การสื่อสารในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการนำข้อมูลมาเรียบเรียงแล้วส่งต่อให้ผู้ฟังรับรู้เท่านั้น แต่เป็นการแข่งขันเพื่อดึง “ความสนใจ” ของผู้คนในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล ผู้ฟังสามารถกดผ่าน ปิดคลิป หรือเลื่อนหน้าจอหนีได้ตลอดเวลา หากเนื้อหาไม่น่าสนใจตั้งแต่วินาทีแรก
จากแนวคิดและการบรรยายของ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน สะท้อนให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการเล่าเรื่องไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลมากหรือน้อย แต่อยู่ที่การทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร ?”
1. การเปิดเรื่องคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
คนจำนวนมากมักเริ่มต้นการเล่าเรื่องด้วยข้อมูลพื้นฐาน เช่น วันเกิด ประวัติชีวิต หรือไทม์ไลน์ตามลำดับเหตุการณ์ ซึ่งแม้จะถูกต้อง แต่กลับไม่สามารถดึงความสนใจของผู้ฟังได้มากนัก
ดร.วิทย์ เสนอว่า การเปิดเรื่องที่ดีควรเริ่มจากสิ่งที่กระตุ้นความสงสัย หรือเชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผู้ฟังคุ้นเคย ตัวอย่างเช่น การเล่าเรื่องนักประดิษฐ์และพัฒนาโทรเลขไร้สายแบบใช้คลื่นวิทยุวิทยุอย่าง Guglielmo Marconi ไม่ได้เริ่มจากประวัติส่วนตัว แต่เริ่มจากคำพูดของ Steve Jobs ที่กล่าวว่า เทคโนโลยีในปัจจุบันล้วนมีรากฐานมาจากการค้นพบของคนในอดีต วิธีการเช่นนี้ทำให้ผู้ฟังรู้สึกทันทีว่า เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด
แนวคิดเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้กับการเล่าเรื่องสงครามเวียดนาม แทนที่จะเริ่มจากข้อมูลทางการเมืองหรือปี ค.ศ. ผู้ฟังกลับถูกดึงเข้าสู่เรื่องผ่าน “ภาพจำ” ที่คนทั่วโลกคุ้นเคย เช่น ภาพพระเผาตัวเอง หรือภาพเด็กหญิงวิ่งหนีระเบิดนาปาล์ม ก่อนจะค่อยอธิบายว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร วิธีนี้ทำให้ผู้ฟังเกิดคำถามและอยากติดตามเรื่องต่อด้วยตัวเอง

2. ผู้ฟังแต่ละกลุ่มไม่ได้มองโลกเหมือนกัน
อีกประเด็นสำคัญของการสื่อสาร คือการเข้าใจว่าผู้ฟังแต่ละกลุ่มมีประสบการณ์ ความสนใจ และวิธีคิดแตกต่างกัน คนสื่อสารจำนวนมากล้มเหลวเพราะใช้วิธีพูดแบบเดียวกับทุกคน โดยไม่สนใจว่าผู้ฟังกำลังมองโลกแบบไหน
ดร.วิทย์ ยกตัวอย่างว่า แม้แต่คำว่า “อาหาร” ก็มีความหมายต่างกันในแต่ละช่วงวัย คนรุ่นหนึ่งอาจมองว่าเป็นเรื่องของการมีอยู่มีกิน ขณะที่อีกกลุ่มสนใจเรื่องสุขภาพ หรือบางคนสนใจเพียงว่าถ่ายรูปสวยหรือไม่
ประเด็นนี้สะท้อนว่า การสื่อสารที่ดีไม่ใช่การพูดในสิ่งที่ผู้พูดสนใจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหาวิธีเชื่อมเนื้อหาเข้ากับโลกของผู้ฟังให้ได้
เขาเล่าถึงประสบการณ์การบรรยายให้นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ฟัง โดยในช่วงแรกพยายามยกตัวอย่างจากภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลระดับโลก แต่ผู้ฟังกลับไม่เชื่อมโยงกับเนื้อหา
จนกระทั่งเปลี่ยนไปเล่าเรื่อง “สงครามกระแสไฟฟ้า” ระหว่างเอดิสันกับเทสลา หรือโครงสร้างถนนออโต้บาห์นของเยอรมนี นักศึกษากลุ่มเดิมกลับให้ความสนใจทันที เพราะเรื่องเหล่านั้นใกล้กับสิ่งที่พวกเขาเรียนและสนใจอยู่แล้ว
3. เรื่องยากจะเข้าใจง่าย เมื่อมีการเปรียบเทียบที่ชัดเจน
ปัญหาสำคัญของการสื่อสารความรู้ คือผู้พูดมักใช้ตัวเลขหรือศัพท์เทคนิคจำนวนมาก โดยคิดว่าผู้ฟังจะเข้าใจเอง แต่ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่มักไม่เห็นภาพจากข้อมูลเชิงนามธรรม
วิธีที่ ดร.วิทย์ ใช้คือการเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่จับต้องได้ ตัวอย่างเช่น การอธิบายพลังงานนิวเคลียร์ หากพูดเพียงปริมาณเชื้อเพลิงหรือหน่วยพลังงาน ผู้ฟังอาจไม่เข้าใจความแตกต่าง
แต่เมื่อเปรียบเทียบว่า ถ่านหินที่ใช้ผลิตไฟฟ้าต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ระดับสนามกีฬา ขณะที่เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้พื้นที่เพียงกล่องรองเท้า ผู้ฟังจะเห็นภาพทันทีว่าพลังงานทั้งสองแบบแตกต่างกันมากเพียงใด
การเปรียบเทียบลักษณะนี้ช่วยเปลี่ยนข้อมูลที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในเวลาอันสั้น

4. ภาพและอวัจนภาษามีผลต่อการสื่อสารมากกว่าที่คิด
นอกจากเนื้อหาแล้ว วิธีนำเสนอก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ดร.วิทย์มองว่า สไลด์ที่เต็มไปด้วยข้อความจำนวนมากทำให้ผู้ฟังเสียสมาธิ เพราะคนจะมัวแต่อ่านแทนที่จะฟังผู้พูด
สไลด์ที่ดีจึงควรใช้ภาพที่ช่วยสร้างความสงสัยหรือกระตุ้นอารมณ์ มากกว่าการนำข้อความยาว ๆ มาใส่เต็มหน้าจอ
ในขณะเดียวกัน อวัจนภาษาก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการสบตา น้ำเสียง หรือจังหวะการพูด สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและความรู้สึกของผู้ฟังโดยตรง ต่อให้เนื้อหาดีเพียงใด แต่ถ้าการสื่อสารขาดพลัง ผู้ฟังก็อาจไม่รู้สึกมีส่วนร่วมกับสิ่งที่กำลังฟังอยู่
5. การสื่อสารที่ดี คือการทำให้เรื่องไกลตัวกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว
สิ่งที่น่าสนใจจากแนวคิดของ ดร.วิทย์ คือการมองว่าปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่อยู่ที่การขาด “คนอธิบาย” ที่สามารถทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องเข้าใจง่าย
ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์ หรือเทคโนโลยี หากสามารถเชื่อมโยงเรื่องเหล่านี้เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คนได้ ผู้ฟังก็จะเปิดใจรับฟังมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว การเล่าเรื่องที่ดี ก็คือการทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า เรื่องที่กำลังเล่าอยู่นั้นมีความหมายกับชีวิตของเขาอย่างไร
——————————–
ที่มา : การจัดอบรม หลักสูตรพัฒนาผู้ผลิตรายการสำหรับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (The Producer รุ่นที่ 2) ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2569 ดำเนินงานโดย บริษัท อิศรา ไทย เพรส เดเวลอปเมน์ จำกัด ภายใต้ความร่วมมือกับสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ชำแหละโมเดลค้าความรันทด เอเจนซี่จีนบุกไทย สร้างคอนเทนต์ลวงโลก
เอเจนซี่จีนนำเข้าโมเดลธุรกิจ “ค้าความรันทด” มาไทย โดยจัดฉากเรื่องราวลำบากเพื่อหลอกผู้ชมและแปลงเป็นรายได้ผ่านการขายสินค้า
2569 ระบอบสีน้ำเงิน ครองเมือง
พ.ศ. 2569 การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะดุลยภาพใหม่ที่ถูกจัดระเบียบโดย “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจที่มีประสิทธิภาพในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย
ชำแหละโครงการ TH-AI Passport คุ้มงบฯ 1.62 พันล้านบาท หรือไม่ ?
โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.62 พันล้านบาทถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยพบข้อสงสัยเกี่ยวกับกลไกงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง
รู้จัก “ส่องรัฐ” แพลตฟอร์ม AI ของประชาธิปัตย์ ตรวจสอบการใช้งบฯ รัฐบาล
ส่องรัฐ เป็นแพลตฟอร์ม AI ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล




