จากกรณีที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 (กฎหมายไทยพีบีเอส) โดยมีสาระสำคัญคือการเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส จากเดิมที่ได้รับจัดสรรจากภาษีบาป (สุราและยาสูบ) เปลี่ยนไปใช้ระบบการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน โดยอ้างเหตุผลด้านการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 กลุ่มองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนรวม 6 สถาบัน ได้แก่ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อแสดงจุดยืนและข้อเสนอแนะต่อกรณีดังกล่าว โดยมีประเด็นสำคัญที่สามารถสรุปได้ 4 ด้าน ดังนี้
1. สื่อสาธารณะต้องเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำ
องค์กรสื่อมวลชนเน้นย้ำถึงบทบาทที่จำเป็นของสื่อสาธารณะในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งต้องทำหน้าที่ส่งเสริมสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้จะต้องไม่ทำให้อุดมการณ์นี้อ่อนแอลง และต้องไม่ทำให้ไทยพีบีเอสกลายเป็นสื่อของรัฐบาลหรือเครื่องมือของฝ่ายการเมืองใดๆ โดยต้องรักษาความอิสระอย่างแท้จริงจากทั้งอำนาจรัฐ อำนาจการเมือง และอิทธิพลของกลุ่มทุนธุรกิจ
2. การแก้กฎหมายต้องพิจารณารอบด้านและให้ประชาชนมีส่วนร่วม
การทบทวนกฎหมายไม่ควรจำกัดอยู่เพียงแค่ประเด็นแหล่งรายได้ แต่ควรครอบคลุมไปถึงพันธกิจ โครงสร้างการบริหาร การกำกับดูแล ประสิทธิภาพ และความโปร่งใสในการทำงาน นอกจากนี้ รัฐสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทั้งนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น
3. ต้องมีหลักประกันความมั่นคงทางการเงินเพื่อความเป็นอิสระ
แม้ความสำคัญของวินัยการเงินการคลังจะเป็นเรื่องที่องค์กรสื่อฯ ตระหนักดี แต่การเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีจำเป็นต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ ต้องมีหลักประกันทางกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อให้ไทยพีบีเอสมีรายได้ที่เพียงพอ ต่อเนื่อง และไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจทางการเมืองในแต่ละปี เพื่อป้องกันไม่ให้กลไกทางการเงินถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันหรือแทรกแซงนโยบาย ควบคู่ไปกับการมีกลไกตรวจสอบการใช้เงินที่โปร่งใสโดยไม่กระทบต่อความเป็นอิสระ
4. ถึงเวลา “ไทยพีบีเอส” ต้องปฏิรูปองค์กรเพื่อพิสูจน์คุณค่า
องค์กรสื่อฯ มองว่าการทบทวนกฎหมายครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยพีบีเอสจะได้ทบทวนบทบาทและประสิทธิภาพของตนเองอย่างจริงจัง เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นถึงความคุ้มค่าและคุณค่าที่แตกต่างจากสื่อของรัฐหรือสื่อเชิงพาณิชย์ ไทยพีบีเอสต้องกล้าหาญในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นอิสระ รอบด้าน และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมา โดยเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายและฝ่ายบริหาร ริเริ่มกระบวนการปฏิรูปองค์กรอย่างเปิดกว้าง พร้อมกำหนดแผนการปรับปรุงและตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม
5. บทสรุปและข้อเรียกร้อง
ในตอนท้ายของแถลงการณ์ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้เรียกร้องให้รัฐสภาและผู้เสนอร่างกฎหมาย ดำเนินกระบวนการพิจารณาอย่างรอบคอบ ศึกษาผลกระทบและทางเลือกในการจัดหาเงินทุนอย่างถ้วนถี่ก่อนตัดสินใจ พร้อมย้ำว่า การออกมาปกป้องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ไม่ใช่การปกป้ององค์กรใดจากการถูกตรวจสอบ แต่หัวใจสำคัญคือการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รอบด้าน และปราศจากการครอบงำ




(อ้างอิงจากแถลงการณ์ร่วมของ 6 องค์กร: สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย)
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ประเทศไทยในวันที่พวกเราจะกลายเป็นแค่ "ผู้เช่า" ในแผ่นดินเกิด!...
ไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองที่ลึกซึ้ง โดยทุนใหญ่ย้ายฐาน SME ตกงาน และระบบราชการล้าหลัง ตามสัญญาณเตือนจาก IMF และธนาคารโลก
หมากในเกมศึกซักฟอก..เมื่อ 'มารยาท' มันค้ำคอ
บทความวิเคราะห์การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา โดยเน้นท่าทีและจุดยืนของพรรคการเมืองต่อประเด็นคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. และความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย
“ศิริโชค” จี้สอบลึกบ่อน Shuffle สั่งบล็อกคนไทยหนีการตรวจสอบ ! เปิดปมหุ้นบุริมสิทธิ 1 % เชื่อมโยงการเมืองหรือไม่ ?
เว็บพนันออนไลน์ Shuffle ประกาศปิดกั้นผู้เล่นจากไทย ท่ามกลางการตรวจสอบเส้นทางเงินและสัดส่วนหุ้นบุริมสิทธิ 1% ที่เชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดนักการเมือง
“ศิริโชค” เปิดปม “ไอเดียร์” บริจาคเงินให้ภูมิใจไทย โยงข้อสงสัยที่มาของทรัพย์สิน
ศิริโชค โสภา ตั้งคำถามเงินบริจาค 150,000 บาทให้พรรคภูมิใจไทยจากสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ท่ามกลางทรัพย์สินรวมเกือบ 2,000 ล้านบาท และข้อสงสัยเรื่องที่มาของความมั่งคั่ง




