ในวันที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลกรวดเร็วขนาดนี้ อยู่ดีๆ รัฐบาลก็ประกาศจะทุ่มเงินกว่า 1,600 ล้านบาทในโครงการ “TH-AI Passport” เพื่อจัดซื้อสิทธิ์การเข้าถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับพรีเมียมจากบิ๊กเทคต่างชาติแจกจ่ายให้ประชาชน 5 ล้านคน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม
มองกันเผินๆ ก็เหมือนมีเจตนาดี ที่ต้องการติดอาวุธทางปัญญาให้แก่พลเมืองอย่างเร่งด่วน แต่ในอีกมุมหนึ่ง วิธีการแจก Account สำเร็จรูปเช่นนี้กำลังเผชิญคำถามครั้งใหญ่ว่า เป็นเพียงมาตรการประชานิยมดิจิทัลประเภท “แจกปลาชั่วคราว” ที่มอบความตื่นตาตื่นใจในระยะสั้น หรือเป็นการวางรากฐานที่ยั่งยืนจริงแท้ เพราะเมื่อแพ็กเกจทดลองใช้หมดอายุลงในเวลาหนึ่งปี ความรู้ที่ประชาชนเพิ่งเริ่มฝึกฝนอาจต้องสะดุดหยุดลง พร้อมกับเม็ดเงินภาษีมหาศาลที่ละลายหายไปในก้อนเมฆของกลุ่มทุนข้ามชาติโดยไม่ได้สร้างสินทรัพย์ถาวรใด ๆ ทิ้งไว้ให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทยเลย
ทีนี้หันกลับไปมองอดีตที่ผ่านมา ในหน้าประวัติศาสตร์นโยบายเทคโนโลยีของไทย เรามักติดหล่มอยู่กับแนวคิดการพัฒนาเชิงปริมาณที่เน้นความรวดเร็วฉาบฉวยเพื่อสร้างดัชนีชี้วัดผลงานทางการเมือง ตั้งแต่ยุคคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร โครงการอินเทอร์เน็ตตำบล มาจนถึงแท็บเล็ตพีซีเพื่อการศึกษา (OTPC) ซึ่งบทเรียนอันเจ็บปวดในอดีตชี้ให้เห็นแล้วว่า การแจกจ่ายฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์โดยขาดการวางโครงสร้างพื้นฐาน การบำรุงรักษา และการพัฒนาเนื้อหาที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านั้นมักแปรสภาพเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ราคาแพง
การดำเนินนโยบาย AI ในครั้งนี้จึงกำลังเดินซ้ำรอยเดิมในลักษณะ “ภาวะพึ่งพิงทางดิจิทัล” (Digital Colonization) ที่รัฐบาลยอมรับบทบาทเป็นเพียง “ผู้เช่า” อย่างจำนน ทำให้เม็ดเงิน 1,600 ล้านบาทที่ควรจะถูกใช้เป็นแรงขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมในประเทศ ไหลออกนอกประเทศไปสู่กระเป๋าของบริษัทยักษ์ใหญ่ทันที โดยที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นเจ้าของพิมพ์เขียว ไม่มีทรัพย์สินทางปัญญา และไม่ได้สร้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์หรือวิศวกรข้อมูลเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่คนเดียว

แล้วประเทศอื่นเขาทำกันอย่างไร ? เปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างสิงคโปร์หรือเกาหลีใต้ รัฐบาลของพวกเขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้จัดซื้อรายย่อย แต่ทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมลงทุน (Co-investor) ในโครงสร้างพื้นฐานด้านการคำนวณ (Computing Power) ของชาติ และสนับสนุนสตาร์ทอัปในท้องถิ่นให้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและข้อกฎหมายของตนเอง
พอมันชัดแบบนี้ เราลองคิดกันอีกมุมหนึ่ง หากนำเงิน 1,600 ล้านบาทนี้มาซอยย่อยเป็น 8 โครงการใหญ่ โครงการละ 200 ล้านบาท เงื่อนไขโครงการคร่าวๆ ต้องเสนอโดยนักศึกษามหาวิทยาลัย โครงการต้องพัฒนาภาคธุรกิจการเกษตร และภาคการศึกษาขั้นพื้นฐานของเยาวชน
สมมุติว่าตั้งเป้าไว้สองเรื่องนี้ ภาพความขัดแย้งของผลประโยชน์จะเปลี่ยนไปทันที เงินก้อนนี้สามารถนำไปติดอาวุธให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัย เพื่อสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยีรุ่นใหม่ หรือนำไปพัฒนา AI เพื่อลดต้นทุนภาคการเกษตรได้ถึงร้อยละ 30 แถมยังนำไปสร้างระบบอัตโนมัติช่วยลดงานเอกสารให้ครูไทยทั่วประเทศเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน
ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและกระจายผลประโยชน์สู่ผู้ผลิตในประเทศได้มากกว่าอย่างชัดเจน แทนที่จะเอาเงินไปกองไว้ที่บริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าล้นฟ้าอยู่แล้ว นี่แค่แนวคิดคร่าวๆ ที่เห็นต่างกับไอเดีย แจก บัญชี ai Pro 5ล้านสิทธิ ซึ่งไม่รู้จะแปลกใจ หรือเสียใจดี ที่นักการเมืองไทยเรา คิดได้เท่านี้
หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าตามแนววัฒนธรรมเดิมโดยไม่ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงแนวคิด โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของไทยจะตกอยู่ในสภาวะเสพติดเครื่องมือต่างชาติอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และเมื่อครบกำหนดเวลา รัฐบาลจะต้องเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่าจะต้องเจียดงบประมาณอีกนับพันล้านบาทเพื่อต่ออายุรายปี หรือปล่อยให้ทักษะของประชาชน 5 ล้านคนสูญเปล่าไปตามยถากรรม ในทางตรรกะและวิทยาศาสตร์นโยบาย การสร้างความมั่นคงทางดิจิทัลที่ยั่งยืน รัฐบาลยุคศตวรรษที่ 21 ต้องเปลี่ยนผ่านบทบาทของพลเมืองจาก “ผู้บริโภคเทคโนโลยี” (Users) ให้กลายเป็น “ผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยี” (Creators)
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เร่งด่วนคือ รัฐควรปรับสัดส่วนงบประมาณก้อนนี้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง มาจัดตั้งกองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI แห่งชาติ และจ้างวานสตาร์ทอัปไทยในการพัฒนาเครื่องมือที่ตอบโจทย์สาธารณะ เพราะเงิน 1,600 ล้านบาทอาจซื้อไอดีระดับโปรได้ 5 ล้านชื่อในวันนี้ แต่อาจไม่เหลือร่องรอยใดเลยในวันพรุ่งนี้ ทว่าการลงทุนสร้างนวัตกรรมด้วยสายเลือดไทย จะคงอยู่เป็นรากฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่ไม่มีใครแย่งชิงไปได้ตลอดกาล
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →เหตุผลที่ “สามารถ” เห็นด้วยกับ “การพับแลนด์บริดจ์”
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ เห็นด้วยกับการพับโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะเป็นการเปลี่ยนจากแนวคิดโครงการเป็นยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์ศักยภาพแท้จริงของไทยมากกว่า
เปิดประวัติ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. คนที่ 16
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 โดยมีระยะเวลาในตำแหน่งยาวนาน 7 ปี
ทำความรู้จัก “กฤชเทพ สิมลี” เพื่อนสนิทเนวิน “เลขาฯ รมว.คมนาคม คนใหม่”
กฤชเทพ สิมลี ศิษย์เก่า OSK 90 ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเนวิน ชิดชอบ
เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน : สร้างคอนเทนต์อย่างไรให้คนจดจำ ?
เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน สอนวิธีสร้างคอนเทนต์ให้คนจดจำ โดยเน้นการหลีกเลี่ยงการไล่ตามกระแส การค้นหาความแตกต่าง และการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน




