ภาพจำสะท้านโซเชียลฯ ที่เพิ่งผ่านพ้นไป คงหนีไม่พ้นคิวของ “แก๊งวัยรุ่นมักกะโรนี” ที่มาโชว์สเต็ปโหนบีทีเอสราวกับเป็นสนามเด็กเล่นหน้าบ้าน ปรากฏการณ์นี้ทำเอาคนไทย “องค์ลง” จัดทัวร์ ลุกฮือขึ้นมาปกป้องพื้นที่สาธารณะและบรรทัดฐานสังคมกันอย่างพร้อมเพรียง ชนิดที่เรียกว่าสามัคคีชุมนุมสับแหลกแทบจะคว่ำบาตรกันข้ามทวีป!
แต่อนิจจา… ในมุมมองทางการเมือง ปรากฏการณ์นี้มันกลับสะท้อนภาพ “ตลกร้าย” ที่ย้อนแย้งเสียจนน่าสมเพช
ลองเอาความโกรธแค้นระดับแผ่นดินไหว 8 ริกเตอร์นี้ ไปทาบกับปฏิกิริยาของสังคมเวลาที่เห็นข้าราชการกังฉินหรือนักการเมืองขี้ฉ้อ ทุจริตคอร์รัปชันสูบเลือดสูบเนื้อภาษีประชาชนทีละร้อยล้านพันล้านดูสิครับ ปฏิกิริยาที่ได้กลับกลายเป็นเพียงเสียงถอนหายใจยาวๆ ความชาชิน ปล่อยเบลอ แล้วปลอบใจตัวเองด้วยวาทกรรมมักง่ายว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน” หรือ “โกงบ้างไม่เป็นไร ขอให้มีผลงาน” ราวกับว่าการถูกไอ้พวกเหลือบไรปล้นอนาคตของชาตินั้น… มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจน้อยกว่าการถูกขโมยความสงบสุขบนขบวนรถไฟฟ้าเพียงไม่กี่นาที!
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบนั้นง่ายนิดเดียว… เพราะ “ศัตรู” บนรถไฟฟ้ามันเห็นตัวเป็นๆ จับต้องได้ การชี้หน้าด่าเด็กต่างชาติต่ำทรามบางคน มันทำได้ทันที ไม่ต้องลงทุนหรือแบกรับความเสี่ยงใดๆ แถมยังได้สนองความรู้สึกชาตินิยมแบบสำเร็จรูป (Instant) แต่กับกลไกการฉ้อราษฎร์บังหลวงในระบบราชการและการเมือง มันถูกออกแบบมาให้ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเป็นเกราะกำบัง โครงสร้างอำนาจมันบีบให้ชาวบ้านตาดำๆ รู้สึกตัวเล็กลีบและไร้พลัง

การฮั้วประมูลหรือคอร์รัปชัน มันไม่ได้เดินมาเหยียบตาปลาเราบนรถไฟฟ้า แต่มันกำลังค่อยๆ กัดกินโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพการศึกษา และสวัสดิการที่เราพึงมีพึงได้ในฐานะมนุษย์อย่างเลือดเย็น เราจึงตกอยู่ในสภาพ “กบต้ม” ที่นอนแช่น้ำร้อนแห่งการทุจริตจนชาชิน แต่ดันมาสะดุ้งสุดตัวโดดเหยงๆ เพียงเพราะมีน้ำกระเซ็นใส่หน้าจากคนแปลกหน้า
การจะก้าวข้ามความย้อนแย้งที่น่ากระดากอายนี้ได้ สังคมไทยจำเป็นต้องยกระดับ “ความโกรธ” ให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่มีราคาและมีประสิทธิภาพ เราต้องเริ่มจากรื้อวิธีคิดเสียใหม่ว่า งบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาตินี่แหละ คือ “พื้นที่สาธารณะ” ที่เราต้องหวงแหนและปกป้องให้หนักยิ่งกว่าความสงบบนรถไฟฟ้าหลายเท่านัก!
การแก้ปัญหาต้องเริ่มที่การลงเสาเข็ม “วัฒนธรรมความโปร่งใส” (Transparency Culture) ภาครัฐต้องแบเบอร์ กางบัญชีจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ ในขณะเดียวกัน ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน ก็ต้องเลิกนั่งบนหอคอยงาช้าง ลงมาย่อยข้อมูลยากๆ ให้ชาวบ้านเห็นภาพว่า เงินที่หายวับไปกับการทุจริตนั้น มันไปเบียดเบียนชามข้าวและปากท้องในแต่ละวันของพวกเขาอย่างไร เมื่อคนไทยมองเห็น “เส้นทางของเงินโจร” ชัดเจนพอๆ กับการเห็นคนโหนราวรถไฟฟ้า มวลความโกรธแค้นก็จะถูกระเบิดออกมาอย่างถูกทิศถูกทาง และนำไปสู่การเรียกร้องการตรวจสอบที่นักการเมืองหน้าไหนก็ต้านไม่อยู่
ลองตรองใคร่ครวญกันดู… หากเรายังคงสงวนความเดือดดาลไว้ใช้กับเรื่องหยุมหยิมรายวัน แต่อนุโลมยอมจำนนให้กับการทุจริตเชิงโครงสร้าง ประเทศนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับ “บ้าน” ที่เจ้าของโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแทบจะเอาปืนมายิงเวลาที่มีหมาจรจัดมาเยี่ยวรดหน้าประตู แต่กลับนอนกรนหลับปุ๋ย ปล่อยให้ “ปลวก” กัดกินเสาเข็มจนบ้านจะพังครืนลงมาทับหัว!
หากปล่อยไว้เช่นนี้ ความเหลื่อมล้ำก็จะยิ่งถ่างกว้าง งบประมาณที่ควรนำมาพัฒนาชาติจะมลายหายไปกับเครือข่ายอุปถัมภ์ ท้ายที่สุด… เราอาจจะได้ระบบขนส่งมวลชนที่ผู้โดยสารนั่งพับเพียบเรียบร้อย แต่ค่าโดยสารแพงหูฉี่เพราะสัญญาสัมปทานสุดอัปยศ และพอลงมาเดินข้างล่าง ถนนหนทางก็ยังคงขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ เพราะงบทำถนนมันถูกหักหัวคิวไปอิ่มหมีพีมันกันหมดแล้ว สังคมไทยก็จะได้เดินหน้าสู่ความถดถอยอย่างสมบูรณ์แบบ

ท้ายที่สุดนี้ ไม่ได้กำลังบอกว่าเราไม่ควรโกรธกับพฤติกรรมทรามๆ ในที่สาธารณะ แต่คำถามสำคัญที่อยากชวนให้ขบคิดกันให้จงหนักก็คือ… วันนี้เรากำลังใช้ “โควต้าความโกรธ” ของเราไปกับเรื่องที่คุ้มค่าและเท่าเทียมในทุกเรื่องหรือไม่?
การปกป้องมารยาทในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แต่การปกป้องอนาคตของลูกหลานจากการถูกปู้ย่ำยีโดยผู้มีอำนาจ เป็นหน้าที่ที่สำคัญยิ่งกว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราจะลุกขึ้นมาจ้องหน้า ชี้ตัว และส่งเสียงตะเพิดนักการเมืองและข้าราชการกังฉิน ด้วยความดุดันและเกรี้ยวกราดระดับเดียวกับที่เราพร้อมใจกัน”จัดทัวร์” ด่าฝรั่งทรามๆ
เพราะตราบใดที่เรายังคง “ใจดี-ใจป้ำ” กับคนโกงชาติ แต่ดันมา “เกรี้ยวกราด-ฟาดงวงฟาดงา” กับคนไร้มารยาท ประเทศไทยก็คงทำได้แค่วนเวียนอยู่ในลูปของการเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” ไปจนชั่วลูกชั่วหลานนั่นแหละ!
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สรุปการแถลงของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ทวงคืนประเทศไทย
สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าวใหญ่เพื่อทวงคืนประเทศไทยภายใต้แนวคิด "เอาประเทศไทยของเราคืนมา" โดยมุ่งตรวจสอบการทุจริตและปกป้องอธิปไตย
หมดเวลาเรียน AI เดิมๆ AI Agent อัปเกรดเป็น Astra = JARVIS
AI agent ASTRA ยุคใหม่เปลี่ยนวิธีการสร้างเนื้อหา ความน่าเชื่อถือและคุณค่าต่อสังคมกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญแทนความเร็วการผลิต
ผลโพลเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ. นนทบุรี ! “นฤพนธ์” ยืนหนึ่ง แบรนด์ผึ้งหลวง ยังทรงพลัง
นนทบุรีเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ. โพลล่าสุดแสดง "นฤพนธ์" นำด้วย 37.27% จากแบรนด์ผึ้งหลวง ขณะ "เดชรัต" ของพรรคประชาชนได้ 27.55%
ประชุมบอร์ด Data Center นัดแรก ! เร่งจัดระเบียบ ปิดช่องโหว่กฎหมาย
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 1 เพื่อจัดระเบียบและปิดช่องโหว่กฎหมายในการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์




