ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
เมื่อ “ความหลากหลายทางเพศ” เป็น “สินค้าในรายการโทรทัศน์”

เมื่อ “ความหลากหลายทางเพศ” เป็น “สินค้าในรายการโทรทัศน์”

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
1 min read

สื่อมวลชนเป็นพื้นที่ในการนำเสนอวัฒนธรรมในรูปแบบต่าง ๆ หนึ่งในวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในทุกวันนี้คือ “วัฒนธรรมทางเพศ” ซึ่งในปัจจุบันความหลากหลายทางเพศถูกทำให้เป็นสินค้าในรายการโทรทัศน์ประเภทรายการบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบรายการตลก ละคร ซีรีส์ ฯลฯ การประกอบสร้างวัฒนธรรมความหลากหลายทางเพศในรายการโทรทัศน์ทุกวันนี้ เปรียบเสมือนการสร้างชุดมายาคติทางเพศให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศกลายเป็น “สินค้า”

สิ่งที่น่าสนใจในการศึกษาวัฒนธรรมทางเพศในปัจจุบัน คือการประกอบสร้างความรุนแรงทางเพศในรายการโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการที่นำกลุ่มคนหลากหลายทางเพศมาร่วมในรายการเพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมรายการ และผู้ที่ชมรายการทั่วทั้งประเทศ โดยเฉพาะรูปแบบรายการปกิณกะ (variety show) ที่เน้นความบันเทิง ความสนุกสนาน ความตลกขบขัน รวมไปถึงความรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม

ในบทความชิ้นนี้ผู้เขียนได้พบข้อมูลจากความบังเอิญ หลังจากได้ชมรายการ ๆ หนึ่งจากผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย ที่มีการผลิตรูปแบบรายการบันเทิง โดยเฉพาะรายการตลกเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ผู้เขียนกำลังเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางระหว่างจังหวัด พบว่ารายการดังกล่าวมีการนำกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมาปรับเปลี่ยนให้เป็นสินค้า โดยใช้อัตลักษณ์ทางเพศมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหารายได้

รายการดังกล่าวนำกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมาร่วมในรายการเป็นผู้แข่งขัน และให้ผู้เข้าเข้าร่วมรายการ (ที่เป็นดารา นักแสดง) หาว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศคู่ไหนเป็นคู่รักกันจริง และคู่ไหนเป็นคู่รักปลอม โดยเลือกใช้ความสัมพันธ์ของคู่มาเป็นความบันเทิงในรายการ โดยรูปแบบรายการเป็นการนำคู่รักทั้งแบบรักเพศเดียวกัน รักต่างเพศ และผู้ที่มีความพิเศษกว่าคนทั่วไปในเรื่องความรัก เช่น มีคู่รักเป็นชาวต่างชาติ มาเข้าร่วมรายการ และให้ผู้เข้าแข่งขันทายว่าคู่ไหนคือคู่รักจริง ๆ หรือคู่ไหนคือคู่รักปลอม สิ่งสำคัญที่เป็นข้อถกเถียงในรายการนี้คือ การใช้ความรุนแรงด้านคำพูดในการตีตราความเป็นกลุ่มหลากหลายทางเพศ

“เสียดายของ” คือวาทกรรมการสร้างความรุนแรงให้กลุ่มความหลากหลายทางเพศที่เป็นเลสเบี้ยน ที่ถูกผลิตซ้ำในพื้นที่สื่อมวลชน สิ่งเหล่านี้ถูกประกอบสร้างจากสื่อที่นำเสนอว่า “ทอม” “ดี้” “หญิงรักหญิง” เป็นเพศที่มีอารมณ์รุนแรงกว่าหญิงชายทั่วไป กับอัตลักษณ์ทางเพศที่เป็นแฟชั่น หรือเป็นพฤติกรรมความชอบชั่วคราวที่สามารถเปลี่ยนกลับมาชอบเพศตรงข้ามได้ กลายเป็นการสร้างอารมณ์รุนแรง “แก้ทอม ซ่อมดี้” (เพศแห่งสยาม, 2562) ถูกใช้เป็นความรุนแรงในการตีตราเลสเบี้ยน โดยผู้ชายที่เป็นกลุ่มรักต่างเพศมองว่าความรักของหญิง-หญิงนั้น เป็นความรักที่ไม่เป็นความจริง และการประกอบสร้างภาพชายเป็นใหญ่ด้วยการมองผู้หญิงเป็นสิ่งของหรือวัตถุทางเพศเท่านั้น

รายการดังกล่าวพยายามผลิตซ้ำความเป็น “อื่น” ให้กับผู้เข้าร่วมรายการที่มีความหลากหลายทางเพศ แม้ว่าช่วงท้ายของรายการจะนำเสนอภาพความรักของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศก็จริง แต่ระหว่างรายการผู้ดำเนินรายการ และผู้เข้าร่วมรายการ ต่างแสดงออกถึงอคติต่อกลุ่มผู้หลากหลายทางเพศอย่างเห็นได้ชัด การสร้างความตลกขบขันให้กับผู้เข้าแข่งขันที่เป็นกลุ่มคนหลากหลายทางเพศชาย-ชาย ที่มีหน้าตาไม่ได้ดูดีเหมือนภาพมายาคติของคนไทย ดั่งเช่น ดารา นักแสดง ต้องถูกจัดเป็นผู้ที่รักเพศเดียวกัน และสร้างภาพตัวแทนผู้หญิงสวยว่าต้องเป็นผู้ที่รักต่างเพศ สิ่งเหล่านี้อยู่ในระดับมายาคติของมนุษย์ที่มีภาพแทนความสวยหล่อว่าเป็นผู้ที่รักต่างเพศเท่านั้น ในขณะที่ผู้ไม่สวยหล่อตามลักษณะนิยมกลับเป็นผู้ที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่มรักเพศเดียวกัน

เมื่อการร่วมเพศของผู้อื่นถูกทำให้เป็นเรื่องตลก การใช้สัญญะ “ฉิ่งฉับ กรับ โหม่ง” แทนความหมายของการร่วมเพศหญิงกับหญิงในรายการดังกล่าว ผู้เข้าร่วมรายการที่เป็นนักแสดงชายแสดงออกถึงการอคติรักเพศเดียวกันของกลุ่มหญิง-หญิง โดยใช้คำว่า “รับไม่ได้” และ “เสียดายของ” เพื่อเป็นการผลิตซ้ำอคติทางเพศ สิ่งสำคัญของความคิดนี้ คือวิธีคิดแบบคู่ตรงข้ามเก็บกด ปิดกั้น กดทับอีกข้างของคู่ตรงข้ามไว้ ทั้ง ๆ ที่จำเป็นต้องอาศัยหรือใช้ประโยชน์จากคู่ตรงข้ามในการสร้างตัวตนของตนขึ้นมา พูดง่าย ๆ คือ วิธีคิดแบบคู่ตรงข้ามจะเลือกชูข้างหนึ่งของคู่ตรงข้ามและเก็บกดอีกข้างไว้  และในหลายกรณี มีแนวโน้มที่ วิธีคิดแบบคู่ตรงข้ามเป็นวิธีคิดที่ใช้ความรุนแรง กระทำความรุนแรงกับอีกฝ่ายอย่างมาก อีกเรื่องคือการเหมารวม (Stereotype) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของการสร้างความเป็น “อื่น” คือต้องสร้างตราประทับทางการเมืองและวัฒนธรรมให้กับฝ่ายตรงข้ามด้วย ในรายการดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าผู้เข้าร่วมรายการพยายามกดทับ และปิดกั้นความเป็นอื่นทางด้านรสนิยมทางเพศของผู้เข้าแข่งขัน ด้วยการสร้างวาทกรรมความรุนแรงดังกล่าว และชูวิธีคิดแบบการรักเพศตรงข้าม (heterosexual) เป็นเรื่องที่ถูกต้องในสังคม (วรวิทย์ ไชยทอง, 2557)

สิ่งที่น่าสนใจในการเขียนงานครั้งนี้ ผู้เขียนได้พยายามเก็บข้อมูลผู้ชมรายการบนรถทัวร์ที่ผู้เขียนร่วมเดินทางไปด้วยในครั้งนี้ พบว่ามีกลุ่มคู่รักต่างเพศหลายคนที่ชมรายการดังกล่าว ต่างตลกขบขันไปกับรูปแบบรายการและมีการพูดคุยกับคู่รักตนเองเกี่ยวกับเรื่องราวความรักของผู้เข้าแข่งขันในรายการ ไปในทิศทางของการวิพากษ์วิจารณ์อัตลักษณ์ทางเพศของผู้เข้าแข่งขัน และยังแสดงความรู้สึกตลกขบขันเมื่อพูดถึงรูปร่างหน้าตาของผู้เข้าแข่งขัน ที่ไม่ได้ดูดีตามภาพมายาคติ และการพูดถึงเรือนร่างของหญิง-หญิงในรายการในแง่มุมของการล่วงละเมิดทางเพศ

ในมุมมองผู้เขียนในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ พบว่าความรุนแรงทางเพศเหล่านี้ถูกประกอบสร้างในระดับวัฒนธรรมของประชาชนในประเทศไทยไปเสียแล้ว การแก้ปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นเรื่องยากยิ่ง เมื่อสื่อมวลชนซึ่งมีอำนาจในสังคมสูง กำลังผลิตซ้ำความรุนแรงเหล่านี้ไปยังกลุ่มผู้ชมทุกเพศทุกวัย และการที่สื่อมวลชนให้ค่าของกลุ่มความหลากหลายทางเพศเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าให้กับรายการโทรทัศน์ หากจะมองในมุมมองสังคมทุนนิยม กลุ่มความหลากหลายทางเพศเหล่านี้กำลังกลายเป็นผลผลิตในลัทธิทุนนิยม ที่กำลังแสวงหาผลกำไรจากความเป็น “อื่น” ของกลุ่มผู้หลากหลายทางเพศ

สิ่งสำคัญคือการรื้อสร้างชุดมายาคติเรื่องเพศในสังคมไทยที่ถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนานในสื่อมวลชน โดยสื่อมวลชนเองต้องเป็นผู้รื้อสร้างชุดความคิดนี้ แต่ก็มีสื่อมวลชนที่เห็นผลประโยชน์จากชุดความคิดนี้ และพยายามผลิตซ้ำชุดมายาคติทางเพศในแบบเดิม ๆ ลงไป การร่วมมือของทุกภาคส่วนในประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการยุติความรุนแรงไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดความร่วมมือจากทุกคนในสังคม ผู้เขียนจึงขอเป็นกระบอกเสียงหนึ่งที่ตีแผ่อำนาจของสื่อมวลชนในการประกอบสร้าง และผลิตซ้ำชุดความคิดการสร้างความเป็น “อื่น” ในสังคม เป้าหมายเพื่อยุติความรุนแรง และสร้างความเท่าเทียมในวัฒนธรรมทางเพศในสังคมให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด IN FOCUS

เมื่อ #สื่อไร้จรรยาบรรณ เกิดขึ้น คนในวงการสื่อต้องแก้ตรงไหน?

ส่องสื่อ ในฐานะสถาบันสื่อที่ดำเนินการขึ้นเพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ในนิเวศสื่อ และเป็นสื่อที่เน้นสะท้อนสื่อด้วยกันเอง เราไม่รอช้าที่จะเก็บสถานการณ์สื่อที่เกิดขึ้น และมุ่งตรงไปถามยังนักวิชาการสื่อทั้ง 2 ท่าน เพื่อไขคำตอบและหาหนทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยทั้งนี้ ส่องสื่อไม่ได้มีเจตนาในการมุ่งให้ร้ายกับสื่อมวลชนสำนักใดสำนักหนึ่ง เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่ให้ทุกคนเรียนรู้การทำสื่อมวลชนอย่างรับผิดชอบสังคมไปด้วยกัน และสร้าง Solution ที่ทำให้สังคมและสื่อเข้าใจร่วมกันในการนำเสนอในช่วงภาวะวิกฤตอีกด้วย

ระวี ตะวันธรงค์··5 min read

เมื่อการเสนอข่าวต้องมีความจริงมากกว่าความรู้สึก

จรรยาบรรณเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงค่านิยมขององค์กรและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ที่สื่อมวลชนมีต่อสังคม

ระวี ตะวันธรงค์··1 min read

ทำไมคนเชื่อข้อมูลในไลน์มากกว่าการอ่านข่าว

เรามีสมาร์ทโฟนที่สามารถทำงานได้มากมาย นั่นจึงทำให้ขั้นตอนในการกระจายข่าวลดน้อยถอยลงไป กลับกันการมีสิ่งที่ทำให้สามารถกระจายข่าวได้เร็วขึ้นก็ย่อมส่งผลร้ายในการขาดการตรวจสอบข่าวที่ดีได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ระวี ตะวันธรงค์··1 min read

ข่าว.jpeg : สะดวกคนอ่าน อันตรายคนแชร์ โทษร้ายสังคม

หากพูดถึงการรับข้อมูลข่าวสารทุกวันนี้แล้ว ช่องทางที่สำคัญในการรับข้อมูลข่าวสารนั่นก็คือ “สื่อสังคมออนไลน์” นั่นเอง โดยเฉพาะในยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้แล้ว การผลิตสื่อให้เข้าถึงประชาชนจึงง่ายมากขึ้น และสะดวกต่อการส่งต่อมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ระวี ตะวันธรงค์··1 min read