ผู้อ่านทุกท่านครับ ลมการเมืองช่วงปลายปี เริ่มพัดโชยกลิ่นควันไฟมาตุๆ แต่จะลามทุ่งหรือเป็นแค่ไฟสุมขอนให้พอแสบตา ก็ต้องมานั่งจับยามสามตากันให้ลึกถึงก้นกระทะ ก้นหม้อ หากเรากางตำราประวัติศาสตร์การเมืองไทยฉบับลงถนน จะเห็นชัดเจนว่าม็อบไม่ได้จุดติดกันง่ายๆ เพียงเพราะมีคนตะโกนเรียก แต่มันต้องมี “เชื้อปะทุ” ที่รอวันระเบิดจากการถูกเหยียบย่ำความรู้สึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ลองหลับตานึกย้อนไปดู มวลชนไม่ว่าจะเสื้อสีอะไร ไม่เคยทิ้งลูกทิ้งเมีย ทิ้งปากท้อง ทิ้งหน้าที่การงานมานอนตากแดดตากฝนเพียงเพราะเกลียดขี้หน้านักการเมืองคนใดคนหนึ่ง แต่พวกเขาออกมาเมื่อรู้สึกว่า “ระบบมันวิปริตจนรับไม่ไหว”
ย้อนไปในอดีต ยุคพันธมิตรฯ (พ.ศ.2548) ผู้คนลุกฮือเพราะทนเห็นการซิกแซกขายหุ้นหมื่นล้านและการล้วงลูกองค์กรอิสระไม่ได้ ยุค นปช. (พ.ศ.2552-พ.ศ.2553) มวลชนทะลักเพราะรู้สึกถึงความอยุติธรรมและการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ยุค กปปส. (พ.ศ.2556) ที่ผู้คนมืดฟ้ามัวดินเต็มท้องถนน ก็เพราะเจอวิชามาร “ลักหลับ” ดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยตอนตีสี่ หรือแม้แต่ยุคราษฎร (พ.ศ.2563) คนรุ่นใหม่ก็ลงถนนเพราะรู้สึกว่าอนาคตถูกปล้นผ่านกติกาที่เขียนมาเพื่อสืบทอดอำนาจ ทุกยุคทุกสมัยล้วนมีจุดร่วมเดียวกันคือ “การกระทำที่โจ่งแจ้ง ท้าทายสายตาประชาชน จนไม่เหลือพื้นที่ให้ระบบรัฐสภาทำงาน”

ทีนี้ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน กระดานอำนาจกำลังถูกจัดวางใหม่พร้อมกับตัวละครที่กำลังซุ่มรอจังหวะอยู่ตามซอกหลืบต่างๆ
แต่กลุ่มแรกที่เปิดหน้าชัดเจนคือ คปท. ชูธงนำเรื่องความอยุติธรรม สานมือกับ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวในสมรภูมิ Street politics มาจนทะลุปรุโปร่ง และถ้าคุณมองเกมของคุณสนธิให้ลึก คุณจะเห็นถึงรายละเอียดของปรมาจารย์ม็อบคนนี้
การชูประเด็น กกต. และข้อกังขาในคดีฮั้ว สว. คือ “สำรับใหญ่” ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโต๊ะ แต่นักเลงการเมืองรู้ดีว่ารอพึ่งกระบวนการตรวจสอบองค์กรอิสระอย่างเดียวนั้น “เสี่ยงเกินไป” หากจู่ๆ เรื่องมีอันต้องพลิกโผ หรือเงียบหายไปในสายลม จะด้วยเหตุอันใดก็แล้วแต่ ไฟม็อบก็จะพาลมอดเอาได้ง่ายๆ
คุณสนธิและเครือข่ายจึงกำ “เครื่องเคียง” รสจัดจ้าน ที่น้ำหนักไม่แพ้จานหลัก มารอปรุงไว้ในมืออีกข้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคงเรื่องทุนเทาต่างชาติ นอมินีต่างชาติฮุบที่ดิน หรือประเด็นอ่อนไหวระดับโลกอย่างท่าทีของคนไทยต่อชาวต่างชาติ ที่ชอบวางมาดเหมือนเป็นเจ้าของประเทศเสียเอง ยกพวกมาปักหลัก ปักเสา หมายจะสร้างถิ่นฐานบนผืนแผ่นดินไทย
เครื่องเคียงเหล่านี้คือวาทกรรมชั้นดีที่จะดึงอารมณ์ “รักชาติ” และ “การปกป้องอธิปไตย” มาหล่อเลี้ยงกระแสได้ดีเยี่ยม หากสำรับใหญ่ถูกยกเก็บ เครื่องเคียงเหล่านี้แหละ ที่จะถูกดันขึ้นมาเป็นจานหลักเพื่อเติมฟืนเข้ากองไฟไม่ให้มอด ….เหมือนมื้อนี้จะมี Main course 2 จานเสียแล้ว
ส่วนกลุ่มที่สองคือ อดีตมวลชนคนรุ่นใหม่ กลุ่มนี้บาดเจ็บและบอบช้ำจากคดีความรอบที่แล้ว ตอนนี้จึงเหมือนพยัคฆ์ซุ่ม เคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ รอดูท่าทีว่าผู้มีอำนาจจะกล้าล้ำเส้นทะลุเพดานเดิมอีกหรือไม่ หากมีเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าคะแนนเสียงของพวกเขาถูกปล้นซ้ำสอง กลุ่มนี้ก็พร้อมจะจับขั้วใหม่และลงถนน หรือเคลื่อนไหวในรูปแบบที่คาดเดาได้ยากขึ้น
และในขณะที่ข้างนอกกำลังตั้งเตารอ จู่ๆ ในสภาฯ ก็มีคนใจกล้าโยน “ไม้ฟืนท่อนเบ้อเริ่ม” เข้ามา นั่นคือกลุ่ม สว. พันธุ์ใหม่ ที่ไม่ได้มีแผลเรื่องการฮั้ว ลุกขึ้นมาอภิปรายชำแหละการทำงานของ กกต. ชนิดที่เรียกว่าลากไส้ออกมากางกลางสภา หรือภาษาวัยรุ่น ก็ต้องบอกว่า เหมือนลากมาตบกลางสี่แยก
การอภิปรายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสภาฯ แต่มันเหมือนการ “ฟอกขาวความชอบธรรม” ให้กับมวลชนนอกสภาฯ อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อตัวแทนในสภาฯ ยังชี้ให้เห็นถึงความแปลกประหลาดที่สร้างความสงสัยให้ผู้คนตามมาอย่างมหาศาลในกระบวนการ… ข้อเรียกร้องของ คปท. และคุณสนธิ จึงมีน้ำหนักขึ้นมาทันที เพราะไม่ใช่แค่คำบ่นของคนแพ้ชวนตีอีกต่อไป มันคือการตอกลิ่มความสงสัยของสังคมให้ลึกลงไปอีกว่า “องค์กรอิสระยังเป็นที่พึ่งได้จริงหรือ?”
