สวัสดีครับ ผู้อ่านทุกท่าน บ้านเมืองเรานี่มักมีเรื่องตลกร้ายให้ได้ขำขื่นกันอยู่เสมอจริงๆนะครับ! ดูอย่างมหากาพย์ “ทุจริตสอบท้องถิ่น” ที่คุยนักคุยหนาว่าจับปลาตัวใหญ่ได้คาหนังคาเขา ความเสียหายระดับหลายพันล้าน… แต่บทสรุปเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คือการเปิดประตูเรือนจำ ปล่อยตัวกลุ่ม “ผู้ต้องหา” กลับไปสูดอากาศข้างนอกแบบชิลๆ!
อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาพ้นมลทิน กลายเป็นผู้บริสุทธิ์จนคดีพลิกไปแล้ว เพราะสถานะทางกฎหมายตอนนี้ยังเป็นแค่ ‘ผู้ต้องหา’ ที่รอการสั่งฟ้องเพื่ออัปเกรดสถานะเป็น ‘จำเลย’ …แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ หากถึงวันนั้นแล้วศาลท่านตรวจสำนวนแล้วสั่งไม่ประทับรับฟ้อง นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องมาตามดูกันต่อ!
แต่ที่ต้องปล่อยตัวนั้น แท้จริงเพราะรัฐ “หมดหน้าตัก” ไม่มีอำนาจฝากขังตามกฎหมายต่อแล้วต่างหาก! คดีนี้ข้อหาหลักคือการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ (มาตรา 157) ซึ่งโทษสูงสุดแตะ 10 ปีเป๊ะ กฎหมายจึงอนุญาตให้ฝากขังเพื่อสอบสวนได้สูงสุด 7 ผัด ผัดละ 12 วัน รวมเป็น 84 วัน

พอมองทะลุฉากหน้าเข้าไป มันก็คือมหกรรม “วิ่งผลัดสี่คูณร้อย” ที่นักกีฬาต่างคนต่างวิ่งกันไปคนละจังหวะ ไม้แรก… ตำรวจ บก.ปปป. รับคดีมา กฎหมายบังคับ และให้เวลาทำสำนวนส่ง ป.ป.ช. ไว้ภายใน 30 วัน ตำรวจก็ก้มหน้าก้มตาทำคดีเครือข่ายระดับชาติ รวบรวมเอกสารไป 2 ลัง 10 แฟ้ม ปาเข้าไปกว่า 3,000 หน้า ไปขออำนาจศาลท่านใช้โควตาฝากขังไปแล้ว 4 ผัด (48 วัน) พอถึงคิวส่งไม้ผลัดต่อให้ ป.ป.ช. พร้อมตัวผู้ต้องหา นาฬิกามันไม่ได้ใจดีรีเซ็ตกลับไปนับศูนย์ใหม่ แต่มันเดินต่อ! ป.ป.ช. รับไม้มาตอนเหลือโควตาหายใจอีกแค่ 3 ผัด หรือ 36 วัน
หน่วยงานระดับ ป.ป.ช. ที่ทำงานด้วย “ระบบไต่สวน” ต้องตั้งคณะอนุกรรมการ รวบรวมหลักฐานเพิ่ม แถมต้องชงเรื่องเข้าบอร์ดชุดใหญ่อีก… ให้เวลา 36 วัน เทวดาที่ไหนจะไปปั่นสำนวนสั่งฟ้องศาลได้ทัน? มันก็เหมือนเอารถไฟหัวจักรไอน้ำ ไปวิ่งบนรางรถไฟความเร็วสูง เร่งให้ตายมันก็ไปได้แค่ด้วยแรงของไอน้ำ สุดท้ายรัฐก็หมดอำนาจขัง ก็ต้องจำใจเปิดประตูคุกปล่อยตัวชั่วคราวไปตามระเบียบ
อันที่จริง อาการ “หืดจับ” จนต้องปล่อยตัวผู้ต้องหา ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดหรอกครับ หากย้อนไปดูคดีสะเทือนขวัญอย่าง “คดีนิ่ม แม่น้องต่อ” เมื่อช่วงต้นปี 2566 นั่นก็เป็น “เครื่องเคียง” ชั้นดีที่สะท้อนความลักลั่นของระบบกฎหมายบ้านเรา! เชื่อไหมครับว่าเวลาล่วงเลยมาจนถึงปลายปี 2569… ปาเข้าไปกว่า 3 ปีแล้ว คดีนี้ก็ยัง “สั่งฟ้องไม่ได้” และถูกแช่แข็งเคว้งคว้างอยู่ในสุญญากาศทางกฎหมาย! ส่วนผู้ต้องหา ก็ได้รับการปล่อยตัวตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 เนื่องจากรัฐหมดอำนาจในการฝากขัง คงสถานะ “ผู้ต้องหา” ที่ไม่ต้องอยู่ในเรือนจำไว้แบบนั้นต่อไป
ทำไมน่ะหรือครับ? ก็เพราะกระบวนการยุติธรรมไทยเดินหน้าด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่ดราม่าหน้าจอ! แม้ผู้ต้องหาจะสารภาพหมดเปลือกว่าโยนลูกทิ้งน้ำ แต่ในทางกฎหมาย ตราบใดที่ “งมหาศพไม่เจอ” คำสารภาพนั้นก็แทบจะเป็นหมันในชั้นศาล อัยการไม่สามารถหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มายืนยันสาเหตุการตายที่แน่ชัดได้ แล้วตอนเกิดเรื่องผู้ต้องหาก็ยังเป็นเยาวชน ต้องใช้กฎหมายศาลเยาวชนฯ ที่ตีกรอบเวลาควบคุมตัวไว้สั้นกุด เมื่ออัยการสั่งให้ตำรวจไปสอบเพิ่ม 5 ประเด็น นาฬิกาผัดฟ้องมันก็เดินไปจนสุดทางชนกำแพง ผลลัพธ์คือรัฐต้องคายตัวผู้ต้องหา คืนเงินประกัน และปล่อยให้คดีค้างเติ่งมาจนถึงวันนี้ก็ 3 ปีกว่าแล้วโดยที่กระดิกตัวทำอะไรต่อไม่ได้เลย!
พอภาพคดีใหญ่ๆ ออกมาอีหรอบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชาวบ้านก็ด่าขรม หาว่ามีใบสั่ง ดึงเกมล้มมวย… แต่ความจริงมันสะท้อนความรุ่งริ่งของ “รอยต่อและเงื่อนไขทางกฎหมาย” ล้วนๆ ฝั่งหนึ่งเป็นระบบที่ต้องซอยเท้าวิ่งตามกรอบเวลาเป๊ะๆ อีกฝั่งเป็นกฎหมายที่ต้องการจิ๊กซอว์หลักฐานให้ครบทุกชิ้นเพื่อป้องกันการจับแพะ พอเอามาเชื่อมกัน มันก็กลายเป็นคอขวดที่บีบให้กระบวนการยุติธรรมสำลักน้ำ
บ่นมาถึงตรงนี้ เดี๋ยวจะหาว่าเอาแต่ด่าอย่างเดียว …งั้นก็ขอเสนอบ้างว่า เอาเข้าจริง อาการ “เส้นประสาททับกัน” ของสอง สาม หน่วยงานนี้ มันยังพอมีทางออกครับ! เป็นไปได้ไหมว่าเราจะเริ่มแก้กันแบบนี้ ….

