
To-Don’t-List แค่ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น ก็ทำทุกอย่างได้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
ใครเป็นบ้าง… ขนาดในฝันยังคิดถึงแต่เรื่อง ‘งาน’
เมื่อการทำงานกลืนกินช่วงเวลาของการใช้ชีวิตไปจนหมดแม้กระทั่งตอนนอน สมองที่มีแต่เรื่องงานตลอด 24 ชั่วโมง จะกินจะนอนก็ต้องขอแวบเข้าไปดูงานสักหน่อย พฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากการที่เรามี “สิ่งที่ต้องทำ” (To-Do-List) ในชีวิตมากเกินไป จนทำให้เรื่องงานเป็นเหมือนไฮไลต์สำคัญของการใช้ชีวิต ซึ่งบางคนอาจจะมองว่า “ก็ไม่เห็นแปลกเลยนี่ ฉันทำงานเยอะ เท่ากับว่าฉันมีความรับผิดชอบ” ยิ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากการทำงานทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลางานเท่านั้น แต่ถ้าเมื่อไรที่การทำงานก้าวก่ายมาถึงช่วงเวลาส่วนตัวในชีวิตประจำวัน อาจจะส่งผลให้เกิดความหมดไฟ หมดแพชชั่น เหนื่อยล้าทั้งร่างกายทั้งจิตใจ และอาจจะนำไปสู่การเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder) ได้เช่นเดียวกัน
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ระบุถึงสาเหตุผู้ป่วยที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำว่า เกิดจากการที่มีความคิดเรื่องบางเรื่องซ้ำ ๆ ที่ทำให้กังวลใจ จึงทำให้มีการตอบสนองความคิดด้วยพฤติกรรมซ้ำ ๆ เพื่อลดความไม่สบายใจลง โดยโรคย้ำคิดย้ำทำนี้ พบได้ร้อยละ 2-3 ในประชากรทั่วไป อายุเฉลี่ย 20 ปี โดยพบได้ทั้งเพศชายและหญิง
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าการที่เราให้เวลากับสิ่งต่าง ๆ มากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องงาน อาจส่งผลกระทบตามมาภายหลัง ทั้งร่างกายและจิตใจ เช่นเดียวกับการที่เราสร้าง To-Do-List ให้กับตัวเองในแต่ละวันที่มากเกินไป ทำให้เราไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่รู้จะเริ่มโฟกัสที่จุดไหนก่อนดี
วันนี้เราจึงมีหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดความกดดันและความเครียดในแต่ละวันลงด้วยการเลือกทำสิ่งที่ตรงกันข้าม จากเดิมที่จะต้องทำ To-Do-List ในทุกวัน มาลองเปลี่ยนเป็นการทำ To-Don’t-List แล้วเลือกโฟกัสกับงานที่เป็น Priority หลักหรือมีความสำคัญที่สุดก่อน
ขั้นแรก ตัด ‘งานที่ไม่เร่งด่วน’ ออกไปก่อน
เริ่มจากการพิจารณาในรูปแบบงาน ว่างานแต่ละประเภทมีความสำคัญและเร่งด่วนแค่ไหน หากไม่ใช่งานที่ไม่ต้องทำในวันนี้ ให้ใส่ไว้ใน To-Don’t-List ไว้ก่อน เพื่อให้สามารถทำงานที่เป็น “First Priority” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ หากมีคนในทีมมาขอความช่วยเหลือ ควรกล้าที่จะปฏิเสธว่าไม่สามารถทำงานให้ได้ในทันที เพื่อลดภาระในชิ้นงานที่กำลังทำอยู่ ณ ปัจจุบัน
ขั้นที่สอง ตัดงาน ‘เป็นส่วน ๆ ’ แล้วแบ่งกันทำ
ลองประเมินงานแต่ละประเภทว่า จริง ๆ แล้วเราทำคนเดียวไหวหรือเปล่า? ทีมสามารถช่วยซัพพอร์ตเราด้านไหนได้บ้าง? การได้แบ่งงานและขอความช่วยเหลือก็เป็นหนึ่งวิธีที่ช่วยงานของเราสำเร็จได้เร็วมากยิ่งขึ้น และ To-Don’t-List ข้อนี้จะทำให้เราไม่ต้องจมอยู่กับงานนานเกินไป
ขั้นสุดท้าย ตัด ‘ช่วงเวลาทำงาน’ ให้สั้นลง
การที่เราจะรู้ได้ว่า To-Don’t-List ของเราช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้นคือ การเริ่มชั่งน้ำหนักระหว่างผลลัพธ์ของงานและช่วงเวลาการทำงาน หากลองตัดช่วงเวลาการทำงานให้สั้นลง จะช่วยให้งานสามารถเสร็จทัน Deadline หรือไม่? แล้วคุณภาพของผลงานดีขึ้นหรือลดลงจากเดิมอย่างไรบ้าง? โดยอาจจะปรึกษากับทางทีมเพื่อรับข้อเสนอแนะในการพัฒนาการทำงานที่ดีขึ้นได้เช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีหนังสือที่ชื่อว่า Your Brain at Work ของเดวิด ร็อก (David Rock) ระบุไว้ว่า กุญแจสู่การทำงานอย่างมืออาชีพและการมีความสุขมากขึ้นนั้นอาจใช้เวลาเพียงน้อยนิด และค้นพบว่าแท้จริงแล้วเราโฟกัสไปที่งาน 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งคิดเป็น 15% ของการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยอีก 85% ที่เหลือเป็นเพียงความเหนื่อยล้า หมดแรง และทำตัวเหมือนยุ่งแต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์ในการทำงานที่ดีขึ้นเลย
ทั้งนี้ Amy Blaschka ได้ให้ข้อมูลบนเว็บไซต์ Forbes เกี่ยวกับข้อดีในการทำ To-Don’t-List ว่าสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นใหญ่ ๆ ดังนี้
1. ช่วยให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่สำคัญที่สุดได้ดีขึ้น
การมีเป้าหมายที่ชัดเจนเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น จะช่วยให้เราสามารถทำสิ่งที่สำคัญที่สุดและบรรลุเป้าหมายได้ทีละข้อ ทำให้ไม่รู้สึกว่ามีสิ่งที่ต้องทำเยอะเกินความสามารถ
2. เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราได้ใช้ความสามารถให้เกิดประโยชน์สูงสุด
จากแนวทางที่แบ่งงานให้เพื่อนในทีมช่วยกันทำ เป็นวิธีในการเพิ่มช่วงเวลาและให้อิสระความคิดในหัวได้นำไปใช้ประโยชน์ในส่วนอื่น ๆ ที่สำคัญกว่า
3. ปลุกแพชชั่นให้ลุกโชนและลดการหมดไฟ (Burnout) ในการทำงาน
การทำงานในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพของการทำงานไม่ดีเท่าที่ควร และหากไม่มีขอบเขตในการทำงานที่ชัดเจนก็จะทำให้พลังอันมีค่าในตัวเราหมดลงไปได้ง่าย ๆ ซึ่ง To-Don’t-List จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ (Productive) มากยิ่งขึ้น
การทำ To-Don’t-List ในชีวิตประจำวันนี้จะส่งผลให้เราโฟกัสงานที่สำคัญได้ดีมากยิ่งขึ้น และไม่เสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ ที่สำคัญคือเราต้องเรียนรู้ที่จะปฏิเสธงานที่ไม่จำเป็นจากผู้อื่น เน้นทำเฉพาะหน้าที่ที่เราต้องทำ จะช่วยทำให้เราไม่ทำงานหนักเกินไปจนงานล้นมือ (Overload) นอกจากนั้น To-Don’t-List ยังเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการเวลาของตัวเอง ช่วยลดพฤติกรรมการย้ำคิดย้ำทำ ทำให้มีเวลาในการอยู่กับตัวเองและได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยสร้างความสุขที่แท้จริงในชีวิต
ที่มา : forbes / herworld / spica / rama.mahidol
ระวี ตะวันธรงค์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ส่องคดีการเมืองสำคัญที่ “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เคยร่วมลงมติ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เคยลงมติในคดีสำคัญมากมายที่ชี้ชะตาผู้นำ พรรค และการเมืองไทย
มหาดไทยแถลงผลสอบสวน “โกงสอบท้องถิ่น” เพิกถอนการบรรจุ 3,621 ราย
มหาดไทยแถลงผลสอบสวนการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น เพิกถอนการบรรจุ 3,621 ราย และจัดตรวจคะแนนใหม่ 400,000 คน
“ลิโอเนล เมสซิ” กับการสร้างตำนานบทใหม่ ในศึกชิงแชมป์ฟุตบอลโลก 2026
ลิโอเนล เมสซิ สร้างตำนานใหม่ในฟุตบอลโลก 2026 ด้วยการจ่าย 2 แอสซิสต์สำคัญ พาอาร์เจนตินาเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ
Personal Branding : สูตรสร้างตัวตนของ Creator ยุคใหม่
Personal Branding คือสูตรสร้างตัวตนของ Creator ยุคใหม่ที่ช่วยให้ผู้สร้างสรรค์สามารถสร้างอัตลักษณ์เฉพาะตัวและเพิ่มมูลค่าในตลาดดิจิทัล



