
ย้อยรอยลูกน้องเป็นพิษ ทำบิ๊กตู่ บิ๊กป้อม แตกหัก ! เนวิน อนุทิน จะซ้ำรอยหรือไม่ ?
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยมักสอนเราเสมอว่า “อำนาจ” ที่ดูเหมือนจะมั่นคงและไร้เทียมทานที่สุด หลายครั้งไม่ได้ล่มสลายจากศึกภายนอก แต่พังทลายจากแรงระเบิดภายใน และหนึ่งในชนวนเหตุที่ทรงพลานุภาพที่สุดก็คือ “ปัญหาลูกน้องเป็นพิษ”
ภาพความแตกหักล่มสลายของ “ระบอบ 3 ป.” ระหว่าง บิ๊กตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) และ บิ๊กป้อม (พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ) ยังคงเป็นบทเรียนราคาแพงที่คนการเมืองต้องศึกษา
วันนี้เมื่อดุลอำนาจเปลี่ยนมือมาอยู่ที่ “ค่ายสีน้ำเงิน” ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ “เนวิน ชิดชอบ” ผู้ทรงอิทธิพลหลังฉาก ที่กำลังถูกจับตามองว่า สภาวะคลื่นใต้น้ำและปัญหากระทบกระทั่งในกระทรวงมหาดไทยเวลานี้ มีโอกาสจะซ้ำรอยประวัติศาสตร์ศึกลูกน้องปั่นจนวงแตกหรือไม่ ?
1. บทเรียนจากอดีต: เมื่อ “พี่ใหญ่” เลือกอุ้มลูกน้อง มากกว่า “น้องเล็ก”
หากย้อนดูสมการความพังทลายของ 3 ป. ปัจจัยเร่งที่สำคัญที่สุด คือการที่ “บิ๊กตู่” ครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่อำนาจในพรรคพลังประชารัฐตกอยู่ในมือของ “บิ๊กป้อม” ที่ก่อให้เกิด “ช่องว่างแห่งความหวาดระแวง” ขึ้นมา
เมื่อลูกน้องคนสำคัญอย่าง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” (ในเวลานั้น) เปิดฉากปีนเกลียวและงัดข้อกับบิ๊กตู่ ชนวนเหตุไม่ได้หยุดอยู่แค่ความขัดแย้งส่วนตัว แต่ลุกลามไปถึงขั้นมีการล็อบบี้โหวตคว่ำนายกฯ กลางสภา
แต่สิ่งที่ทำให้รอยร้าวนี้ประสานไม่ได้อีกต่อไป คือการที่บิ๊กป้อมเลือกที่จะ “อุ้มลูกน้อง” มากกว่าที่จะประคองความสัมพันธ์กับน้องเล็ก ผลลัพธ์คือบิ๊กตู่ต้องแยกไปตั้งพรรคใหม่ สิ้นสุดตำนาน 3 ป. และนำไปสู่การล่มสลายของระบอบในที่สุด

2. ถอดรหัสคลื่นใต้น้ำสิงห์คลองหลอด: ชนวนเหตุหรือแค่เรื่องเหยียบตาปลา?
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ความขัดแย้งภายในกระทรวงมหาดไทย ที่กำลังฝุ่นตลบ ทั้งกรณีคำสั่งย้ายด่วนข้าราชการระดับสูงหลายคนในจังหวัดภูเก็ต ปมทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น จนไปถึงกระแสข่าวลือในหมู่ข้าราชการประจำเรื่อง บิ๊กข้าราชการที่มีสานสัมพันธ์แนบแน่นกับเนวิน มักจะทำงานข้ามหัวอนุทิน !
ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้าราชการระดับสูงในกระทรวงคลองหลอด หลายคนมีสายสัมพันธ์ตรงและได้รับการสนับสนุนจาก “ครูใหญ่บุรีรัมย์” เมื่อข้าราชการสายตรงเหล่านี้บางคนทำงานในลักษณะ “ข้ามหัว” ข้ามสายบังคับบัญชาเพื่อรับคำสั่งตรงจากหลังฉาก มันย่อมสร้างความขุ่นเคืองและสั่นคลอนบารมีของผู้นำหน้าฉากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามคือ ข้าราชการสายตรงเนวิน จะกลายเป็น “ธรรมนัส 2” ที่ทำให้ เนวิน-อนุทิน แตกหักได้จริงหรือ ?
3 เหตุผลที่ “ค่ายสีน้ำเงิน” จะไม่ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ 3 ป.
แม้บริบทจะมีความคล้ายคลึงในแง่ของการมีผู้เล่นหน้าฉากและหลังฉาก แต่เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างอำนาจ ณ ปัจจุบัน โอกาสที่เนวินกับอนุทินจะแตกหักจนพรรคพังทลายนั้น ถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก ด้วยมิติความแตกต่างที่ชัดเจนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
(1) ฐานอำนาจผู้นำที่เบ็ดเสร็จกว่า
ในยุค 3 ป. บิ๊กตู่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีพรรคในมือ เพราะอำนาจบริหารพรรคตกเป็นของพี่ใหญ่ แต่สำหรับค่จายสีน้ำเงินในปัจจุบัน อนุทินเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าพรรคอย่างเบ็ดเสร็จ อำนาจเด็ดขาดในการบริหารประเทศจึงอยู่ที่ตึกไทยคู่ฟ้า การที่ข้าราชการประจำคนใดจะกล้าปีนเกลียวข้ามหัวนายกฯ จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก (แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้)
(2) สถานะของลูกน้องที่เทียบกันไม่ได้
ชนวนเหตุของระบอบ 3 ป. มาจากลูกน้องที่เป็น “นักการเมือง” ซึ่งคุมเสียง สส. ในมือ จึงมีอำนาจต่อรองทางการเมืองมหาศาลถึงขั้นขู่ล้มนายกฯ ได้
แต่ในบริบทของค่ายสีน้ำเงิน ลูกน้องที่เป็นประเด็นล้วนเป็น “ข้าราชการประจำ” ที่ไม่มีเสียง สส. ในมือ หากล้ำเส้นจนส่งผลกระทบต่อภาพรวม ผู้นำทางการเมืองย่อมมีอำนาจสั่งการหรือจัดการได้ทันที
(3) โมเดลความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนธุรกิจ
รอยร้าวของ 3 ป. ลุกลามเพราะผูกติดกับสายสัมพันธ์แบบพี่น้องทหาร ที่มักจะมีเรื่องอารมณ์และศักดิ์ศรีเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างเนวินกับอนุทินขับเคลื่อนด้วยโมเดล “หุ้นส่วนธุรกิจการเมือง”
เนวินในฐานะสถาปนิกการเมืองย่อมคำนวณผลประโยชน์แบบ Win-Win เสมอ หากมีข้าราชการคนใดทำตัวเป็นพิษจนเสี่ยงทำให้แกนหลักต้องระแวงกันเอง เนวินก็พร้อมที่จะตัดหางปล่อยวัด เพื่อรักษาเสถียรภาพของผู้นำหน้าฉากและพรรคเอาไว้

4. ข้อสังเกตชวนคิด : สนิมเนื้อในที่ต้องระวัง
แม้จะไม่แตกหักถึงขั้นแยกทาง แต่ประเด็น “ลูกน้องเป็นพิษ” ก็ทิ้งข้อสังเกตและโจทย์ใหญ่ให้ขบคิด “รอยร้าวอาจไม่ทำให้ความสัมพันธ์ล่มสลาย แต่สนิมเนื้อในจะบั่นทอนประสิทธิภาพ”
การปล่อยให้เกิดภาวะปีนเกลียวหรือแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในกระทรวงมหาดไทย จะนำไปสู่สภาวะ “เกียร์ว่าง” ของข้าราชการประจำ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลักดันนโยบายของรัฐบาล
สุดท้ายแล้ว เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของอนุทิน และเสถียรภาพของค่ายสีน้ำเงิน จะยังคงเหนียวแน่นตราบเท่าที่ “หน้าฉาก” และ “หลังฉาก” ยังคงสื่อสารและเคลียร์จบกันได้ แต่ถ้าวันใดที่สัญญาณจากบุรีรัมย์กับคำสั่งจากตึกไทยคู่ฟ้าเดินไปคนละทาง วันนั้นบทเรียนจากระบอบ 3 ป. อาจจะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้งก็เป็นได้
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →เปิดประวัติ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. คนที่ 16
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 โดยมีระยะเวลาในตำแหน่งยาวนาน 7 ปี
ทำความรู้จัก “กฤชเทพ สิมลี” เพื่อนสนิทเนวิน “เลขาฯ รมว.คมนาคม คนใหม่”
กฤชเทพ สิมลี ศิษย์เก่า OSK 90 ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเนวิน ชิดชอบ
เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน : สร้างคอนเทนต์อย่างไรให้คนจดจำ ?
เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน สอนวิธีสร้างคอนเทนต์ให้คนจดจำ โดยเน้นการหลีกเลี่ยงการไล่ตามกระแส การค้นหาความแตกต่าง และการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
ปฐมบท EP1 : ทำความเข้าใจ รายได้สื่อจากอดีตสู่ปัจจุบัน
ซีรีย์รายได้สื่อ EP1 ย้อนกลับไปเมื่อ 25-30 ปีก่อน เมื่อเรตติ้งเป็นตัววัดมูลค่าสื่อ และรายได้โฆษณาเข้มข้น แต่วันนี้ผู้ชมกระจายตัวไปบนแพลตฟอร์มต่างๆ ทำให้โครงสร้างรายได้เปลี่ยนไป



