
เมื่อแพลตฟอร์มออนไลน์ กลายเป็นเบื้องหลังผลงานคุณภาพ รัฐต้องขยับอย่างไร ?
หากกวาดสายตามองภูมิทัศน์สื่อไทยในปัจจุบัน ภาพที่เห็นคือความย้อนแย้งที่น่าตั้งคำถาม ในขณะที่แพลตฟอร์มออนไลน์สตรีมมิ่งระดับโลกทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อสร้าง “ออริจินัลคอนเทนต์ไทย” จนผงาดติดชาร์ตระดับสากล แต่หน้าจอโทรทัศน์ดั้งเดิมกลับอยู่ในภาวะซบเซา ไร้ชีวิตชีวา และต้องประคองตัวด้วยการเข็น “ละครรีรัน” มาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อะไรคือเส้นแบ่งระหว่าง “ความปังระดับโลก” กับ “ความเงียบเหงาหน้าจอ”? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่คนไทยหมดไฟในการสร้างสรรค์ แต่อยู่ที่ “โครงสร้างและกติกา” ที่ครอบทับอุตสาหกรรมนี้อยู่
1. ความได้เปรียบที่ไร้ขีดจำกัด vs กรงขังแห่งความคุ้นชิน
ความสำเร็จของซีรีส์ไทยบนสตรีมมิ่ง เป็นผลผลิตจาก “อิสระทางความคิด” แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้ถูกกำกับด้วยกฎระเบียบที่แข็งทื่อ ทำให้สามารถตีแผ่ประเด็นสังคม ความเหลื่อมล้ำ ระบบอุปถัมภ์ หรือมุมมืดของการเมืองได้อย่างถึงแก่น ผนวกกับการให้ความสำคัญสูงสุดกับ “บทละคร” ที่มีโครงสร้างเป็นสากล และทุนสร้างที่เน้นโปรดักชันระดับภาพยนตร์
ในทางกลับกัน ละครโทรทัศน์ไทยกำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่ เม็ดเงินโฆษณาที่หดหายตามพฤติกรรมคนดู ทำให้ผู้ผลิตต้องรัดเข็มขัด
แต่ที่น่ากังวลกว่าวิกฤตการเงิน คือวิกฤตของ “กรอบข้อจำกัด” ทั้งจากกฎเกณฑ์ต่างๆ ของภาครัฐ และความต้องการของสปอนเซอร์ ผู้ผลิตจึงถูกบีบให้ต้องถอยไปอยู่ใน “เซฟโซน” นำเสนอแต่พล็อตเรื่องเดิมๆ เช่น แย่งมรดก ชิงรักหักสวาท เพราะประเมินแล้วว่าขายโฆษณาได้ชัวร์และไม่เสี่ยงต่อการถูกเซนเซอร์
เมื่อคอนเทนต์ไม่พัฒนาตามรสนิยมของผู้ชมที่เปลี่ยนไป หน้าจอทีวีจึงค่อยๆ เสื่อมความนิยม

2. ถึงเวลาที่ “รัฐ” ต้องขยับ จากผู้คุมกฎ สู่ผู้รื้อโครงสร้าง
การจะพลิกฟื้นวิกฤตนี้ ภาครัฐต้องเลิกมองตัวเองเป็นเพียง ” Regulator” ที่คอยถือไม้เรียวเซนเซอร์เนื้อหา แต่ต้องก้าวเข้ามารับบท “Promoter” อย่างเต็มตัว ผ่านการปรับโครงสร้างระบบนิเวศสื่อ ดังนี้
(1) ปลดล็อกกฎเกณฑ์
ต้องผ่อนปรนการเซนเซอร์และปรับเกณฑ์เรตติ้งให้ยืดหยุ่น สร้างพื้นที่ Sandbox ให้ช่องทีวีได้ทดลองนำเสนอคอนเทนต์ที่กล้าวิพากษ์สังคมโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการโดนตักเตือนหรือบทลงโทษ
(2) อัดฉีดด้วยมาตรการภาษีและกองทุน
ใช้มาตรการลดหย่อนภาษี (Tax Rebates) เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในคอนเทนต์สร้างสรรค์ และที่สำคัญคือต้องมี “กองทุนสนับสนุนการพัฒนาบทละคร” เพราะบทคือสถาปัตยกรรมหลักของเรื่องเล่า แต่กลับเป็นจุดที่มักถูกตัดงบมากที่สุด
(3) ยกระดับคนทำงานแบบบูรณาการ
สนับสนุนการจัดตั้งสถาบันพัฒนาคนเขียนบทระดับชาติ และปลดล็อกพื้นที่ราชการหรือพื้นที่สาธารณะให้เป็นสถานที่ถ่ายทำในต้นทุนต่ำ รวมถึงการทำคลังข้อมูลดิจิทัล เพื่อเป็นวัตถุดิบให้ผู้สร้างได้หยิบยกประวัติศาสตร์และสังคมมาเล่าในมุมมองใหม่ๆ
(4) เชื่อมโลกเก่าและใหม่เข้าด้วยกัน
ภาครัฐควรเป็นคนกลางเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Matchmaking) ระหว่างช่องทีวีดั้งเดิมและสตรีมมิ่งระดับโลก เพื่อสร้างโมเดลร่วมทุน (Co-production) ให้ทีวีมีรายได้หลายทาง และพางานระดับคุณภาพไปสู่สายตาชาวโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ
การผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรม จำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ที่ต้องมองให้เห็นว่าสื่อบันเทิงไม่ใช่แค่เรื่องประโลมโลก แต่คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีมูลค่ามหาศาล
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตั้งคำถามว่า รัฐจะปล่อยให้อุตสาหกรรมทีวีไทยค่อยๆ แห้งตายคาข้อจำกัดเก่าๆ หรือจะลุกขึ้นมารื้อโครงสร้าง เพื่อให้หน้าจอโทรทัศน์กลับมาเป็นพื้นที่แห่งผลงานคุณภาพอีกครั้ง
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →“ป้อม ภาวุธ” จากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ สู่ สส.สายเทค ถล่ม TH-AI Passport
ป้อม ภาวุธ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ใช้ข้อมูลดิจิทัลจับผิดโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท ของรมว.ไชยชนก ชิดชอบ
ชำแหละโมเดลค้าความรันทด เอเจนซี่จีนบุกไทย สร้างคอนเทนต์ลวงโลก
เอเจนซี่จีนนำเข้าโมเดลธุรกิจ “ค้าความรันทด” มาไทย โดยจัดฉากเรื่องราวลำบากเพื่อหลอกผู้ชมและแปลงเป็นรายได้ผ่านการขายสินค้า
2569 ระบอบสีน้ำเงิน ครองเมือง
พ.ศ. 2569 การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะดุลยภาพใหม่ที่ถูกจัดระเบียบโดย “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจที่มีประสิทธิภาพในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย
ชำแหละโครงการ TH-AI Passport คุ้มงบฯ 1.62 พันล้านบาท หรือไม่ ?
โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.62 พันล้านบาทถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยพบข้อสงสัยเกี่ยวกับกลไกงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง



