บนกระดานการเมืองไทยที่ขับเคี่ยวกันด้วยอำนาจและบารมี ปรากฏการณ์ “ทายาทการเมือง” ถูกหยิบยกมาเป็นกรณีศึกษาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่หากจะหาจุดเปรียบเทียบที่สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยได้ชัดเจนที่สุดในนาทีนี้ คงหนีไม่พ้น 2 ทายาทจากสองขั้วอำนาจใหญ่ “อุ๊งอิ๊ง – แพทองธาร ชินวัตร” และ “นก – ไชยชนก ชิดชอบ”
ทั้งคู่มีจุดสตาร์ทที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือการใช้ “บารมีของผู้เป็นพ่อ” เป็นบันไดเลื่อนทางการเมือง ก้าวข้ามหัวผู้อาวุโส ขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงในระยะเวลาอันสั้นเพื่อทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนความทันสมัย”
แต่คำถามที่น่าขบคิดก็คือ การมอบ “อำนาจ” ที่ยิ่งใหญ่ ให้ในวันที่ “ความสุกงอม” ยังไม่มากพอ… ท้ายที่สุดแล้ว มันคือการสร้างอนาคต หรือเป็นเพียงการผลักลูกเข้าสู่แดนประหารทางการเมืองกันแน่ ?

1. บทเรียน “แพทองธาร” : ราคาที่ต้องจ่ายของความไม่พร้อม
กรณีของ “แพทองธาร” คือตัวอย่างที่อธิบายประโยคที่ว่า “อะไรที่มันยังไม่พร้อม ก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายได้ในอนาคต” ได้อย่างเจ็บปวดและชัดเจนที่สุด
การที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ตัดสินใจดันลูกสาวขึ้นสู่ตำบลกระสุนตกในตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ถือเป็นการเดินหมากที่เร่งรัดเกินจังหวะธรรมชาติ เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตที่ต้องการวุฒิภาวะและความเฉียบขาดระดับผู้นำประเทศอย่างกรณี “คลิปเสียงฮุนเซน” ความอ่อนด้อยทางประสบการณ์ก็เผยให้เห็นทันที
การขาดความสุกงอมทางการเมือง ทำให้เธอรับมือกับสถานการณ์ที่เปราะบางได้ไม่ดีพอ จนนำไปสู่การสะดุดขาตัวเองและถูกศาลสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2568 ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ใช่แค่การจบเส้นทางการเมืองของตัวเธอเอง แต่ยังสร้างความบอบช้ำอย่างหนักให้กับพรรคเพื่อไทยและมวลชนผู้สนับสนุน
นี่คือราคาแสนแพงที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อสวมเสื้อคลุมที่ใหญ่เกินตัว ในวันที่วุฒิภาวะทางการเมืองยังไม่พร้อมกระดูกยังไม่แกร่งพอ ความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมรุนแรงและลุกลามเป็นวงกว้าง

2. บททดสอบ “ไชยชนก” : รอยปริในเสื้อคลุมความทันสมัย
ตัดภาพมาที่พรรคภูมิใจไทย ในวันที่ขยับสถานะขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 อย่างเต็มตัวหลังชนะเลือกตั้งปี 2569 อย่างถล่มทลาย “ไชยชนก ชิดชอบ” ไม่ได้อยู่ในเซฟโซนอีกต่อไป ในฐานะเลขาธิการพรรคและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ สปอตไลท์ทุกดวงส่องมาที่เขาในฐานะทายาทการเมืองเบอร์หนึ่งของ “เนวิน ชิดชอบ”
บททดสอบความสุกงอมของ “ไชยชนก” มาถึงอย่างรวดเร็วในสมรภูมิสภา เมื่อโปรเจกต์ “TH-AI Passport” มูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจาก “ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทผู้ชนะการประมูลกับกลุ่มทุนที่รับงานโมโตจีพี
แทนที่จะชี้แจงให้เห็นถึงความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาลในสไตล์ผู้บริหารยุคใหม่ “ไชยชนก” กลับเลือกตอกกลับด้วยวาทกรรมที่ว่า “ใครได้ผมไม่สน ขอแค่ทำตามนโยบาย…”
จริงอยู่ว่าในมุมหนึ่งมันอาจดูเด็ดขาด แต่ในมุมการเมือง นี่คือการเผยให้เห็นถึงความไม่พร้อม ในการรับมือกับเกมตรวจสอบมาตรฐานสูง วาทะนี้ได้กรีดเสื้อคลุมความทันสมัยของตัวเองจนขาดวิ่น และเผยให้สังคมเห็นเนื้อในของการเมืองระบบ “บ้านใหญ่” ที่คุ้นชินกับระบบอุปถัมภ์และคอนเนกชัน
ซึ่งท่าทีการตอบคำถามในสภาล่าสุด ชวนให้เราต้องตั้งคำถามว่า เขาพร้อมจริงๆ แล้วหรือยัง สำหรับการทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
หรือสุดท้ายแล้ว วลีที่ว่า “พ่อแม่รังแกฉัน” จะยังคงเป็นสัจธรรมที่ใช้ได้เสมอในเวทีการเมืองไทย
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →TH-AI Passport จะเช่าเขาอยู่ หรือสร้างบ้านเอง คิดให้ดี
TH-AI Passport ช่วยให้คิดตัดสินใจว่าจะเช่าเขาอยู่หรือสร้างบ้านเอง โดยให้ข้อมูลเพื่อช่วยการตัดสินใจ
“ป้อม ภาวุธ” จากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ สู่ สส.สายเทค ถล่ม TH-AI Passport
ป้อม ภาวุธ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ใช้ข้อมูลดิจิทัลจับผิดโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท ของรมว.ไชยชนก ชิดชอบ
ชำแหละโมเดลค้าความรันทด เอเจนซี่จีนบุกไทย สร้างคอนเทนต์ลวงโลก
เอเจนซี่จีนนำเข้าโมเดลธุรกิจ “ค้าความรันทด” มาไทย โดยจัดฉากเรื่องราวลำบากเพื่อหลอกผู้ชมและแปลงเป็นรายได้ผ่านการขายสินค้า
2569 ระบอบสีน้ำเงิน ครองเมือง
พ.ศ. 2569 การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะดุลยภาพใหม่ที่ถูกจัดระเบียบโดย “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจที่มีประสิทธิภาพในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย




