
ชำแหละลิขสิทธิ์บอลโลก 1,300 ล้าน: เหตุใดไทยถูกตั้งราคาแพงที่สุดในอาเซียน ?
มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะมาถึง กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความกังวลใจให้คอบอลชาวไทยอย่างมาก ไม่ใช่เรื่องของผลการแข่งขัน แต่เป็นคำถามที่ว่า “คนไทยจะได้ดูถ่ายทอดสดหรือไม่?” หลังจากรัฐบาลส่งสัญญาณว่า จะไม่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไปแลกกับค่าลิขสิทธิ์ที่ตัวแทนจำหน่ายเสนอมาสูงถึงหลักพันล้านบาท
สิ่งที่น่าคิดและชวนตั้งข้อสังเกตคือ เหตุใดตัวเลขค่าลิขสิทธิ์ของประเทศไทยจึงพุ่งสูงจนน่าตกใจ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกลับสามารถปิดดีลได้ในราคาที่สมเหตุสมผลมากกว่า
1. เจาะลึกโครงสร้างตัวเลข: 1,300 ล้าน หรือ 1,700 ล้าน ?
ก่อนจะไปหาคำตอบว่าทำไมแพง เราต้องเข้าใจก่อนว่า ตัวเลขที่ปรากฏในหน้าข่าวนั้นมีที่มาอย่างไร ในการเจาะลึกโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่แท้จริง หากประเทศไทยต้องการสิทธิ์ในการถ่ายทอดสด เม็ดเงินรวมทั้งหมดจะดีดไปอยู่ที่ประมาณ 1,700 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ
– 1,300 ล้านบาท: ค่าลิขสิทธิ์ (License Fee) ที่ต้องจ่ายให้ตัวแทนจำหน่ายของฟีฟ่า
– 300 ล้านบาท: ค่าภาษีที่เกี่ยวเนื่องกับการทำธุรกรรมซื้อขายลิขสิทธิ์ข้ามชาติ
– 100 ล้านบาท: ค่าดำเนินการทางเทคนิค (Operating Costs) เช่น ค่าสัญญาณดาวเทียมและการบริหารจัดการในประเทศ
เมื่อรวมเบ็ดเสร็จ มูลค่านี้จึงกลายเป็นกำแพงสูงลิ่วที่ยากจะก้าวข้าม

2. “กับดัก” ในอดีต: เมื่อความใจสปอร์ตกลายเป็นบรรทัดฐาน
ข้อสังเกตแรกที่ปฏิเสธไม่ได้คือ กลไกการตั้งราคาของฟีฟ่าและเอเจนซี ไม่ได้คำนวณจากขนาดเศรษฐกิจปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติการซื้อในอดีต” (Historical Market Value)
ย้อนกลับไปในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ประเทศไทยยอมทุ่มเงินในนาทีสุดท้ายไปสูงถึงราว 1,400 ล้านบาท พฤติกรรม “ยอมควักกระเป๋าในสภาวะคับขัน” ของไทย ได้กลายเป็นบรรทัดฐานให้เอเจนซีล็อกฐานราคาตลาดไทยไว้ในระดับสูงทันที ยิ่งทัวร์นาเมนต์ปี 2026 มีการขยายทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม (แมตช์เพิ่มจาก 64 เป็น 104 แมตช์) ฟีฟ่าจึงใช้เหตุผลนี้อัปราคาเพิ่มจากฐานเดิมขนานใหญ่
สิ่งที่ต้องขบคิดก็คือ การยอมจ่ายแพงในวันนั้น กำลังกลับมาเป็น “กับดัก” ที่ย้อนศรมาทำร้ายเราในวันนี้หรือไม่ ?
3. ถอดรหัสเพื่อนบ้าน: ทำไมเขาซื้อได้ถูกกว่า ?
เมื่อหันไปมองเพื่อนบ้านในอาเซียนที่ปิดดีลไปแล้ว เช่น เวียดนาม (VTV) และ สิงคโปร์ (Mediacorp) รวมถึง กัมพูชา, ฟิลิปปินส์ และติมอร์-เลสเต จะพบความต่างอย่างชัดเจนในเชิงกลยุทธ์
รวมศูนย์การต่อรอง: ประเทศอย่างเวียดนาม มีสถานีโทรทัศน์แห่งชาติเป็นตัวแทนเจรจาหลักเพียงเจ้าเดียว ไม่เปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันประมูลกันเองภายในประเทศ (Bidding War) เพื่อปั่นราคา และมีจุดยืนที่เด็ดขาดว่า “หากแพงเกินไปก็ไม่ซื้อ” ต่างจากไทยที่มีภาพจำว่า อย่างไรก็ต้องหาทางซื้อมาให้ได้
โมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่น: สิงคโปร์ปิดดีลในราคาสูงระดับ 900 กว่าล้านบาทได้ เพราะเขาใช้โมเดลธุรกิจแบบ Pay-Per-View หรือเก็บเงินจากผู้ชมโดยตรง (เรตประมาณ 2,600 – 3,100 บาทต่อแพ็กเกจ) ซึ่งสามารถสะท้อนมูลค่าทางการค้าและคืนทุนได้จริง ขณะที่ไทยยังคงติดอยู่กับโจทย์ที่ว่า “ต้องให้ประชาชนดูฟรี” แต่กลับไม่มีเม็ดเงินสนับสนุนที่เพียงพอ

4. ปัจจัย “เวลา” และ “จุดสลบ” ของการลงทุนเชิงพาณิชย์
มีสมมติฐานว่าการที่ไทยติดต่อซื้อช้าใกล้เวลาแข่ง จะทำให้โดนโก่งราคา แต่ในความเป็นจริงของโลกธุรกิจลิขสิทธิ์กีฬา ยิ่งใกล้วันแข่งหากผู้ซื้อนิ่งพอ ตัวแทนจำหน่ายต่างหากที่จะต้องเป็นฝ่ายยอมลดราคาเพื่อไม่ให้สิทธิ์นั้นกลายเป็นศูนย์ (เหมือนที่จีนและอินเดียเคยใช้ได้ผล)
และอีกจุดสลบของไทยในรอบนี้คือ “Time Zone” ! เนื่องจากการแข่งขันจัดขึ้นที่อเมริกาเหนือ แมตช์ส่วนใหญ่จะตรงกับเวลา 03.00 – 09.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนพักผ่อนหรือเดินทางไปทำงาน ปัจจัยนี้ทำให้ภาคเอกชนประเมินแล้วว่า “ไม่คุ้มค่า” เพราะขายโฆษณาได้ยาก การจัดกิจกรรมลานเบียร์หรือร้านอาหารทำไม่ได้ เมื่อเอกชนไม่กระโดดเข้าร่วมลงขัน ภาระทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่กลไกของรัฐ
5. สรุปแล้วคนไทยจะได้ดูฟุตบอลโลกหรือไม่ ?
มหากาพย์ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 1,300 ล้านบาทในครั้งนี้ กำลังพาประเทศไทยไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเลือก ระหว่างการยอมควักเงินก้อนโตเพื่อซื้อความสุขให้คอบอล หรือการแสดงจุดยืนที่เด็ดขาดเพื่อพังทลายกับดักราคาอันไม่เป็นธรรม และเซ็ตระบบการเจรจาใหม่ในอนาคต แม้จะต้องแลกมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ตาม
เมื่อภาครัฐส่งสัญญาณถอย และภาคเอกชนยังไม่มีใครพร้อมกระโดดเข้ามาแบกรับความเสี่ยง ท่ามกลางข้อจำกัดเรื่องเวลาเตะช่วงเช้ามืดที่ขายโฆษณาได้ยาก สมการนี้จึงยังไม่มีคำตอบที่ลงตัว…
สรุปแล้วคนไทยจะได้ดูถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 หรือไม่ ? คงเป็นคำถามคำโตที่ต้องรอวัดใจทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ว่าจะเลือกทางออกไหนในนาทีสุดท้ายของเส้นตายนี้
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →“ป้อม ภาวุธ” จากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ สู่ สส.สายเทค ถล่ม TH-AI Passport
ป้อม ภาวุธ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ใช้ข้อมูลดิจิทัลจับผิดโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท ของรมว.ไชยชนก ชิดชอบ
ชำแหละโมเดลค้าความรันทด เอเจนซี่จีนบุกไทย สร้างคอนเทนต์ลวงโลก
เอเจนซี่จีนนำเข้าโมเดลธุรกิจ “ค้าความรันทด” มาไทย โดยจัดฉากเรื่องราวลำบากเพื่อหลอกผู้ชมและแปลงเป็นรายได้ผ่านการขายสินค้า
2569 ระบอบสีน้ำเงิน ครองเมือง
พ.ศ. 2569 การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะดุลยภาพใหม่ที่ถูกจัดระเบียบโดย “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจที่มีประสิทธิภาพในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย
ชำแหละโครงการ TH-AI Passport คุ้มงบฯ 1.62 พันล้านบาท หรือไม่ ?
โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.62 พันล้านบาทถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยพบข้อสงสัยเกี่ยวกับกลไกงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง



