ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
เหตุผลที่ “สามารถ” เห็นด้วยกับ “การพับแลนด์บริดจ์”เปิดประวัติ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. คนที่ 16ทำความรู้จัก “กฤชเทพ สิมลี” เพื่อนสนิทเนวิน “เลขาฯ รมว.คมนาคม คนใหม่”เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน : สร้างคอนเทนต์อย่างไรให้คนจดจำ ?ปฐมบท EP1 : ทำความเข้าใจ รายได้สื่อจากอดีตสู่ปัจจุบันรศ.ดร.อักษรศรี เจาะลึกจีนยุคสีจิ้นผิง ความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้เจาะสถานการณ์ Gen AI ในห้องเรียนไทย: โอกาส ความท้าทาย หรือความเหลื่อมล้ำที่ต้องรับมือ ?ส่องคดีการเมืองสำคัญที่ “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เคยร่วมลงมติเหตุผลที่ “สามารถ” เห็นด้วยกับ “การพับแลนด์บริดจ์”เปิดประวัติ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. คนที่ 16ทำความรู้จัก “กฤชเทพ สิมลี” เพื่อนสนิทเนวิน “เลขาฯ รมว.คมนาคม คนใหม่”เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน : สร้างคอนเทนต์อย่างไรให้คนจดจำ ?ปฐมบท EP1 : ทำความเข้าใจ รายได้สื่อจากอดีตสู่ปัจจุบันรศ.ดร.อักษรศรี เจาะลึกจีนยุคสีจิ้นผิง ความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้เจาะสถานการณ์ Gen AI ในห้องเรียนไทย: โอกาส ความท้าทาย หรือความเหลื่อมล้ำที่ต้องรับมือ ?ส่องคดีการเมืองสำคัญที่ “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เคยร่วมลงมติ
The Insight News
ชำแหละโครงการ TH-AI Passport คุ้มงบฯ 1.62 พันล้านบาท หรือไม่ ?

ชำแหละโครงการ TH-AI Passport คุ้มงบฯ 1.62 พันล้านบาท หรือไม่ ?

Srawut
Srawut
กองบรรณาธิการ
1 min read

ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงการที่ต้องจับตา ที่รัฐบาลตั้งเป้าให้เป็น “บิ๊กโปรเจกต์” ประจำปี 2569 นั่นคือ TH-AI Passport ภายใต้การผลักดันของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เตรียมแจกโควตาใช้งานพรีเมียม AI ระดับโลก 15 แพลตฟอร์มฟรี จำนวน 5 ล้านสิทธิ์

แต่ภายใต้หน้าฉากของการ “ติดอาวุธทางดิจิทัล” โครงการที่ใช้งบประมาณสูงถึง 1,620 ล้านบาท กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความคุ้มค่า รวมถึงข้อสงสัยว่ามีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด ?

1. ติดอาวุธให้คนไทย หรือแค่ตั๋วชั่วคราว ?

กระทรวงดีอีชี้แจงว่า โครงการนี้คือทางลัดในการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล โดยเฉพาะกลุ่มเด็กจบใหม่ รัฐบาลระบุว่าตัวเลข 1,620 ล้านบาท เมื่อหารเฉลี่ย 5 ล้านคน ในเวลา 1 ปี ต้นทุนจะตกอยู่ที่ 27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถูกกว่าการที่ประชาชนต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อระบบพรีเมียมเอง

ซ้ำยังมีกุศโลบาย “ใช้ไป เรียนไป” ผ่านระบบ Token เพื่อบังคับให้ผู้ใช้ต้องผ่านการอบรมก่อนปลดล็อกฟีเจอร์ขั้นสูง แต่คำถามที่ตามมาคือ นี่คือการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจริงหรือ ?

การนำเงินภาษีพันล้านไป “เช่าใช้” ไลเซนส์จากบริษัทบิ๊กเทคต่างชาติ เป็นเพียงการซื้อความสะดวกระยะสั้น เมื่อหมดอายุสัญญา 1 ปี เงินก้อนนี้จะละลายหายไป

สวนทางกับแนวคิด “อธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์” ที่ทั่วโลกกำลังทำ คือการนำงบประมาณระดับนี้ไปลงทุนพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของตัวเอง (Thai LLM) หรืออัดฉีด Tech Startup ในประเทศเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน

2. ทางลัดงบประมาณ: กลไก “ชงเอง กินเอง” ?

ประเด็นที่แหลมคมที่สุดของ TH-AI Passport คือ “นวัตกรรมทางการเมือง” ในการบริหารงบประมาณ

โครงการมูลค่ามหาศาลนี้ ไม่ได้ผ่านกระบวนการพิจารณางบประมาณแผ่นดินตามปกติในสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นการดึงเงินจาก “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” (กองทุน DE)

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งเป็นผู้เสนอขอใช้งบประมาณ กลับมีหมวกอีกใบเป็น “ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ” กลายเป็นสถานะ “ชงเอง กินเอง” ทำให้กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลไร้ผล

เมื่อกางไทม์ไลน์การเมืองออกมาจะพบ จะเห็นภาพที่ชัดเจน ดังนี้

– ธันวาคม 2568 (รัฐบาลอนุทิน 1): โครงการถูกเดินเรื่องอนุมัติงบอย่างรวดเร็วในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

– กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2569: ประกาศผลผู้ชนะประมูลในช่วงรอยต่อทางการเมือง

– มิถุนายน 2569 (รัฐบาลอนุทิน 2): เตรียมเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ

การเร่งรัดอนุมัติงบประมาณพันล้านผ่านกลไกกองทุนในช่วงหน้าก่อนเลือกตั้ง ยิ่งตอกย้ำข้อกังขาว่า นี่คือการหลบเลี่ยงสายตาของสภาฯ เพื่อสร้าง “รหัส ATM ใหม่” หรือไม่ ?

3. ชันสูตร TOR และผลประมูล ผ่านแพลตฟอร์ม AI “ส่องรัฐ”

กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง (e-bidding) ของโครงการนี้ ยิ่งเผยให้เห็นตัวเลขและเงื่อนไขที่ผิดวิสัยของการแข่งขันเสรี

ล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” (Thailand Government Watch) ซึ่งใช้ AI วิเคราะห์ฐานข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยได้สแกนโครงการที่เกี่ยวกับ AI จำนวน 1,276 โครงการ (มูลค่ารวมกว่า 4,271 ล้านบาท) และพบว่าโครงการ TH-AI Passport ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “เสี่ยงทุจริตสูง” โดยชี้เป้าความผิดปกติดังนี้

(1) TOR จำกัดการแข่งขัน: เงื่อนไขการประมูล (TOR) ขาดข้อมูลสำคัญ และมีลักษณะที่อาจเป็นการตีกรอบให้เข้าทางเอกชนบางกลุ่ม

(2) ผู้ยื่นซองน้อย-ราคาเกาะกลุ่ม: ราคาเสนอของผู้ชนะและผู้แพ้ห่างกันเพียง 1.04% ซึ่งในทางสถิติ โอกาสที่จะเคาะราคาใกล้เคียงกันขนาดนี้โดยไม่มีการ “ส่งสัญญาณ” ระหว่างกันนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก

(3) เครือข่ายทุนการเมือง: ระบบพบว่าในเม็ดเงินหลักพันล้านบาท กระจุกตัวอยู่กับเอกชนเพียง 3 กลุ่มบริษัท ซึ่งมีลักษณะ “ถือหุ้นไขว้กัน” และที่สำคัญคือ ตรวจพบเส้นทางการบริจาคเงินให้กับพรรคการเมือง

(4) บริษัทโตกระโดด 63 เท่า: หนึ่งในบริษัทที่อยู่ในกิจการค้าร่วม (Consortium) ที่ชนะการประมูล มีรายได้รวมปี 2567 แจ้งไว้เพียง 12.59 ล้านบาท แต่กลับได้ส่วนแบ่งมูลค่างานในสัญญาครั้งนี้สูงเกือบ 800 ล้านบาท

4. บทสรุป: พาสปอร์ตสู่โลกอนาคต หรือตั๋ว VIP ของกลุ่มทุน ?

ไม่มีใครปฏิเสธว่าคนไทยต้องเก่ง AI และรัฐต้องสนับสนุน แต่ข้อมูลจากการตรวจสอบทั้งในสภาฯ และจากแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ชี้ให้เห็นถึงรอยรั่วขนาดใหญ่ในกระบวนการ

สังคมไทยต้องช่วยกันขบคิดว่า เงินภาษี 1,620 ล้านบาทก้อนนี้ กำลังถูกใช้เป็น “พาสปอร์ต” เพื่อพาประชาชนก้าวไปข้างหน้า หรือเป็นเพียงแค่ “ตั๋วพรีเมียม VIP” ที่เปิดทางให้กลุ่มทุนที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง เข้าถึงขุมทรัพย์งบประมาณได้อย่างแนบเนียน ภายใต้คำโปรยที่สวยหรูว่า เพื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

Srawut
Author

Srawut

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด Editor

เปิดประวัติ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. คนที่ 16

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 โดยมีระยะเวลาในตำแหน่งยาวนาน 7 ปี

Srawut··1 min read

ทำความรู้จัก “กฤชเทพ สิมลี” เพื่อนสนิทเนวิน “เลขาฯ รมว.คมนาคม คนใหม่”

กฤชเทพ สิมลี ศิษย์เก่า OSK 90 ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเนวิน ชิดชอบ

Srawut··1 min read

เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน : สร้างคอนเทนต์อย่างไรให้คนจดจำ ?

เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน สอนวิธีสร้างคอนเทนต์ให้คนจดจำ โดยเน้นการหลีกเลี่ยงการไล่ตามกระแส การค้นหาความแตกต่าง และการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน

Srawut··1 min read

ปฐมบท EP1 : ทำความเข้าใจ รายได้สื่อจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ซีรีย์รายได้สื่อ EP1 ย้อนกลับไปเมื่อ 25-30 ปีก่อน เมื่อเรตติ้งเป็นตัววัดมูลค่าสื่อ และรายได้โฆษณาเข้มข้น แต่วันนี้ผู้ชมกระจายตัวไปบนแพลตฟอร์มต่างๆ ทำให้โครงสร้างรายได้เปลี่ยนไป

Srawut··1 min read