แหม… ช่วงนี้เห็นอาการ “ขึงขัง” ของบรรดาเสนาบดีและองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล ที่ดาหน้ากันออกมาประสานเสียง เตรียมจะรื้อกฎหมาย ดึงเงิน “ภาษีบาป” (ภาษีสรรพสามิตสุรา-ยาสูบ) กลับเข้าคลังหลวง แล้วฟังเหตุผลที่ท่านๆ อ้างกันแล้ว มันช่างชื่นใจจนอยากจะลุกขึ้นยืนปรบมือให้เสียจริงๆ!
ข้ออ้างสารพัดความดูดีถูกงัดขึ้นมาตั้งแท่น ทั้งเรื่อง “ความโปร่งใส” “การตรวจสอบได้” อ้างว่าเงินภาษีทุกบาทต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตามหลักประชาธิปไตย อ้างว่าระบบหักภาษีจ่ายตรง (Earmarked Tax) แบบที่ไทยพีบีเอส (Thai PBS) หรือ สสส. ได้รับอยู่ทุกปี ปีละราวๆ สองพันกว่าล้านบาทนั้น มันขัดต่อ “วินัยการเงินการคลัง” รัฐบาลจำเป็นต้องรวบงบก้อนนี้กลับมาไว้ตรงกลาง เพื่อให้เกิดความ “ยืดหยุ่น” นำไปบริหารจัดการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ… ปัดโธ่! พ่อพระมาโปรดแท้ๆ
แต่ให้ฟ้าผ่าตายซิครับ หันไปดูเสียงสะท้อนจากฝั่งนักวิชาการ คนทำสื่อ และภาคประชาสังคม เขากลับมองเป็นหนังคนละม้วน!
เหตุผลฝั่งผู้คัดค้านนั้นฟังขึ้นและมีน้ำหนักไม่แพ้กัน เพราะหัวใจของ “สื่อสาธารณะ” คือการรักษาระยะห่างจากอำนาจรัฐ (Arm’s Length Principle) กลไกภาษีบาปถูกออกแบบมาแต่ต้นเพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองใช้ “งบประมาณ” เป็นเชือกกระตุกคอหอยสื่อ ลองนึกภาพตามสิครับ ถ้ารายการข่าวไปขุดคุ้ยนโยบายรัฐมนตรี แล้วปีถัดมาต้องไปเดินแบมือของบประมาณผ่านกรรมาธิการในสภาฯ ที่มีแต่นักการเมืองนั่งหน้าสลอน สื่อที่ไหนจะกล้าตรวจสอบ? สุดท้ายก็ต้องเกิดภาวะ “เซ็นเซอร์ตัวเอง” หมาเฝ้าบ้านที่เคยเห่าเตือนภัย ก็จะกลายเป็นหมาเชื่องๆ คอยกระดิกหาง นี่ต่างหากคือความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้พรมคำว่า “โปร่งใส” ของรัฐบาล

ทีนี้ ลองมากะเทาะเปลือกกันจริงๆ ว่าทำไมจู่ๆ รัฐบาลถึงได้เกิดอาการ “หน้ามืด” ต้องมาตามริบคืนสมบัติเอาตอนนี้?
ต้นสายปลายเหตุมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยครับ ก็แค่รัฐบาลกำลังตกอยู่ในสภาพ “ถังแตก” สิ้นเนื้อประดาตัว! ที่ผ่านมาเล่นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปกับสารพัดโครงการประชานิยม หวังเลี้ยงไข้รักษาความนิยมทางการเมือง ซ้ายก็กู้ ขวาก็แจก พอถึงจุดที่หนี้สาธารณะปริ่มเพดาน รายได้เก็บไม่เข้าเป้า ชักหน้าไม่ถึงหลัง ท้องพระคลังร่อยหรอ จึงต้องหันมาล้วงลูกเอาเศษเงินในหน้าตักคนอื่น แล้วใช้คำหรูๆ มาบังหน้าว่าต้องการ “ความยืดหยุ่นทางการคลังและลดภาระงบประมาณ”
แต่เรื่องที่มันเจ็บแสบคันๆ จนอดหัวร่อไม่ได้ คือถ้าท่านอ้างวิกฤตการคลัง อ้างว่าประเทศต้องการเม็ดเงินไปหมุนเวียนจริงๆ… ตาชั่งของรัฐบาลมันเอียงหรือสายตาฝ้าฟางกันแน่ครับ?
ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า ในระบบราชการไทย มีสิ่งที่เรียกว่า “เงินนอกงบประมาณ” ซุกซ่อนอยู่ตามกระทรวง ทบวง กรม มหาวิทยาลัย และหน่วยงานรัฐต่างๆ เม็ดเงินรวมกันก้อนนี้ ไม่ใช่หลักพันล้าน หรือหมื่นล้าน แต่มันมหาศาลระดับ “ล้านล้านบาท!” เป็นเงินที่หน่วยงานเหล่านี้เก็บรายได้เอง ใช้เอง เป็นแดนสนธยาที่ตรวจสอบยากยิ่งกว่างบไทยพีบีเอสหลายร้อยเท่า
ที่สำคัญที่สุดคือ ในทางกฎหมาย รัฐบาลมี “ดาบอาญาสิทธิ์” อยู่ในมือครบถ้วน นั่นคือ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 กฎหมายทั้งสองฉบับระบุไว้ชัดเจนแจ่มแจ้งว่า หากกองทุนหรือเงินนอกงบประมาณใดมี “สภาพคล่องส่วนเกิน” หรือมีเงินสะสมมากเกินความจำเป็น กระทรวงการคลัง (โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี) มีอำนาจสั่งให้นำเงินเหล่านั้นส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดินได้ทันที
อำนาจก็มีอยู่ในมือ กฎหมายก็เปิดทางให้ เหตุผลเรื่องวิกฤตการคลังก็พร้อมพรั่ง… แล้วทำไมถึงไม่ทำ?

แน่นอนครับ พอจี้ถามเรื่องเงินล้านล้านบาท พวกเนติบริกรและเทคโนแครตในทำเนียบฯ ก็คงรีบกางตำราออกมาแก้ต่างเป็นฉากๆ อ้างว่าดึงกลับมาไม่ได้หรอก เพราะจะไปกระทบความคล่องตัวในการบริการประชาชนบ้างล่ะ เป็นเงินกองทุนกู้ยืมอย่าง กยศ. ที่มีภาระผูกพันแตะไม่ได้บ้างล่ะ หรืออ้างว่าเอาไปหมุนเวียนลงทุนหาดอกผลอย่างกองทุนประกันสังคมบ้างล่ะ… ฟังดูดีมีชาติตระกูลไหมล่ะครับ?
แต่ขอโทษเถอะ… ถุยน้ำลายรดฟ้าใส่หน้าตัวเองชัดๆ!
ที่อ้างเรื่อง “ความคล่องตัวในการบริการ”… โธ่เอ๊ย พ่อคุณ! ลองไปดูสภาพความเป็นจริงตามหน่วยงานรัฐสิครับ ประชาชนบ่นกันหูดับตับไหม้ รอกันจนเหงือกแห้งมาเป็นสิบๆ ปี มันคล่องตัวอีท่าไหนถึงได้มีเสียงก่นด่าไม่เว้นแต่ละวัน?
ที่อ้างว่าแตะไม่ได้เพราะมีภาระผูกพันอย่าง “กยศ.”… ข่าวฉาวเรื่องการบริหารจัดการเละเทะ มีปัญหาฟ้องร้องกันอีรุงตุงนังเพิ่งเป็นข่าวครึกโครมไปหยกๆ เงินกองอยู่มหาศาลแต่ปัญหาบานเบอะ นี่หรือคือสิ่งที่รัฐบาลบอกว่าแตะต้องไม่ได้ ?
ที่อ้างว่าเอาไปลงทุน… กองทุนอย่าง “ประกันสังคม” นี่ตัวดีเลย อ้างว่าเอาไปลงทุนหาดอกผล แต่ก็ถูกสังคมขุดคุ้ยตั้งคำถามไม่หยุดหย่อนถึงความโปร่งใสในการนำเงินไปหมุนหาผลประโยชน์ ว่าตกลงมันมีเบื้องหน้า เบื้องหลังยังไงกันแน่ ?
และที่สำคัญที่สุด ไม่มีใครเขาบอกให้รัฐบาลหน้ามืดไป “กวาดล้าง” หรือปล้นเงินเขากลับมาทุกบาททุกสตางค์เสียหน่อย! กฎหมายเขาเขียนไว้ชัดเจนให้พิจารณาดึงกลับเฉพาะ “สภาพคล่องส่วนเกิน” ที่มันล้นเกินความจำเป็น กองทิ้งไว้เฉยๆ ต่างหาก หันกลับไปพิจารณาตรงนี้บ้าง ไม่ใช่เลือกทางที่มักง่าย เอาสะดวกเข้าว่า !
สรุปแล้ว ข้ออ้างสารพัดสารพันที่พ่นออกมา มันก็แค่คำแก้ตัว ถ้าอ้างเรื่องความยืดหยุ่นทางการคลัง เงินก้อนไหนมันจะช่วยกอบกู้สถานการณ์ประเทศได้มากกว่ากัน ระหว่างเศษเงินสองพันล้าน กับขุมทรัพย์ล้านล้านที่นอนนิ่งอยู่ตามกระทรวงและหน่วยงานรัฐ?
คำตอบมันอัปลักษณ์จนน่าเวทนาครับ… ใครๆเขาก็ดูออกว่าที่รัฐไม่กล้าใช้กฎหมายไปดึงเงินล้านล้าน ก็เพราะมันคือ “กล่องดวงใจ” ของเครือข่ายอำนาจ ขืนไปแตะเงินบำรุงตามกระทรวง ก็เท่ากับหักหน้าล้วงลูกพรรคร่วมรัฐบาลที่นั่งคุมกระทรวงนั้นๆ เดี๋ยวก็แพแตก ขืนไปแตะขุมทรัพย์นอกงบประมาณของ “ฝ่ายความมั่นคง” ก็กลัวจะเกิด “อุบัติเหตุทางการเมือง” จนเก้าอี้สั่นคลอน รัฐบาลจึงเลือกที่จะ “เกรงใจ” ขั้วอำนาจเก่า เพราะรู้ดีว่าใครกุมสภาพที่แท้จริง

สุดท้าย หวยเลยมาออกที่ “เป้านิ่ง” อย่างสื่อสาธารณะและองค์กรอิสระ เพราะไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมือง เป็นแค่ Soft Target ที่รัฐบาลเอามาเชือดโชว์เรียกคะแนน อ้างวินัยการคลังได้แบบหล่อๆ โดยไม่ต้องเปลืองตัวไปเปิดศึกกับใครให้รัฐบาลสั่นคลอน
พิจารณากันดูเถิดครับท่านผู้อ่าน… ภายใต้วาทกรรมปฏิรูปการคลังอันสวยหรู แท้จริงแล้วหรือนี่ก็แค่มหกรรม “หาทางเอาตัวรอด” ของคนหน้ามืดถังแตก ผสมโรงกับความพยายามฉวยโอกาสรวบหัวรวบหาง ตัดท่อน้ำเลี้ยงเพื่อดัดหลังสื่อ ใช่หรือไม่?
อีหรอบนี้… ช้างตายทั้งตัว เอาใบเสร็จรับเงินมาปิด ก็คงไม่มิดหรอกครับ!
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ประเทศไทยในวันที่พวกเราจะกลายเป็นแค่ "ผู้เช่า" ในแผ่นดินเกิด!...
ไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองที่ลึกซึ้ง โดยทุนใหญ่ย้ายฐาน SME ตกงาน และระบบราชการล้าหลัง ตามสัญญาณเตือนจาก IMF และธนาคารโลก
หมากในเกมศึกซักฟอก..เมื่อ 'มารยาท' มันค้ำคอ
บทความวิเคราะห์การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา โดยเน้นท่าทีและจุดยืนของพรรคการเมืองต่อประเด็นคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. และความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย
“ศิริโชค” จี้สอบลึกบ่อน Shuffle สั่งบล็อกคนไทยหนีการตรวจสอบ ! เปิดปมหุ้นบุริมสิทธิ 1 % เชื่อมโยงการเมืองหรือไม่ ?
เว็บพนันออนไลน์ Shuffle ประกาศปิดกั้นผู้เล่นจากไทย ท่ามกลางการตรวจสอบเส้นทางเงินและสัดส่วนหุ้นบุริมสิทธิ 1% ที่เชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดนักการเมือง
“ศิริโชค” เปิดปม “ไอเดียร์” บริจาคเงินให้ภูมิใจไทย โยงข้อสงสัยที่มาของทรัพย์สิน
ศิริโชค โสภา ตั้งคำถามเงินบริจาค 150,000 บาทให้พรรคภูมิใจไทยจากสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ท่ามกลางทรัพย์สินรวมเกือบ 2,000 ล้านบาท และข้อสงสัยเรื่องที่มาของความมั่งคั่ง