แล้วเมื่อเครื่องปรุงครบ สำรับพร้อม เครื่องเคียงแน่น ฟืนก็ถูกโยนมาแล้ว คำถามสำคัญคือ “ทำไมไฟยังไม่ลุกน้ำยังไม่เดือดเสียที?”
นั่นซิ จริงๆแล้วหากมองด้วยสายตาที่เย็นชาที่สุด ตอนนี้ยังขาด “จุดตัดทางความรู้สึกที่รุนแรงพอ”

ประชาชนทั่วไปยังอยู่ในภาวะ “เหนื่อยล้าสะสม” แค่หาเงินผ่อนรถ จ่ายค่าเทอมลูก ก็สูบพลังชีวิตไปหมดแล้ว ตราบใดที่ความอยุติธรรมนั้นยังเป็นเพียง “นามธรรม” หรือเป็นแค่เรื่องการชิงไหวชิงพริบของชนชั้นนำ โดยที่ยังไม่มีที่สิ้นสุดในทางกระบวนการแบบชนิดตบหน้าประชาชนฉาดใหญ่ ค้านสายตาสุดขีด คนก็ยังไม่รู้สึกว่าจะต้องเอาอนาคตไปเสี่ยงกับแก๊สน้ำตาและคดีความทำไม
สถานการณ์ตอนนี้จึงเหมือนหม้อน้ำที่ตั้งอยู่บนเตาแก๊สที่เปิดไฟอ่อนๆ ฝ่ายหนึ่งพยายามโยนวัตถุดิบลงไปเรื่อยๆ รอให้น้ำเดือด แต่ตราบใดที่คนคุมไฟ (ผู้ถืออำนาจรัฐและองค์กรอิสระ) ไม่เผลอเร่งไฟพรวดพราดด้วยการตัดสินใจที่บ้าบิ่น หรือบังคับใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐานอย่างโจ่งแจ้ง น้ำในหม้อก็คงแค่อุ่นๆ ไปเรื่อยๆ
แต่จำไว้อย่าง… การเมืองไทยไม่เคยมีอะไรแน่นอน วันดีคืนดี หากมีมือมืดเผลอไปกดสวิตช์ความโกรธของคนชั้นกลางและคนรากหญ้าให้ประสานงากันได้เมื่อไหร่… เมื่อนั้นแหละ ทั้งสำรับใหญ่และเครื่องเคียง จะกลายเป็นงานเลี้ยงโต๊ะจีนที่รัฐบาลอาจจะกลืนไม่ลง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →รมว.กลาโหม สั่งด่วน! เร่งช่วยนักศึกษาชายแดนใต้และชุมชนมุสลิมติดน้ำท่วมรามคำแหง 24
รมว.กลาโหมสั่งด่วนให้หน่วยงานช่วยนักศึกษาชายแดนใต้และชุมชนมุสลิมติดน้ำท่วมรามคำแหง 24 ส่งอาหารสด–ถุงยังชีพเข้าพื้นที่
ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย คดีบาร์โค้ด ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง ไม่โมฆะ !
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญและไม่ละเมิดสิทธิประชาชน การเลือกตั้งไม่โมฆะ
วงจรวิกฤตซ้ำซาก: ทำไมสังคมไทยจึง "ถอดบทเรียน" ไม่เคยสำเร็จ ?
บทความวิเคราะห์เหตุผลที่สังคมไทยไม่สามารถดึงบทเรียนจากวิกฤตซ้ำซากได้สำเร็จ
สวนนงนุช พัทยา ชวนเที่ยวปิดเทอม คนเกิดเดือนตุลาคมเข้าฟรี
สวนนงนุชพัทยาเชิญชวนเที่ยวในช่วงปิดเทอม โดยให้คนเกิดเดือนตุลาคมเข้าชมสวนได้ฟรี



