โครงการแลนด์บริดจ์ (ระนอง-ชุมพร) ถือเป็น “เมกะโปรเจกต์” ความหวังใหม่ที่รัฐบาลมุ่งมั่นผลักดันเพื่อพลิกโฉมเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท
แต่ท่ามกลางตัวเลขการลงทุนที่มหาศาล กลับมีข้อสังเกตที่ชวนให้สังคมต้องตั้งคำถาม เมื่อพบว่ารัฐบาลใช้งบประมาณในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้เพียง 68 ล้านบาท
“ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาวิเคราะห์และชี้ให้เห็นถึง “ความเสี่ยง” ของการใช้งบศึกษาที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับมาตรฐานโครงการระดับโลก ผ่านบทความที่ชื่อว่า “ไทยเสี่ยงครั้งใหญ่ ? แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน แต่จ้างศึกษาแค่ 68 ล้าน” ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร มูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท แต่รัฐใช้งบศึกษาความเป็นไปได้เพียง 68 ล้านบาท หรือคิดเป็นแค่ 0.007% ของมูลค่าโครงการเท่านั้น
ตัวเลขนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ข้อมูลจากการศึกษาที่ใช้งบเพียงเท่านี้ เพียงพอจริงหรือไม่ สำหรับการตัดสินใจเดินหน้า “เมกะโปรเจกต์” ที่อาจเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจของประเทศ ?
1. งบ 68 ล้านบาท ศึกษาอะไรบ้าง ?
วันที่ 1 มีนาคม 2564 สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ลงนามจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา 6 บริษัท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้โครงการแลนด์บริดจ์ วงเงิน 68 ล้านบาท ใช้เวลาศึกษา 30 เดือน การศึกษาครอบคลุม 5 เรื่องหลัก ได้แก่
(1) ศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ การเงิน วิศวกรรม และสังคม
(2) ออกแบบเบื้องต้น และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
(3) จัดทำรายงานวิเคราะห์โครงการ
(4) วิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาและการลงทุน
(5) สร้างความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นประชาชน

2. ปกติโครงการระดับนี้ ควรใช้งบศึกษาเท่าไหร่ ?
แม้จะไม่มีสูตรตายตัว แต่โดยทั่วไป โครงการขนาดประมาณ 10,000 ล้านบาท มักใช้งบศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study หรือ FS) รวมทั้งการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental and Health Impact Assessment หรือ EHIA) ราว 100-200 ล้านบาท หรือประมาณ 1%-2% ของมูลค่าโครงการ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมูลค่าโครงการสูงขึ้น สัดส่วนนี้มักลดลง เช่น โครงการระดับ 1 ล้านล้านบาท อาจใช้งบศึกษาอยู่ที่ประมาณ 0.05%-0.1% ของมูลค่าโครงการ ถ้าคิดตามสัดส่วนนี้ งบศึกษาแลนด์บริดจ์ควรอยู่ราว 500 -1,000 ล้านบาท ไม่ใช่เพียง 68 ล้านบาท
งบศึกษาที่ต่ำมาก อาจทำให้การวิเคราะห์ลงรายละเอียดได้ไม่เพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น
– การศึกษา EHIA ครอบคลุมพื้นที่เพียง 5 กิโลเมตรจากท่าเรือ ทั้งที่ผลกระทบจริงอาจกว้างกว่านั้นมาก
– การคาดการณ์ปริมาณสินค้าที่จะใช้แลนด์บริดจ์ ศึกษาเฉพาะ “สินค้าคอนเทนเนอร์” แต่ยังไม่รวมสินค้าเหลว (เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป สารเคมี ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG) สินค้าเทกอง (เช่น ถ่านหิน แร่เหล็ก ปูนซีเมนต์ เมล็ดพืช ปุ๋ย น้ำตาล) และสินค้าทั่วไป (เช่น รถยนต์ เหล็กเส้น ท่อนไม้ เครื่องจักร และสินค้าขนาดใหญ่)
สนข.อาจชี้แจงได้ว่า รัฐไม่ได้ใช้งบศึกษาเพียง 68 ล้านบาท เพราะยังมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกจากเนเธอร์แลนด์ คือ Royal Haskoning เข้ามาศึกษาเพิ่มเติม
แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยว่าใช้งบจ้างเพิ่มเติมเท่าใด สิ่งที่เปิดเผยมีเพียงผลการศึกษาว่า โครงการให้ผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) สูงถึง 11.8% เพิ่มขึ้นจากผลศึกษาเดิมของกลุ่มที่ปรึกษา 6 บริษัท ที่ประเมินไว้ 8.62 %
3. แล้วเอกชนใช้งบศึกษากันเท่าไหร่ ?
ย้อนกลับไปปี 2551 บริษัท Dubai World จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แสดงความสนใจลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ บริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ สนข. และสนับสนุนเงินแบบให้เปล่า 200 ล้านบาท เพื่อจ้าง Royal Haskoning ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ
ขณะนั้น โครงการมีมูลค่าประมาณ 500,000 ล้านบาท งบศึกษา 200 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 0.04% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งยังสูงกว่าสัดส่วน 0.007% ที่รัฐบาลไทยใช้ในปัจจุบันหลายเท่า
ที่สำคัญ การศึกษาของเอกชนในเวลานั้น เน้นเฉพาะ “ความคุ้มค่าทางการเงิน” เป็นหลัก หรือพูดง่ายๆ คือ “ลงทุนแล้วกำไรหรือไม่?” กล่าวอีกแบบคือ เอกชนศึกษาครอบคลุมน้อยกว่า แต่กลับใช้งบมากกว่า

4. ถ้าแลนด์บริดจ์คุ้มทุนจริง เปิดผลศึกษาของ Royal Haskoning ให้สาธารณชนดูเลย !
ล่าสุด มีการเปิดเผยว่า Royal Haskoning ได้ประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ใหม่ พบว่าโครงการมี FIRR สูงถึง 11.8% ถือว่าอยู่ในระดับ “น่าลงทุน”
แต่หากย้อนกลับไปปี 2552 ผลศึกษาของบริษัทเดียวกัน ซึ่งทำให้ สนข. โดยใช้งบสนับสนุนจาก Dubai World กลับระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่สามารถดึงเรือจากช่องแคบมะละกาให้เปลี่ยนเส้นทางมาใช้ได้ พูดง่ายๆ คือ ในเวลานั้นโครงการยัง “ไม่น่าสนใจพอที่จะลงทุน”
คำถามคือ ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนไป จนทำให้ผลศึกษาของบริษัทเดียวกัน เปลี่ยนจาก “ไม่คุ้มทุน” มาเป็น “คุ้มทุน” ? และถ้าโครงการมีความคุ้มค่าสูงจริง เหตุใดจึงยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดผลการศึกษาฉบับใหม่ต่อสาธารณชน ?
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สรุปการแถลงของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ทวงคืนประเทศไทย
สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าวใหญ่เพื่อทวงคืนประเทศไทยภายใต้แนวคิด "เอาประเทศไทยของเราคืนมา" โดยมุ่งตรวจสอบการทุจริตและปกป้องอธิปไตย
หมดเวลาเรียน AI เดิมๆ AI Agent อัปเกรดเป็น Astra = JARVIS
AI agent ASTRA ยุคใหม่เปลี่ยนวิธีการสร้างเนื้อหา ความน่าเชื่อถือและคุณค่าต่อสังคมกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญแทนความเร็วการผลิต
ผลโพลเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ. นนทบุรี ! “นฤพนธ์” ยืนหนึ่ง แบรนด์ผึ้งหลวง ยังทรงพลัง
นนทบุรีเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ. โพลล่าสุดแสดง "นฤพนธ์" นำด้วย 37.27% จากแบรนด์ผึ้งหลวง ขณะ "เดชรัต" ของพรรคประชาชนได้ 27.55%
ประชุมบอร์ด Data Center นัดแรก ! เร่งจัดระเบียบ ปิดช่องโหว่กฎหมาย
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 1 เพื่อจัดระเบียบและปิดช่องโหว่กฎหมายในการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์