ทางแรก (ระยะสั้น): เลิกเล่น “วิ่งผลัด” แล้วมาวิ่ง “สามขา” กันซะที! ตั้งแต่วันแรกที่จับกุม ตำรวจ ปปป. กับ ป.ป.ช. ต้องตั้ง “คณะทำงานร่วม” ลุยสำนวนคู่ขนานกันไปเลย พอส่งเปเปอร์ให้ ป.ป.ช. ข้อมูลมันผ่านตามาหมดแล้ว ชงเข้าบอร์ดใหญ่ชี้มูลได้ทันที ไม่ต้องมาตั้งไข่ใหม่
ทางที่สอง (ระยะกลาง): เปลี่ยนยุทธวิธี “ซุ่มทำสำนวน” ถ้าไม่ใช่คดีล่อซื้อ จับได้คาหนังคาเขา ก็สืบทางลึกรวบรวมพยานหลักฐานให้แน่นปึ้กก่อน ยังไม่ต้องรีบจับกุมให้เข็มนาฬิกาฝากขังมันเริ่มเดิน พอ ป.ป.ช. ชี้มูลเสร็จ ค่อยออกหมายเรียกมาหอบสำนวนส่งฟ้องศาลรวดเดียว
ทางที่สาม (ระยะยาว): ถึงเวลา “ผ่าตัดโครงสร้าง” คดีทุจริตเครือข่ายระดับชาติที่มีเอกสารเป็นพันหน้า จะเอาเสื้อไซส์เดียวมาบังคับใส่กับทุกคดีไม่ได้ มันต้องแก้กฎหมายสร้าง “แทร็กพิเศษ” ให้ศาลขยายเวลาฝากขังได้ในคดีซับซ้อน หาก ป.ป.ช. หรืออัยการ มีเหตุผลเพียงพอว่าคดีมีความซับซ้อนและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก หรือปรับกรอบเวลาของทั้งสองหน่วยงานให้มันสอดรับกัน
ตราบใดที่ยังกอดระเบียบของตัวเองและอ้างว่า “ฉันทำตามกรอบเวลาของฉันแล้ว” ปรากฏการณ์รัฐหมดหน้าตักจนต้องปล่อยผู้ต้องหาก็จะวนลูปกลับมาให้เห็นอีกในอนาคต
แต่งานนี้กลุ่มผู้ต้องหาคดีสอบท้องถิ่น ยังต้องเตรียมสู้คดีต่อ และได้ข่าวว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ป.ป.ช. เตรียมจะเช็กบิลผู้เกี่ยวข้องอีกกว่า 6,000 ราย… กว่าจะถึงวันนั้น ก็ได้แต่ภาวนาว่าบรรดาผู้ต้องหาที่เพิ่งได้อิสรภาพชั่วคราว จะไม่บังเอิญเดินหลงทางข้ามตะเข็บชายแดนตามรอยคดีดังอื่นไปซะก่อนล่ะ!
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ประเทศไทยในวันที่พวกเราจะกลายเป็นแค่ "ผู้เช่า" ในแผ่นดินเกิด!...
ไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองที่ลึกซึ้ง โดยทุนใหญ่ย้ายฐาน SME ตกงาน และระบบราชการล้าหลัง ตามสัญญาณเตือนจาก IMF และธนาคารโลก
หมากในเกมศึกซักฟอก..เมื่อ 'มารยาท' มันค้ำคอ
บทความวิเคราะห์การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา โดยเน้นท่าทีและจุดยืนของพรรคการเมืองต่อประเด็นคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. และความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย
“ศิริโชค” จี้สอบลึกบ่อน Shuffle สั่งบล็อกคนไทยหนีการตรวจสอบ ! เปิดปมหุ้นบุริมสิทธิ 1 % เชื่อมโยงการเมืองหรือไม่ ?
เว็บพนันออนไลน์ Shuffle ประกาศปิดกั้นผู้เล่นจากไทย ท่ามกลางการตรวจสอบเส้นทางเงินและสัดส่วนหุ้นบุริมสิทธิ 1% ที่เชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดนักการเมือง
“ศิริโชค” เปิดปม “ไอเดียร์” บริจาคเงินให้ภูมิใจไทย โยงข้อสงสัยที่มาของทรัพย์สิน
ศิริโชค โสภา ตั้งคำถามเงินบริจาค 150,000 บาทให้พรรคภูมิใจไทยจากสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ท่ามกลางทรัพย์สินรวมเกือบ 2,000 ล้านบาท และข้อสงสัยเรื่องที่มาของความมั่งคั่ง




