ในแวดวงการเมือง ตัวเลข “4 แสนล้านบาท” ไม่ใช่แค่เม็ดเงินมหาศาล แต่มันคือ “กระสุนดินดำ” ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” คาดหวังจะใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทว่าสิ่งที่น่าจับตาและชวนตั้งคำถามมากกว่าตัวเลขเหล่านั้น คือ “วิถีทาง” ที่รัฐบาลเลือกใช้
การเดินหน้าออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน โดยอ้างเหตุผลเรื่องวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แทนที่จะใช้กลไกปกติอย่าง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กำลังสะท้อนภาพการใช้ “ทางลัด” ทางอำนาจ ที่สุ่มเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172
1. เจาะไส้ใน 4 แสนล้าน: วิกฤตฉุกเฉิน หรือ โครงการระยะยาว ?
รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ระบุถึงเงื่อนไขในการออก พ.ร.ก. ว่า “เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้”แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แผนงานหลัก ได้แก่
(1) แผนงานบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย (2 แสนล้านบาท): มุ่งช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ผ่านโครงการอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
(2) แผนงานเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (2 แสนล้านบาท): มุ่งลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานทดแทน นวัตกรรม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (EV)
คำถามตัวโตๆ จึงเกิดขึ้นทันทีว่า แผนงานดังกล่าวเข้าข่าย “เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้” ตามมาตรา 172 หรือไม่ ?
จริงอยู่ที่โครงการเหล่านี้สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ แต่โดยเนื้อแท้ โดยเฉพาะในส่วนที่ 2 มันคือ “การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว” (Structural Reform) ที่สามารถดำเนินการได้ในรูปแบบ พ.ร.บ. ไม่สมควรนำโครงการระยะยาวมายัดไส้รวมไว้ในกฎหมายฉุกเฉิน !

2. กลเกม “ปิดปากสภา” ตัดตอนการตรวจสอบ
ความแตกต่างระหว่าง พ.ร.ก. กับ พ.ร.บ. คือ “อำนาจในการตรวจสอบ” การดันกฎหมายกู้เงินผ่าน พ.ร.ก. คือการใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้วมีผลบังคับใช้ สภาจะถูก “มัดมือชก” ทำได้แค่เพียงโหวต “อนุมัติ” หรือ “ไม่อนุมัติ” ในภาพรวมเท่านั้น
กระบวนการนี้ส่งผลให้บรรดา สส. ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน สูญเสียสิทธิและอำนาจในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อเข้าไปชำแหละ ไต่สวน หรือตัดลดงบประมาณในโครงการที่ไม่รัดกุม สส. ฝ่ายค้านจะทำได้เพียงอภิปรายท้วงติง แต่ไม่สามารถแตะต้องไส้ในของเงิน 4 แสนล้านได้เลย นี่ไม่ใช่การปิดปากด้วยกำลัง แต่คือการ “ตัดตอนทางนิติบัญญัติ” ที่ทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลกลายเป็นเพียงตรายาง
หากรัฐบาลเชื่อมั่นว่าการปรับโครงสร้างพลังงานเป็นทางรอดของประเทศ สิ่งที่สง่างามที่สุดคือการแยกส่วนที่เป็นโครงการระยะยาวนี้ออกไป แล้วนำเข้าสู่สภาในรูปแบบ พ.ร.บ. ให้ตัวแทนประชาชนได้ซักค้าน ให้สังคมได้ร่วมกันตรวจสอบ แม้จะใช้เวลามากขึ้น แต่มันคือการเคารพกติกา และลบข้อครหาที่ว่ารัฐบาลกำลังใช้ข้ออ้างเรื่อง “วิกฤต” เพื่อหลีกหนีการตรวจสอบอย่างแยบยล
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →“ป้อม ภาวุธ” จากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ สู่ สส.สายเทค ถล่ม TH-AI Passport
ป้อม ภาวุธ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ใช้ข้อมูลดิจิทัลจับผิดโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท ของรมว.ไชยชนก ชิดชอบ
ชำแหละโมเดลค้าความรันทด เอเจนซี่จีนบุกไทย สร้างคอนเทนต์ลวงโลก
เอเจนซี่จีนนำเข้าโมเดลธุรกิจ “ค้าความรันทด” มาไทย โดยจัดฉากเรื่องราวลำบากเพื่อหลอกผู้ชมและแปลงเป็นรายได้ผ่านการขายสินค้า
2569 ระบอบสีน้ำเงิน ครองเมือง
พ.ศ. 2569 การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะดุลยภาพใหม่ที่ถูกจัดระเบียบโดย “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจที่มีประสิทธิภาพในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย
ชำแหละโครงการ TH-AI Passport คุ้มงบฯ 1.62 พันล้านบาท หรือไม่ ?
โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.62 พันล้านบาทถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยพบข้อสงสัยเกี่ยวกับกลไกงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง




