
ไม่ใช่ไม่รู้จักพอ แต่ยังพอไม่ได้ ! 7 เหตุผลที่ “ทักษิณ” จำเป็นต้องไปต่อทางการเมือง
หลังได้รับการพักโทษและกำลังนับถอยหลังสู่การพ้นโทษอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน 2569 คำถามที่สังคมและคอการเมืองต่างตั้งข้อสงสัยคือ “ทักษิณ ชินวัตร จะวางมือทางการเมืองหรือไม่ ?”
ภาพฝันของการเป็นผู้สูงอายุวัยเกษียณที่กลับมาอยู่บ้านเลี้ยงหลาน อาจเป็นฉากจบที่สวยงาม แต่ในความเป็นจริงบนกระดานอำนาจ การเมืองสำหรับ “ทักษิณ” ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของความทะยานอยาก หรือการพิสูจน์บารมีอีกต่อไป หากแต่เป็น “โล่กำบัง” ให้กับตนและคนในตระกูล
หากวิเคราะห์จากภูมิทัศน์ทางกฎหมาย โครงสร้างอำนาจ และจิตวิทยาการเมือง คำตอบคือ “เขายังไม่สามารถวางมือทางการเมืองได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้” และนี่คือ 7 เหตุผลที่อธิบายว่า ทำไม “ทักษิณ” ถึงยังต้องเดินหน้าต่อในเกมการเมือง
มิติที่ 1: โซ่ตรวนทางกฎหมายและนิติสงคราม
1. ชนักติดหลังที่ยังไม่เบ็ดเสร็จ
แม้คดี ม.112 ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องไปแล้ว แต่อัยการยังเดินหน้ายื่นอุทธรณ์ สถานะทางคดีจึงยังแขวนอยู่บนความไม่แน่นอน นอกจากนี้ยังมีข้อร้องเรียนที่ ป.ป.ช. กำลังไต่สวนกรณีการพักรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งพร้อมจะพาดพิงกลับมาถึงตัวเขาได้ทุกเมื่อ รวมถึงแรงกดดันที่จี้ให้กระทรวงการคลังเร่งบังคับคดีเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้านบาท คดีความและข้อครหาที่คาราคาซังเหล่านี้ บังคับให้เขาต้องรักษาอำนาจรัฐไว้เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัย
2. เกราะกำบังให้ “แพทองธาร”
การพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ “แพทองธาร ชินวัตร” จากปมจริยธรรม เป็นเพียงแค่ด่านแรก เธอยังต้องเผชิญกับคดีอาญาและจริยธรรมในชั้น ป.ป.ช. ทั้งปมงบประมาณดิจิทัลวอลเล็ตและหุ้นอัลไพน์ “ทักษิณ” จึงต้องยืนหยัดเพื่อเป็นกันชนให้ลูกสาว
3. ดีลพาน้องสาวกลับบ้าน
การจะนำ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” กลับประเทศโดยไม่ต้องรับโทษจำคุก 5 ปีในคดีจำนำข้าว และสะสางคดีแพ่งหมื่นล้านบาท เป็นโจทย์ที่ไม่มีทางบรรลุผล หาก “ทักษิณ” ปราศจากอำนาจหรืออิทธิพลทางการเมืองในการเจรจาต่อรอง

มิติที่ 2: เสถียรภาพภายในและวัฒนธรรมอำนาจ
4. พี่เลี้ยงค้ำยัน “ยศชนัน”:
เมื่อเส้นทางของ “แพทองธาร” สะดุด ตระกูลชินวัตรจำเป็นต้องดัน “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ขึ้นมานำทัพ แต่ด้วยพรรษาทางการเมืองที่ยังน้อย “ทักษิณ” จึงต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหลังม่าน คอยกำราบผู้มีอิทธิพลในพรรคและคุมเกมในสภาแทน
5. ศูนย์กลางระบบอุปถัมภ์พรรคเพื่อไทย
โครงสร้างของพรรคเพื่อไทยและกลุ่ม สส. บ้านใหญ่ ยึดโยงอยู่กับบารมีส่วนตัวของ “ทักษิณ” โดยตรง ไม่ใช่ระบบสถาบันพรรค หากเขาวางมือ จะเกิดสภาวะสุญญากาศทางอำนาจ (Power Vacuum) ซึ่งจะนำไปสู่ความแตกแยกและการแย่งชิงทรัพยากรภายในพรรคทันที

มิติที่ 3: ดุลอำนาจภายนอกและอัตลักษณ์
6. ตัวกลางเจรจาผลประโยชน์ในรัฐบาลผสม
ในบริบทปัจจุบันที่พรรคเพื่อไทยเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย “ทักษิณ” คือคนเดียวในฝั่งเพื่อไทยที่มีน้ำหนักและบารมีมากพอที่จะต่อรองกับพรรคภูมิใจไทย รวมถึงขั้วอนุรักษนิยมได้
7. ศักดิ์ศรีและพื้นที่ในหน้าประวัติศาสตร์
ด้วยธรรมชาติของนักยุทธศาสตร์ บาดแผลจากการถูกรัฐประหารและต้องลี้ภัยยาวนาน เป็นแรงผลักดันลึกๆ ให้เขาต้องการเขียนฉากจบของตระกูลชินวัตรด้วยมือของตัวเอง เพื่อลบล้างรอยแผลและพิสูจน์ว่า เครือข่ายทางการเมืองของเขาไม่ได้พ่ายแพ้
การไปต่อทางการเมืองไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นหมากบังคับ
การก้าวลงจากเวทีอำนาจของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในเวลานี้ ไม่ได้หมายถึงการได้กลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ แต่หมายถึงการเปิดช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามรุกคืบเข้าเช็กบิล ทั้งความปลอดภัยของตัวเอง อนาคตของทายาท และเสถียรภาพของพรรคเพื่อไทย
การเดินหน้าทางการเมืองต่อไป จึงไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่เป็น “ภาคบังคับ” ที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ชำแหละโครงการ TH-AI Passport คุ้มงบฯ 1.62 พันล้านบาท หรือไม่ ?
โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.62 พันล้านบาทถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยพบข้อสงสัยเกี่ยวกับกลไกงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง
รู้จัก “ส่องรัฐ” แพลตฟอร์ม AI ของประชาธิปัตย์ ตรวจสอบการใช้งบฯ รัฐบาล
ส่องรัฐ เป็นแพลตฟอร์ม AI ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล
เปิดรายงานสภาพัฒน์ ถอดรหัสอนาคต: เมื่อ AI ไล่ล่าตลาดแรงงานไทย
สภาพัฒน์เปิดรายงานภาวะสังคมไทยเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน โดยพบว่า 2.2 ล้านคนเสี่ยงถูกทดแทนโดยสิ้นเชิง โดยส่วนใหญ่เป็นผู้จบปริญญาตรีขึ้นไป
“ระบอบสีน้ำเงิน” จากพรรคตัวแปร สู่ผู้การสืบทอดอำนาจ คสช. ?
บทความวิเคราะห์ว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นการสืบทอดอำนาจของคสช. ผ่านพรรคภูมิใจไทยและเครือข่ายบ้านใหญ่ โดยไม่ใช่การล่มสลายของระบอบทหาร แต่เป็นการถ่ายทอดอำนาจที่แนบเนียนที่สุด



