาดใหญ่ ครองเสียงข้างมากเด็ดขาดมากว่า 2 ทศวรรษ ได้หดตัวลงกลายเป็นเพียง “พรรคขนาดกลาง” ที่ต้องยอมรับสภาพเป็นพรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของภูมิใจไทย
4. 12 ปี ที่เปลี่ยนแปลงไป
12 ปีหลังการรัฐประหาร 2557 ภาพของพรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นปีศาจทางการเมือง สร้างความหวาดผวาให้กับฝั่งอนุรักษ์นิยมได้เลือนหายไปแล้ว ชนชั้นนำไม่ต้องออกแรงทุบทำลายอีกต่อไป เพราะพรรคเพื่อไทยได้ทำลายต้นทุนทางการเมืองของตัวเองไปจนหมดสิ้น กลายเป็นเพียงพรรคการเมืองที่ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาสถานะทางอำนาจ ในสมการที่ตนเองไม่ได้มีบทบาทสำคัญอีกต่อไป
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ชำแหละโมเดลค้าความรันทด เอเจนซี่จีนบุกไทย สร้างคอนเทนต์ลวงโลก
เอเจนซี่จีนนำเข้าโมเดลธุรกิจ “ค้าความรันทด” มาไทย โดยจัดฉากเรื่องราวลำบากเพื่อหลอกผู้ชมและแปลงเป็นรายได้ผ่านการขายสินค้า
2569 ระบอบสีน้ำเงิน ครองเมือง
พ.ศ. 2569 การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะดุลยภาพใหม่ที่ถูกจัดระเบียบโดย “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจที่มีประสิทธิภาพในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย
ชำแหละโครงการ TH-AI Passport คุ้มงบฯ 1.62 พันล้านบาท หรือไม่ ?
โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.62 พันล้านบาทถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยพบข้อสงสัยเกี่ยวกับกลไกงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง
รู้จัก “ส่องรัฐ” แพลตฟอร์ม AI ของประชาธิปัตย์ ตรวจสอบการใช้งบฯ รัฐบาล
ส่องรัฐ เป็นแพลตฟอร์ม AI ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล



